เมื่อมาถึงโถงรับรอง หลินหนิงชินก็เห็นว่าท่านปู่ผู้าุโทั้งสี่คนของตระกูลหลิน กับท่านลุงหลินหลีเหว่ยมารอกันอยู่ก่อนหน้าแล้ว
“คารวะท่านปู่ ท่านลุงเ้าค่ะ”
“หนิงชินวันนี้ ผู้นำตระกูลจงส่งเทียบมาเยี่ยมตระกูลหลินของเรา”
“หลานยังเป็ผู้น้อย ให้มาอยู่ที่นี่จะเหมาะสมหรือเ้าคะ”
“ผู้นำตระกูลจงให้คนแจ้งว่าเขาจะมากับผู้หลอมโอสถสกุลจงอีกคนหนึ่ง เ้าเองตอนนี้ก็มีฐานะเป็ผู้หลอมโอสถไม่สำคัญว่าอายุยังน้อยหรือไม่ เื่นี้ตระกูลจงย่อมไม่ตำหนิอย่างแน่นอน ไม่ต้องกังวลไป” ท่านปู่ใหญ่กล่าวอย่างใจดี
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
“จุดประสงค์ของตระกูลจงที่มาครั้งนี้เรายังไม่แน่ใจ แต่พวกเราปรึกษากันไว้แล้วว่าเราจะปฏิบัติกับเขาอย่างดีและให้เกียรติ เ้ายังเด็กนักหากว่าพวกเขามีคำพูดใดที่ไม่ชอบใจ ให้เ้าเก็บไว้ในใจก่อน เ้าเข้าใจหรือไม่” หลินลี่หยางกล่าว
“หลานย่อมเชื่อฟังท่านเ้าค่ะท่านปู่” นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำตำหนิแต่เป็การปกป้องนาง สกุลจงกับสกุลหลินไม่เคยติดต่อกันมาเนิ่นนาน แม้จะไม่เคยมีเื่บาดหมางกันแต่มันก็เป็เช่นนี้มานานแล้ว
คนทั่วไปก็จะมองเห็นว่าทั้งสองสกุลทำการค้าชนิดเดียวกัน ทั้งการค้าข้าวปราณและมีหอโอสถของสกุลเหมือนกัน จึงคิดกันเอาเองว่าต่างก็เป็คู่แข่งทางการค้า บางครั้งมีงานมงคลตามสกุลใหญ่ภายในเมืองเป่ยถัง พวกเขาทั้งสองสกุลต่างได้รับเชิญและถูกจัดที่นั่งให้อยู่ห่างไกลกันจนกลายเป็เื่ที่ทุกคนคุ้นชิน การส่งเทียบมาขอเข้าเยี่ยมเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่าทีของอีกฝ่ายจะเป็เช่นไรก็ไม่อาจคาดเดาได้ ดังนั้นท่านปู่ใหญ่จึงได้กำชับนางไว้ก่อน นางรู้สึกซาบซึ้งใจที่พวกเขาปกป้องนาง
ไม่นานก็มีคนนำทางบุรุษสองคนเข้ามา บุรุษผู้สูงวัยกว่าย่อมเป็ผู้นำตระกูลจง เขามีลักษณะรูปร่างท้วมเล็กน้อย ผิวขาวผมบนศีรษะเป็สีขาวหมดแล้ว ไว้หนวดสั้นๆไม่ได้ปล่อยเป็เครายาวเหมือนผู้นำตระกูลหลิน มีดวงตาเล็กหยีริมฝีปากบางเหมือนอมยิ้มอยู่ตลอดเวลาดูแล้วเป็ชายชราผู้ใจดีคนหนึ่ง อีกท่านมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่านลุงหลีเหว่ย หน้าตาธรรมดา ใต้ขอบตาดำเล็กน้อย ดูแล้วคงเหน็ดเหนื่อยจากการหลอมโอสถเหมือนท่านลุงหลีเหว่ยเมื่อครั้งนางมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆไม่มีผิด
“คารวะผู้นำตระกูลหลิน” ผู้มาใหม่ทั้งสองคนประสานมือคำนับพร้อมกันแต่เป็บุรุษสูงวัยเป็ผู้เอ่ยปาก
“ผู้นำตระกูลตระกูลจง อย่าได้เกรงใจเลยพวกท่านทำตัวตามสบายเถิด” หลินลี่หยางก้าวไปประคองแขนผู้สูงวัยกว่า
“ข้ามารบกวนเวลาพวกท่านแล้วพวกเราต้องขออภัย นี่จงซีฉางหลานชายของข้า”
“คารวะผู้าุโ” จงซีฉางเอ่ยคารวะอีกครั้ง
“ไม่ทราบว่าผู้นำตระกูลจงมาครั้งนี้…..” หลินลี่หยางถามทันที
“โอ..โอ.. ข้าย่อมมาขอบคุณน้ำใจของพวกท่านแล้ว การค้าของหอโอสถสกุลหลินนับวันยิ่งรุ่งเรืองแต่พวกท่านกลับมีจิตใจกว้างขวาง มิได้ฉวยโอกาสตัดหนทางการค้าหอโอสถสกุลจงของเรา หนำซ้ำยังแนะนำลูกค้าให้มาอุดหนุนพวกเราอย่างซื่อสัตย์ น้ำใจครั้งนี้ข้าย่อมมาขอบคุณด้วยตัวเอง”
เมื่อเห็นว่าผู้มา มาดี คนสกุลหลินย่อมไม่มีเหตุผลที่จะทำตัวไร้มารยาทตอบแทนกลับไป
“ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว ไม่ปิดบังท่าน่เวลานั้นพวกเราก็ขาดแคลนสมุนไพรปราณจริงๆ นี่ไม่นับว่าเป็บุญคุณอันใด อย่าได้กล่าวคำเกรงใจเช่นนี้กันต่อไปเลย” หลินลี่หยางตอบคำ
“อย่างไรก็มาถึงแล้ว ข้านำของกำนัลเล็กๆน้อยๆมาด้วยหวังว่าตระกูลหลินจะรับไว้ คิดเสียว่าเป็น้ำใจจากข้าก็แล้วกัน”
จงจวินฮ่าว ขยับมือเล็กน้อย สมุนไพรปราณต้นหนึ่งก็ปรากฏออกมาตรงหน้าพวกเขา ดูแล้วผู้นำตระกูลจงก็มีแหวนมิติเก็บของเช่นเดียวกันกับหลินลี่หยาง
“เพลิงนิล!!! ซ้ำยังเป็เพลิงนิลที่ออกผลแล้วด้วย!!” พอได้มองชัดๆ หลินหลีเหว่ยถึงกับอุทานออกมาอย่างลืมตัว ผู้หลอมโอสถทุกคนรู้จักสมุนไพรเพลิงนิลนี้เป็อย่างดี มันเป็สมุนไพรปราณที่ใช้เป็สมุนไพรหลักชนิดหนึ่งในการหลอมโอสถระดับสาม หลินหนิงชินก็รู้จัก แต่สวนสมุนไพรในมิติของนางไม่มีสมุนไพรชนิดนี้
“ตระกูลจงมีสมุนไพรเพลิงนิลนี้อยู่สองต้น ข้าเก็บรักษาดูแลมันเป็อย่างดีมาเนิ่นนาน ทดลองนำเมล็ดจากผลที่สุกแล้วไปทำการเพาะปลูกหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ กว่าผลจะออกมาแต่ละครั้งยังต้องรอถึง 5 ปี รู้ข่าวมาว่าตระกูลหลินค้นพบตำราโบราณเกี่ยวกับสมุนไพร ข้าจึงคิดว่าไม่แน่ว่าตระกูลหลินอาจทำการเพาะปลูกพวกมันขึ้นมาได้ เช่นนี้ก็จะเป็ประโยชน์ต่อผู้คนมากนัก ข้าจึงนำมามอบให้ตระกูลหลินหนึ่งต้น” จงจวินฮ่าวอธิบาย
“เื่ค้นพบตำรานั้นเป็เื่จริงไม่มีผิด แต่จะเพาะปลูกสมุนไพรได้สำเร็จหรือไม่ ข้าไม่อาจรับปากท่านได้ด้วยตัวข้าเอง เป็หลานสาวของข้าที่สามารถทำได้หากนางไม่มีวิธีข้าก็ไม่อาจรับสมุนไพรล้ำค่านี้ไว้ได้” ผู้นำตระกูลหลินลี่หยางพูดพลางผายมือไปที่หลินหนิงชินพร้อมกับพยักหน้าเบาๆเป็สัญญาณเชิงอนุญาตให้นางตัดสินใจ
จงจวินฮ่าวและจงซีฉางจึงหันมองตามมือไป เห็นเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตางดงามน่าเอ็นดูผู้หนึ่งใส่ชุดกระโปรงสีชมพูสดใสดวงตาเผยแววตาฉลาดเฉลียว ตอนที่เดินเข้ามาพวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นนางั้แ่แรก
“โอ้..นี่คงเป็ผู้หลอมโอสถวัยเยาว์ที่ผู้คนกล่าวถึงกันอยู่นั่นเอง อายุน้อยยิ่งนักกลับมีพร์สูงส่ง เ้ามีนามว่าอะไรหรือเด็กน้อย” หลังจาก ตกตะลึงกับใบหน้างามนั้นไปเล็กน้อย จงจวินฮ่าวจึงถามออกมา
“เรียนผู้นำตระกูลจง ข้าชื่อหนิงชินเ้าค่ะ”
“ไม่ต้องนอบน้อมเช่นนั้นหรอกเด็กน้อเ้าเรียกข้าว่าท่านปู่เป็อย่างไร” ผู้เฒ่ายิ้มตาหยีถูมือทั้งสองข้างไปมา จ้องมองเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้ม คิดอยากไปหยิกแก้มป่องนั่นเป็ที่สุด
“ได้เ้าค่ะ ท่านปู่” เด็กหญิงแย้มยิ้มอย่างไร้เดียงสา แต่ในใจนางกลับคิดอย่างร้ายกาจว่าตนเองสามารรถตกแฟนคลับมาได้แล้วอีกหนึ่งคนแล้ว
“วิธีเพาะปลูกข้าย่อมทราบและสามารถเปิดเผยแก่ท่านปู่ได้เ้าค่ะ เพียงแต่ข้าก็ยังไม่เคยทดลองทำเท่านั้น ข้าจะรับสมุนไพรเพลิงนิลนี้ไว้ก่อน หากเพาะต้นกล้าขึ้นมาได้แล้วก็จะคืนให้กับท่านพร้อมต้นกล้าที่เพาะได้ ตระกูลหลินจะขอเพียงแบ่งต้นกล้ามาส่วนหนึ่งเท่านั้นเ้าค่ะ”
“ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า เด็กน้อยคิดอ่านรอบคอบถูกใจข้ายิ่งนัก หลานสาวหากตระกูลหลินไม่ยอมรับเพลิงนิลต้นนี้ไว้ข้าก็จะมอบให้เ้าเป็ของขวัญพบหน้าจากข้าดีหรือไม่ เ้าอย่าได้กล่าววาจาใจร้ายปฏิเสธปู่ชราผู้นี้เลย” ผู้นำตระกูลจงส่งเสียงหยอกล้อเด็กน้อยอย่างเอ็นดู
ผู้าุโสกุลหลินทั้งสี่ “-----------” ผู้อื่นคุยไม่กี่คำก็นับญาติเรียกปู่เรียกหลานกันไปแล้ว นั่นหลานสาวของพวกเขานะ!!!
ด้วยความ "เป็กันเอง" อย่างน่าประหลาดใจของผู้นำตระกูลจง ผู้าุโสี่คนตระกูลหลินจึงได้ให้คนจัดเตรียมสุราอาหารไว้ที่ศาลาพักร้อนในจวน เชิญผู้มาเยือนทั้งสองคนเดินไปด้วยกัน พูดคุยกันราวกับรู้จักกันมาเนิ่นนาน
หลังจากร่ำสุรากันไปพักใหญ่แล้ว ชายชราก็เริ่มเรียกขานนับเป็พี่เป็น้องกันอย่างถูกคอ หลินหนิงชินจึงได้ขอตัวแยกออกมา ปล่อยพวกเขาที่ยังไม่หนำใจ ดื่มกินกันต่อไป
เมื่อนางกลับมาถึงเรือนพัก ก็พบว่าบิดา มารดา และพี่ชายทั้งสองคนนั่งรอนางกันอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา นางดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ บิดาออกไปทำการค้าต่างเมืองนานๆถึงจะกลับมา พี่ชายใหญ่ก็ต้องไปรับส่งสินค้าตามหมู่บ้านมีเวลาพักไม่แน่นอน นางอยู่ในเรือนกับท่านแม่และพี่รองมาตลอด นานแล้วที่ไม่เคยได้อยู่พร้อมกันครบทุกคนเช่นนี้
“ท่านพ่อ” เด็กหญิงปาดน้ำตาวิ่งไปหาหลินจงเว่ยก่อน
“อาหนิงร้องไห้ทำไม ใครรังแกเ้า” หลินจงเว่ยใรีบถลาไปหาบุตรสาวตัวน้อย
“ไม่มีผู้ใดรังแกข้าหรอกเ้าค่ะ ข้าแค่คิดถึงท่านพ่อ”
“อาหนิงไม่คิดถึงพี่ชายใหญ่หรือ” หลินซ่งสวินอมยิ้มบางๆ หยอกล้อน้องสาว
“คิดถึงเ้าค่ะ” นางกล่าวแล้วก็โผไปหาหลินซ่งสวินผู้เป็พี่ชายคนโตทันที
“เด็กน้อย...อีกไม่กี่ปีก็จะโตเป็สาวแล้ว อ้อนพี่ชายอย่างนี้อีกไม่ได้แล้วนะรู้ไหม”
“เช่นนั้นข้าก็จะไม่โต ข้าอยากอยู่กับพวกท่านตลอดไป” นางอยากทำได้เช่นนั้นจริงๆ พวกเขาคือคนที่รักและห่วงใยนางที่สุด นางก็รักพวกเขาอย่างจริงใจนี่คือครอบครัวของนาง หากเป็ไปได้ ชีวิตอันแสนสุขสบายที่นางใฝ่ฝันถึงอยู่ทุกวัน ขอให้มีพวกเขารวมอยู่ด้วยตลอดไป นางก็พึงพอใจแล้ว