มารฟ้าพิชิตสวรรค์

    ตอนที่ 168 : กลับสำนัก

    ตอนที่ 168 

     

    แสงแดดสีทองสาดส่องลงบนผืนน้ำทะเลสีคราม ท้องฟ้าเปิดโล่งไร้เมฆฝน เรือไม้ขนาดกลางลำหนึ่งกำลังแล่นฝ่าคลื่นอย่างช้าๆ บนดาดฟ้าเรือจ้างอู่เฉินกำลังประเมินณราคาซากสัตว์อสูรทะเลที่อยู่ในแหวนมิติด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 

     

    “มูลค่าของมันรวมกันแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านศิลาปราณอย่างแน่นอน…” 

     

    ชิงเทียนนั่งอยู่บนขอบเรือ ดวงตาจับจ้องไปยังเส้นขอบฟ้าที่เลือนราง ราวกับไม่ได้ใส่ใจกับมูลค่าอันมหาศาลที่จ้าวอู่เฉินกำลังกล่าวถึง ผมยาวดำขลับของเขาพลิ้วไหวไปตามแรงลมทะเล แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้า ทำให้เห็นถึงความสงบนิ่งที่แผ่ออกมาจากภายใน 

     

    “ข้าขอรับไว้เพียงเก้าสิบล้านศิลาปราณ ที่เหลือถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ท่านพาข้ามาที่เกาะแห่งนี้ก็แล้วกัน”  

     

    “นี่ไม่จำเป็นเลย อย่างไรเสียท่านก็เป็นวีรบุรุษของเมืองเราอยู่แล้ว ข้าจะกล้าเอาเปรียบท่านได้อย่างไร” จ้าวอู่เฉินรีบปฏิเสธ 

     

    ชิงเทียนชื่นชมจ้าวอู่เฉินอยู่ในใจ ชายหนุ่มผู้นี้แม้จะเป็นนายน้อยของตระกูลที่ร่ำรวย แต่มิได้มีนิสัยหยิ่งผยองแต่อย่างใด อีกทั้งจิตใจยังเปี่ยมด้วยคุณธรรม ผิดจากพวกเหล่านายน้อยที่เขาเคยพบเจอมา 

     

    หลังจากขึ้นฝั่ง ชิงเทียนกล่าวลาจ้าวอู่เฉิน แล้วเตรียมตัวออกเดินทางกลับสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ในทันที หลังออกมานอกเมือง ชิงเทียนมองหาสถานที่ลับตาคน เขาได้นำวัตถุบางอย่างออกมาจากแหวนมิติ มันคือแก่นปราณอัสนีที่เคยเปล่งประกายสีม่วงเข้ม แต่ในตอนนี้สีของมันเริ่มหม่นลงเล็กน้อยหลังจากที่ชิงเทียนดูดซับพลังจนเลื่อนระดับ 

     

    ชิงเทียนเรียกเหลยหยี่ร์ออกมาจากตราอสูร ตั้งแต่ถูกมังกรโจมตีนี่ก็ผ่านไปหลายอาทิตย์แล้ว บาดแผลของนางเริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตามสภาพของเหลยหยี่ร์ในตอนนี้ คงไม่สามารถบินได้เป็นระยะเวลานาน ดังนั้นชิงเทียนจึงตัดสินใจมอบแก่นปราณอัสนีที่เหลือให้กับเหลยหยี่ร์ 

     

    “ดูดซับแก่นปราณนี่ซะ มันช่วยเร่งการฟื้นฟูบาดแผลของเจ้าได้” ชิงเทียนกล่าวพลางยื่นแก่นปราณสีหม่นให้วิหกอัสนี 

     

    เหลยหยี่ร์สัมผัสได้ถึงพลังงานอันมหาศาลจากแก่นปราณที่อยู่ตรงหน้า พลังอัสนีไหลเวียนเข้าสู่ร่างของนาง ผสานเข้ากับพลังการฟื้นฟูของเพลิงอมตะของชิงเทียน บาดแผลที่เกิดจากเพลิงมังกรก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆ จางหายไปอย่างรวดเร็ว 

     

    อัสนีของเหลยหยี่ร์ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม พลังของนางเพิ่มพูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยทรัพยากรที่ชิงเทียนมอบให้ในตราอสูร พลังของเหลยหยี่ร์ก็ทะลวงขีดจำกัด เลื่อนขึ้นสู่เซียนขั้นกลางระดับสามในที่สุด 

     

    ชิงเทียนกระโดดขึ้นหลังเหลยหยี่ร์ วิหกอัสนีกางปีกอันทรงพลัง โผทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม  

     

    สำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ ในยามนี้คราคร่ำไปด้วยเหล่าศิษย์หนุ่มสาว พวกเขาต่างมุ่งมั่นในการฝึกฝนวรยุทธ์ เซินเมิ่งหยูพวกพ้อง เดินมาถึงบริเวณทางเดินหลัก หลายคนที่จำนางได้ก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงทักทายด้วยความเคารพและชื่นชม 

     

    "คารวะศิษย์พี่ซินเมิ่งหยู!" 

     

    ซินเมิ่งหยูพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับคำทักทายเหล่านั้น ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบๆ ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยเอ่อล้นอยู่ในใจ แม้จะออกไปทำภารกิจเป็นเวลานาน แต่ที่นี่ก็ยังคงเป็นบ้านของนางเสมอ 

     

    หลังจากที่พวกซินเมิ่งหยูเดินผ่านพ้นจากประตูสำนักได้ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงโถงกว้างของอาคารส่วนกลาง เสาหินขนาดใหญ่สลักเสลาลวดลายมังกรพันเสา ค้ำยันเพดานสูงตระหง่าน ผนังโดยรอบประดับประดาด้วยภาพวาดมังกรเหินฟ้าในท่วงท่าสง่างาม ด้านใน มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่วางอยู่ตรงกลาง ผู้อาวุโสคนหนึ่งกำลังก้มหน้าจดจ่ออยู่กับหนังสือเก่าแก่เล่มหนาในมือ  

     

    "คารวะท่านผู้อาวุโส"  

     

    ผู้อาวุโสคนนั้นเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาที่เคยจดจ่ออยู่กับตัวอักษร เลื่อนมาจับจ้องที่พวกเขา ราวกับกำลังพิจารณา  

     

    "หากข้าจำไม่ผิด พวกเจ้ารับภารกิจห้าดาวไปไม่ใช่รึ แล้วทำไมถึงกลับมาเร็วขนาดนี้" 

     

    ซินเมิ่งหยูยื่นกระดาษม้วนหนึ่งซึ่งประทับด้วยตราครั่งสีแดงสดของเจ้าเมืองนาวาพิสุทธิ์ สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาได้ปฏิบัติภารกิจจนสำเร็จลุล่วงแล้ว 

     

    "ตราประทับของเจ้าเมืองนาวาพิสุทธิ์…" ผู้อาวุโสคลี่กระดาษออก อ่านดูเนื้อความในจดหมายอย่างละเอียด ทีละบรรทัด สีหน้าของเขาค่อยๆ เปลี่ยนไปจากความสงสัยเป็นความตกตะลึง เมื่อทราบถึงจำนวนที่แท้จริงของเจียงซื่อที่พวกเขาเผชิญหน้า  

     

    "เจียงซื่อเกือบร้อยตัว...เดิมทีในเนื้อหาภารกิจระบุว่ามีเจียงซื่อเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น หากเนื้อหาที่ว่ามาเป็นความจริง ภารกิจนี้ควรมอบหมายให้ศิษย์ฝ่ายในหรือศิษย์หลักเป็นผู้ดำเนินการด้วยซ้ำ" 

     

    ผู้อาวุโสเงยหน้าขึ้น มองพวกเขาทีละคนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป  

     

    "พิจารณาจากความยากและอันตรายของภารกิจที่พวกเจ้าเผชิญ พวกเจ้าสมควรได้รับรางวัลที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่ทว่าตามกฎของสำนักแล้ว ข้าไม่สามารถมอบรางวัลที่นอกเหนือไปจากข้อตกลงเดิมได้ ดังนั้นพวกเจ้าจะได้รับรางวัลเป็นคะแนนคุณงามความดีคนละห้าพันคะแนน และยาบำรุงระดับเซียนขั้นต้นคนละหนึ่งขวด นอกจากนี้ พวกเจ้ายังสามารถเลือกอาวุธจากคลังของสำนักได้คนละหนึ่งชิ้น" 

     

    ทุกคนต่างแสดงความยินดีกับรางวัลที่ได้รับ คะแนนจำนวนมากเช่นนี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของและโอสถได้มากมาย ส่วนยาบำรุงระดับเซียนขั้นต้นก็เป็นสิ่งล้ำค่าที่จะช่วยเสริมสร้างพลังปราณของพวกเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พวกเขายังเก็บรางวัลส่วนที่เป็นของชิงเทียนไว้ด้วย  

     

    ในขณะที่พวกเขากำลังจะกล่าวลาผู้อาวุโส เพื่อมุ่งหน้าไปยังคลังศาสตราวุธ เสียงทักทายที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น 

     

    "นั่นมันน้องซินเมิ่งหยู บุพผางามของสำนักเราไม่ใช่เหรอ" 

     

    ซินเมิ่งหยูเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันมองไปยังต้นเสียง บุคคลที่กำลังกล่าวทักทายนางด้วยน้ำเสียงทะเล้นนั้นคือซินหยวน ลูกพี่ลูกน้องของนางซึ่งครองตำแหน่งหัวกะทิลำดับหนึ่ง 

     

    "ซินหยวน ผ่านไปหลายเดือน ข้านึกว่าเจ้าเลื่อนเป็นศิษย์ฝ่ายในแล้วเสียอีก" คำพูดของซินเมิ่งหยูแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน ราวกับเข็มเล่มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงความภาคภูมิใจของอีกฝ่าย 

     

    ใบหน้าของซินหยวนกระตุกเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขาจางหายไป แต่ก็ยังคงฝืนยิ้มออกมา "เฮอะ!! ข้าหน่ะหากต้องการจะเป็นศิษย์ฝ่ายในย่อมต้องเป็นได้อยู่แล้ว เพียงแต่ข้ายังสนุกกับการสั่งสอนพวกศิษย์ฝ่ายนอกอยู่เท่านั้น" 

     

    "ข้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นคนที่ยอมเป็นหัวไก่ ไม่ยอมเป็นหางหง หากเจ้าเลื่อนเป็นศิษย์ฝ่ายใน อำนาจที่เจ้ามีเหนือศิษย์ฝ่ายนอกก็จะหายไป เจ้าถึงได้ย่ำอยู่กับที่เช่นนี้" น้ำเสียงของซินเมิ่งหยูแฝงไปด้วยความเย็นชา 

     

    คำพูดของนางราวกับตอกตะปูลงกลางใจ ซินหยวนถึงกับชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไปจนหมดสิ้น แววตาเริ่มฉายความไม่พอใจและความโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างเห็นได้ชัด 

     

    "เจ้า!!..." 

     

    ซินหยวนกัดฟันแน่น แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้กล่าวอะไรออกมา บรรยากาศเหนือท้องฟ้าของสำนักก็พลันปั่นป่วนอย่างรุนแรง เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เงาขนาดใหญ่บดบังแสงอาทิตย์ ปกคลุมพื้นที่ส่วนกลางของสำนักจนมืดครึ้ม 

     

    ผู้อาวุโสและศิษย์หลายคนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต่างก็รีบวิ่งออกมาดูด้วยความตกใจ ร่างมหึมาของวิหกอัสนีค่อยๆ ร่อนลงมาจากท้องฟ้าอย่างสง่างาม ปีกขนาดใหญ่ของมันกระพือเบาๆ ปลดปล่อยประกายสายฟ้าสีม่วงหลายสายที่โลดแล่นไปตามเส้นขนราวกับมีชีวิต 

     

    ชิงเทียนร่อนกายลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล ในจุดที่ซินเมิ่งหยูและพรรคพวกคนอื่นๆ ยืนอยู่ หลังจากที่เหลยหยีร์ใช้ความเร็วสูงสุด ชิงเทียนก็มาถึงสำนักภายในเวลาไม่กี่วัน 

     

    “พวกเจ้าพึ่งมาถึงอย่างนั้นรึ?” 

     

    “ถ้าเหลยหยี่ร์หายดีแล้วก็บอกกันก่อนสิ จะให้พวกข้าลำบากเดินเท้ากันทำไม” กวนเสี่ยวหรงทำหน้าไม่สบอารมณ์ 

     

    “ก็ข้าไม่รู้นี่ว่าจะทำธุระเสร็จตอนไหน”  

     

    ซินหยวนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ รู้สึกราวกับถูกขัดจังหวะ เขาไม่เคยเห็นหน้าชายหนุ่มผู้นี้มาก่อน แต่การที่อีกฝ่ายเห็นเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ ถือเป็นการดูถูกเขาโดยตรง 

     

    “นี่ เจ้าน่ะ รู้รึเปล่าว่าข้าเป็นใคร” ซินหยวนเอ่ยถามเสียงเข้ม ดวงตาจ้องมองชิงเทียนอย่างไม่เป็นมิตร 

     

    ชิงเทียนที่กำลังโต้เถียงกับกวนเสี่ยวหรง หันมามองซินหยวนด้วยแววตาเรียบเฉย “เจ้ายังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า” 

     

    ความโกรธปะทุขึ้นในแววตาของซินหยวนอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ที่เขาได้ครองตำแหน่งหัวกะทิอันดับหนึ่งของศิษย์ฝ่ายนอก ไม่มีใครกล้าแสดงท่าทีอวดดีเช่นนี้ต่อหน้าเขามาก่อน พลังปราณในร่างของเขาแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง เตรียมพร้อมที่จะสั่งสอนผู้มาใหม่ที่บังอาจนี้ ทว่าในจังหวะที่ซินหยวนพุ่งตัวเข้าใส่ หมัดของชิงเทียนก็พุ่งเข้ากระแทกกับใบหน้าของเขาอย่างจัง 

     

    ความรุนแรงของการโจมตีนั้นส่งผลให้ร่างของซินหยวนลอยละลิ่ว หมุนคว้างกลางอากาศถึงสามตลบ ก่อนที่จะหน้าคะมำลงสู่พื้นดินอย่างน่าอนาถ ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างตกตะลึงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครคาดคิดว่าซินหยวน ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหัวกะทิลำดับหนึ่งของศิษย์ฝ่ายนอก จะพ่ายแพ้อย่างง่ายดายด้วยการโจมตีเพียงหมัดเดียว 

     

    “หมอนี่เป็นใคร ทำไมต้องโจมตีข้าด้วย” ชิงเทียนเผยสีหน้างุนงง ก่อนจะหันไปพูดกับซินเมิ่งหยูด้วยความสงสัย 

     

    “ว่าแต่พวกเจ้ากำลังจะไปไหนกัน” 

     

    “เรากำลังจะไปที่คลังศาตราวุธเพื่อเลือกของรางวัล” ซินเมิ่งหยูตอบพลางเหลือบมองซินหยวนที่ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา 

     

    “คลังศาสตราวุธ? ดีเลยข้าเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์มั่งคั่งแค่ไหน” ชิงเทียนกล่าวด้วยความสนใจ ดวงตาเป็นประกาย 

     

    ว่าแล้วชิงเทียนก็นำเหลยหยีร์กลับเข้าไปในตราอสูร ก่อนจะเดินตามกลุ่มของซินเมิ่งหยูไป โดยไม่ชายตามองซินหยวนที่ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นแม้แต่น้อย