"อย่าเข้ามา"
เสียงนั้นดังขึ้นในหัวพฤกษ์ก่อนเขาจะเห็นศพ และทำให้เขาหยุดกึกอยู่กลางสวนที่ไม่ควรมีอยู่จริง กลิ่นดอกไม้หวานจัดไหลผ่านอากาศ หวานจนขมปลายลิ้นเหมือนมีใครบังคับให้เขากลืนบางอย่างลงคอ
ตรงหน้าเขา แปลงดอกไม้สีขาวเรียงเป็วงกลม กลีบทุกดอกหันมาทางเขาพร้อมกัน ใจกลางดอกม่วงเข้มเหมือนรอยช้ำ เกสรสีทองปนเทาเกาะแน่นจนความสวยนั้นดูไม่น่าไว้ใจ
พุ่มเฟิร์นด้านซ้ายขยับเบา ๆ พฤกษ์หันไปเห็นรองเท้าหนังสีดำโผล่จากใต้ใบเฟิร์น เขากลั้นหายใจ เดินเข้าไปพอเห็นมือข้างหนึ่งวางหงาย นิ้วเปื้อนเกสรสีทองเป็เส้นโค้ง คล้ายเ้าของมือเคยลากผ่านบางอย่างก่อนหมดแรง ดร.พฤกษ์ วรากุลรู้ทันทีว่าร่างตรงหน้าไม่ใช่คนหลับ
ชายวัยห้าสิบกว่านอนตะแคงข้างแปลงดอกไม้ เสื้อเชิ้ตเปื้อนดิน เนกไทคลาย คอเสื้อเปิดเหมือนพยายามดึงอากาศเข้าปอดก่อนตาย ริมฝีปากม่วงคล้ำ ใบหน้าซีด ตรงลำคอมีรอยแดงโค้งไม่สมบูรณ์ เหมือนิัถูกเขียนจากด้านในแล้วหยุดกลางคำ
พฤกษ์ก้มดู เห็นเกสรติดตรงมุมปากผู้ตายเป็ขีดสั้น ๆ ตามรอยแตก คล้ายคนตายพยายามพูดคำหนึ่งออกมา แล้วคำนั้นถูกดึงกลับลงคอก่อนถึงอากาศ
เขาถอยหนึ่งก้าว ใบไม้ทั้งสวนสั่นพร้อมกันจนเสียงเสียดสีบาง ๆ ไหลผ่านหลังคอ
"บ้าเอ๊ย..."
พฤกษ์รีบกดโทรศัพท์ โทรแจ้งเหตุด้วยเสียงที่พยายามให้นิ่งที่สุด ปลายสายถามตำแหน่งซ้ำสองครั้ง เพราะในแผนที่ตรอกวรพฤกษ์ไม่มีสวน ไม่มีทางเข้า และไม่มีพื้นที่เปิดหลังตึกแถวนั้น
"มีครับ" พฤกษ์ตอบ "อยู่หลังกำแพงเก่า ท้ายตรอกวรพฤกษ์ มีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย แล้วก็...ให้เ้าหน้าที่ระวังดอกไม้ด้วย อาจมีสารพิษในอากาศ"
ปลายสายเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนเ้าหน้าที่จะทวนเสียงต่ำกว่าเดิม "สารพิษ?"
"ผมเป็นักพฤกษศาสตร์" เขาพูดเร็วขึ้น "กลิ่นจากดอกไม้มีผลกับระบบหายใจ ผมยังไม่ยืนยัน แต่ห้ามให้ใครเข้ามาใกล้โดยไม่ป้องกัน"
ระหว่างพูด เขาถ่ายรูปศพ แปลงดอกไม้ รอยเท้า แผ่นโลหะกลม และเศษกระดาษเปียกใต้ปลายรองเท้า ตอนซูมภาพ เขาเห็นรอยเท้ามากกว่าหนึ่งขนาด ผู้ตายไม่ได้เข้ามาคนเดียว
ที่แย่กว่านั้นคือ เขาไม่ได้รู้จักสวนนี้เลย ทั้งที่มันทำเหมือนรู้จักเขา
เสียงใบไม้ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้เป็เพียงเสียงเสียดสีของกิ่งกับลม แต่แยกถ้อยคำออกจากกันอย่างช้า ๆ จนเขาได้ยินชัดในหัว
อย่าแตะ
พฤกษ์ลดโทรศัพท์ลงช้า ๆ แล้วตอบเสียงเบาเหมือนกลัวใครสักคนได้ยิน "ผมไม่ได้จะแตะ"
เขาไม่รู้ว่าตอบใคร และไม่อยากรู้ว่าทำไมตัวเองถึงตอบ โทรศัพท์ในมือสั่นอีกครั้ง เครื่องพยายามส่งตำแหน่งให้หน่วยกู้ภัย แต่สัญญาณขึ้น ๆ ลง ๆ ทั้งที่อยู่กลางกรุงเทพฯ เหมือนสวนกำลังกะพริบตัวเองออกจากโลก
เมื่อเขากดเปิดแผนที่ ตำแหน่งปัจจุบันะโไปมาระหว่างตรอกวรพฤกษ์กับพื้นที่ว่างสีเทา ไม่มีชื่อ ไม่มีถนน ไม่มีเส้นขอบที่ดิน
"นี่มัน..."
หน้าจอกะพริบอีกครั้ง และหมุดตำแหน่งที่ควรเป็สัญลักษณ์บนแผนที่ก็เปลี่ยนเป็ข้อความสั้น ๆ เพียงบรรทัดเดียว ราวกับระบบนำทางทั้งเครื่องถูกใครบางคนยืมไปใช้เตือนเขาแทน
อย่าเรียกชื่อเขา
พฤกษ์ขนลุกวาบ รีบล็อกหน้าจอทันที แต่เสียงใบไม้กลับดังขึ้นเหมือนหัวเราะเบา ๆ อยู่รอบตัว
เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน เขายังอยู่หน้ากำแพงอิฐเก่าข้างตรอกวรพฤกษ์ ทำงานสำรวจพรรณไม้เมืองตามตารางศูนย์วิจัย กำแพงนี้ถูกระบุว่าเป็เขตคฤหาสน์ร้าง มีแค่ไม้เลื้อยกับวัชพืชตามรอยแตก
แต่พืชเล็กต้นหนึ่งขึ้นอยู่ตรงรอยแตกของกำแพง ใบเรียวสีเขียวอมเทา ดินรอบรากดำชื้นผิดกับอิฐแห้ง ๆ พฤกษ์แตะอิฐข้างโคนต้นเพียงครั้งเดียว ความเย็นก็แล่นตามนิ้ว กลิ่นดอกไม้หวานจัดตามมา แล้วเถาวัลย์ตรงประตูเหล็กก็แหวกออกเอง
เขาควรโทรแจ้งเ้าหน้าที่เขต ควรเรียกเพื่อนร่วมทีม แต่พฤกษ์เลือกบอกตัวเองว่าแค่เข้าไปดู แค่ถ่ายรูป และคำว่า "แค่" นั่นเองที่พาเขามาเจอศพ
เสียงไซเรนเริ่มดังจากถนนใหญ่ พฤกษ์ถอยห่างจากร่างผู้ตาย พยายามหายใจทางปาก แต่รสขมยังติดหลังลิ้น เขามองรูปถ่ายแผ่นโลหะเท่าเหรียญสิบบาท ผิวสลักวงกลมซ้อนสามชั้นตัดด้วยเส้นตรงคล้ายก้านใบ ไม่เหมือนเครื่องประดับหรือโลโก้บริษัท
มันเหมือนเครื่องหมายที่มีหน้าที่ พฤกษ์ซูมเข้า เห็นคราบสีดำที่ขอบแผ่นโลหะ คล้ายเขม่าธูปหรือเืแห้ง เขาถ่ายรูปเพิ่ม ทันใดนั้น กล้องในโทรศัพท์ก็กระตุก ราวกับมีใครสะกิดจากด้านหลัง
พฤกษ์เงยหน้าขึ้น สวนเงียบเกินไป ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง มีแค่เสียงเมืองไกล ๆ ที่ถูกกำแพงหนากั้นจนเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง
"มีใครอยู่ข้างในไหมครับ" เ้าหน้าที่คนแรกะโถามจากช่องประตูเถาวัลย์
"ทางนี้ครับ" พฤกษ์ขานตอบทันที "อย่าเพิ่งเข้ามาใกล้ดอกไม้"
ชายในชุดกู้ภัยโผล่เข้ามาก่อน ตามด้วยตำรวจสายตรวจ ทั้งคู่ชะงักเมื่อเห็นร่างข้างแปลงดอกไม้
"คุณเป็คนเจอ?" ตำรวจสายตรวจถาม
"ครับ"
"แตะอะไรหรือเปล่า"
"ไม่ครับ ผมถ่ายรูปไว้ แล้วก็โทรแจ้งเหตุทันที"
ตำรวจมองเขาั้แ่หัวจรดเท้า สายตานั้นไม่ได้หยาบ แต่ทำให้พฤกษ์รู้ตัวทันทีว่าเขาเป็คนแรกที่อยู่กับศพในสถานที่ปิด และในคดีแบบนี้ คนแรกที่พบศพไม่เคยเป็แค่คนพบศพ
"ชื่อ?" ตำรวจถาม
"พฤกษ์ วรากุล"
ตำรวจจดลงสมุด ปลายปากกาชะงักเสี้ยววินาทีตอนเขาพูดนามสกุล นานพอให้พฤกษ์รู้สึกเหมือนถูกเกี่ยวไว้กลางอากาศ "มีอะไรครับ" พฤกษ์ถาม
"เปล่า" ตำรวจตอบเร็วไปนิด "ถอยออกมาอีกครับ รอเ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน"
"เมื่อกี้คุณบอกว่ามีสารพิษในอากาศ" ตำรวจอีกนายถาม "คุณรู้ได้ยังไง"
"ผมไม่รู้ครับ ผมแค่สงสัยจากกลิ่นกับอาการ"
"อาการของใคร"
คำถามนั้นทำให้พฤกษ์เงียบไป เขาเกือบตอบว่า ของผม แต่ถ้าพูดว่าตัวเองได้กลิ่น ได้ยินเสียง และเห็นข้อความบนหน้าจอที่ไม่ควรมี เขาอาจถูกกันออกจากพื้นที่ หรือถูกมองว่าคำให้การไม่น่าเชื่อ
"ของผู้ตายครับ" เขาเลือกตอบ "ริมฝีปากคล้ำ คอเสื้อเปิดเหมือนหายใจไม่ออก แล้วคราบเกสรอยู่ที่มือ"
ตำรวจมองมือผู้ตาย แล้วมองกลับมาที่เขา สายตาเปลี่ยนจากรับฟังเป็ชั่งน้ำหนักอย่างเปิดเผย "คุณสังเกตละเอียดดีนะ"
"มันเป็งานผม"
"หรือคุณรู้ว่าต้องดูตรงไหนอยู่แล้ว"
พฤกษ์สบตาอีกฝ่าย และเข้าใจชัดเจนในวินาทีนั้นว่า ไม่ว่าตัวเองจะพูดอะไร ทุกคำจะกลายเป็หลักฐานได้ทั้งนั้น
เขาอยากถามต่อ แต่สายตาถูกดึงไปที่เศษกระดาษใต้ปลายรองเท้าผู้ตาย ก่อนหน้านี้มันเปียกจนอ่านไม่ชัด ทว่าตอนนี้หมึกค่อย ๆ เข้มขึ้นเอง ทีละเส้น ทีละตัว จนกลายเป็นามสกุลของเขา
วรากุล
เืในตัวพฤกษ์เย็นวาบเมื่อเห็นคำนั้นชัดเต็มตา ชายคนนี้ไม่ควรรู้จักเขา สวนนี้ไม่ควรมีอยู่ และชื่อครอบครัวเขาไม่ควรมาอยู่ใต้รองเท้าศพในที่ที่แผนที่บอกว่าเป็แปลงร้าง
ตำรวจอีกนายยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพ แต่ยังไม่ทันกดชัตเตอร์ หน้าจอก็ดับวูบ
"เมื่อกี้ยังใช้ได้อยู่เลย" ตำรวจนายเดิมพึมพำ แล้วกดปุ่มเปิดซ้ำสองครั้งโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พฤกษ์เหลือบมองโทรศัพท์ตัวเอง หน้าจอยังสว่าง ภาพถ่ายศพและแผ่นโลหะยังอยู่ครบ แต่รูปสุดท้ายกลับมีบางอย่างเพิ่มขึ้นมา เงาดำยาวพาดผ่านแปลงดอกไม้หลังศพ ทั้งที่ตอนถ่ายไม่มีใครยืนตรงนั้น และปลายเงาหยุดตรงเศษกระดาษคำว่า วรากุล
"คุณเห็นอะไร" ตำรวจถาม
พฤกษ์ล็อกหน้าจอทันที ทั้งที่ยังรู้สึกเหมือนเงาในภาพยืดตามนิ้วเขาอยู่ใต้กระจก "เปล่าครับ"
คำโกหกหลุดออกไปก่อนที่เขาจะคิดทัน เขาไม่รู้ว่าทำไมต้องปิด รู้แค่ว่าเสียงในหัวเมื่อครู่เย็นลงกว่าเดิม
อย่าให้เขาเห็น
"ใคร?" พฤกษ์เผลอกระซิบ
"อะไรนะครับ"
"ไม่มีอะไรครับ"
ทันใดนั้น เ้าหน้าที่กู้ภัยอีกคนที่ยืนใกล้ประตูร้องขึ้น "ประตูหายไปไหน"
ทุกคนหันขวับ ช่องเถาวัลย์ที่พฤกษ์ใช้เข้ามาเมื่อครู่ยังอยู่ แต่ประตูเหล็กด้านหลังมันหายไป เหลือแค่กำแพงอิฐทึบชื้น ๆ เหมือนไม่เคยมีทางเข้า
ตำรวจสบถเสียงต่ำ สีหน้าบอกชัดว่าเขาไม่พร้อมรับสิ่งที่กำแพงทำต่อหน้าต่อตา "เมื่อกี้ผมเดินเข้ามาทางนั้น"
เถาวัลย์ไหวช้า ๆ พฤกษ์มองมัน แล้วเห็นใบเล็ก ๆ หลายสิบใบหันปลายเข้าหาเขา เหมือนชี้โทษ
"ทุกคนอย่าแตะอะไร" พฤกษ์พูดกับตำรวจและเ้าหน้าที่กู้ภัย
"คุณไม่มีสิทธิ์สั่งพื้นที่เกิดเหตุ" ตำรวจสวนทันที
"ผมไม่ได้สั่ง ผมเตือน"
"เตือนจากอะไร"
พฤกษ์ตอบไม่ได้ เพราะถ้าตอบตามจริง เขาต้องบอกว่าทั้งสวนกำลังหายใจแรงขึ้นทุกครั้งที่มีคนเข้าใกล้ศพ กลิ่นหวานหนาขึ้น และดอกไม้กลางแปลงเริ่มปล่อยเกสรสีทองเทาให้ลอยเข้าหาเขา
"ถอยครับ!" เ้าหน้าที่กู้ภัยร้อง
พฤกษ์ถอยจนหลังชนลำต้นลำดวนแก่ เปลือกไม้เย็นชื้นแนบผ่านเสื้อ ใบไม้เหนือหัวสั่นระรัว ก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้นในหัว
กลับมาแล้ว
คำเดียว แต่หนักเหมือนมีใครกดมันลงกลางอก ใบไม้ทั้งหมดในสวนหันมาทางเขาพร้อมกัน
ก่อนที่พฤกษ์จะตั้งสติได้ วิทยุสื่อสารของตำรวจก็ดังแทรกเสียงซ่า เหมือนมีใครเปิดประตูอีกบานให้ชื่อหนึ่งไหลเข้ามาในสวน
"ยืนยันชื่อผู้ตายเบื้องต้น กิตติภพ เรืองศิลป์... เรียกนักพิษวิทยานิติเวชเข้าพื้นที่ด่วน ชื่ออคิราห์ กฤตเมธ"
พฤกษ์ไม่รู้จักชื่อนั้น แต่ดอกไม้ทั้งแปลงรู้ ทันทีที่ชื่ออคิราห์ดังออกจากวิทยุ ดอกไม้สีขาวก็หุบกลีบลงพร้อมกัน เหมือนสิ่งมีชีวิตที่ได้ยินชื่อคนที่ไม่ควรถูกเรียก
โทรศัพท์ในมือพฤกษ์สั่น ทั้งที่ไม่มีสายเข้า ภาพถ่ายสุดท้ายเปิดขึ้นเอง เงาดำหลังศพยังอยู่ แต่คราวนี้ปลายเงายืดมาแตะขอบภาพด้านล่าง ตรงที่แสงสะท้อนบนหน้าจอทำให้เห็นใบหน้าของพฤกษ์ซ้อนอยู่
ภาพนั้นทำให้พฤกษ์รู้สึกเหมือนเงานั้นยืนอยู่หลังเขาจริง ๆ เขาเกือบทำโทรศัพท์หล่น ขณะบนเศษกระดาษคำว่า วรากุล มีตัวอักษรอีกบรรทัดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเอง
อย่าให้อคิราห์แตะดอกไม้
เขายังไม่ทันขยับ เสียงในหัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง เบากว่าเดิม แต่ชัดจนเย็นไปถึงท้ายทอย เป็ประโยคที่ทำให้สวนทั้งสวนเหมือนปิดปากรอฟังว่าเขาจะหายใจต่ออย่างไร
เพราะเขาเคยตายที่นี่แล้ว