พลิกฟ้า ย่ำปฐพี

    บทที่ 7 คนประหลาด?

    “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่! พี่ใหญ่! ท่านเป็นอะไรไป! พี่ใหญ่!” สามมือสังหารที่บาดเจ็บจากกระบี่ของหลี่เยว์เอ๋อร์ยังไม่ตาย ถึงอย่างนั้นชีวิตในการเป็นมือสังหารของพวกมันก็จบสิ้นไปแล้ว ดวงตาที่มืดบอดของพวกมันไม่อาจลืมตามามองแสงสว่างของโลกได้อีกทันใดนั้นเองคล้ายกับว่ามีสายลมพลัดผ่านลำคอพวกมัน ไม่ทันที่พวกมันจะได้ตอบโต้ศีรษะทั้งสามก็ตกลงไปกองกับพื้นเรียบร้อยแล้ว “ท่านไม่คิดว่าทำเช่นนี้จะเสี่ยงเกินไป?” ร่างสองร่างปรากฏตัวข้างๆเว่ยเมิ่งที่สลบอยู่ “เว่ยเมิ่งจำเป็นต้องแข็งแกร็งกว่านี้” ตงฟางซานปู่ของเว่ยเมิ่งตอบตงเจี้ยนสือ“จริงอยู่ที่เจ้าตัวเล็กเป็นคนค้นพบบ่อน้ำร้อนน้ำตกสวรรค์ของรุ่นนี้ แต่ข้าก็ยังคิดว่าการให้เจ้าตัวเล็กมือเปื้อนเลือดตอนนี้มันเร็วเกินไปอยู่ดี” ตงเจี้ยนสือเมื่อเห็นว่าตงฟางซานไม่ตอบโต้ก็พูดต่อ “ท่านก็รู้ดี ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าสัตว์ประหลาดน้อยนี่บวกกับบ่อน้ำร้อนน้ำตกสวรรค์ที่มีสรรพคุณในการกลั่นลมปราณให้บริสุทธิ์ ต่อให้นานหน่อยซักสองปีสามปีจะเป็นอะไรไป” “เจ้าคิดว่าเว่ยเมิ่งอยู่อันดับที่เท่าไร”ตงฟางซานเอ่ยขึ้นตงเจี้ยนสือตอบโดยไม่ต้องคิด “หากนับเฉพาะรุ่นเดียวกันหรืออายุมากกว่าไม่เกินสองสามปี ข้ากล้าพูดเลยว่าในแผ่นดินนี้มีไม่เกินจำนวนนิ้วมือในหนึ่งข้างแน่นอนที่สามารถเป็นคู่ต่อสู้เจ้าตัวเล็กได้” ตงฟางซานส่ายศีรษะ “มันยังไม่พอ เว่ยเมิ่งจำเป็นต้องแข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้หากเขาต้องการมีชีวิตรอด” “ท่านต้องการพูดอะไรกันแน่?” ตงเจี้ยนสือขมวดคิ้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง หากแต่ในคำถามครั้งนี้ของตงเจี้ยนสือ ทำให้อีกฝ่ายเกิดความลังเล ตงฟางซานเม้นปากเบาๆ แต่ในที่สุดก็เอ่ยปาก“ปรมาจารย์รุ่นที่สามอาจจะกำลังกลับมา” แค่เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ตงเจี้ยนสือผู้เคยบุกฝ่ามหากองทัพแห่งสองแว่นแคว้นถึงกับหน้าถอดสี“ทะ ท่านแน่ใจ” ตงเจี้ยนสือถามเสียงสั่น“เจ็ดต่อสิบส่วน” ตงฟางซานตอบท่าทีขมขื่น“ปรมาจารย์รุ่นที่สาม....เจ้าสัตว์ประหลาดเฒ่าจากอดีต ไม่ใช่มันถูกปรมาจารย์รุ่นที่สี่สังหารทิ้งไปเเล้วไม่ใช่รึ? ตอนที่ข้ายังเด็กข้าเคยได้ยินจากคนเฒ่าคนแก่ว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน ปรมาจารย์รุ่นที่สามสังหารปรมาจารย์รุ่นที่สองซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆเพื่อขึ้นกุมอำนาจแทน จนในที่สุดปรมาจารย์รุ่นที่สามก็ถูกปรมาจารย์รุ่นที่สี่ซึ่งเป็นบุตรชายของของปรมาจารย์รุ่นที่สองสังหารเพื่อแก้แค้นแทนบิดา” ตงฟางเจี้ยนสือเงียบไปเล็กน้อยก่อนพูดต่อด้วยความลังเล “ข้าได้ยินว่าตอนนั้นหลังปรมาจารย์รุ่นที่สี่สังหารปรมาจารย์รุ่นที่สามเรียบร้อยแล้ว ก็แยกชิ้นส่วนร่างกายของปรมาจารย์รุ่นที่สามเป็นห้าส่วนฝั่งไว้ตามที่ต่างๆ..........หรือว่า!?” ตงเจี้ยนสืออุทานเหมือนนึกอะไรออก“เป็นอย่างที่เจ้าคิดปรมาจารย์รุ่นที่สาม สามารถบรรลุวิชาร่างเต๋าอมตะเรียบร้อยแล้ว มิเช่นนั้นปรมาจารย์รุ่นที่สี่คงไม่เสียเวลาแยกร่างกายของปรมาจารย์รุ่นที่สามเป็นห้าส่วนแล้วฝั่งไว้ตามมุมต่างๆของโลกหรอก”“ปรมาจารย์รุ่นที่สาม.......บ่อน้ำร้อนน้ำตกสวรรค์” ตงฟางซานถอนหายใจ “ในบันทึกโบราณที่ตกทอดกันมา ระบุไว้ว่าปรมาจารย์รุ่นที่สามเป็นผู้ที่คลั่งไคร่ในศาสตร์แห่งสวรรค์มาก ท่านเชื่อว่าตนเองเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะได้สืบถอดอำนาจและมรดกทั้งหมดจากปรมาจารย์รุ่นแรก แต่ในท้ายที่สุดตอนที่ปรมาจารย์รุ่นที่แรกจากไป บ่อน้ำร้อนน้ำตกสวรรค์กลับเลือกปรมาจารย์รุ่นที่สองแทน และนั้น....ก็เป็นสาเหตุที่ปรมาจารย์รุ่นที่สามทำการกบฏในตอนนั้น”ตงเจี้ยนสือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลและงุดหงิด “ข้าไม่รู้จะเรียกว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายอย่างบัดซบของเว่ยเมิ่งดี บ่อน้ำร้อนน้ำตกสวรรค์ที่จะเลือกคนๆเดียวในแต่ละรุ่น และจนกว่าคนๆนั้นจะตายบ่อน้ำร้อนนั้นก็จะไม่เลือกผู้สืบทอดคนอื่นใดอีก และไอ้เจ้าบ่อน้ำร้อนนั้นก็เจ้าเล่ห์พอที่จะจำกัดคนที่สามารถพบเห็นบ่อน้ำร้อนได้เฉพาะผู้ถูกเลือกเท่านั้น ฮึ ครั้งหนึ่งข้าเคยแอบตามเจ้าตัวเล็กไป แต่เพียงแค่เข้าไปในป่าเท่านั้นทั้งๆที่เจ้าตัวเล็กอยู่เบื้องหน้าข้า แต่ก็คล้ายกับมีม่านหมอกบดสายตาข้าจนในที่สุดเมื่อม่านหมอกหายไปเจ้าตัวเล็กก็หายไปจากหน้าข้าเสียแล้ว” ตงฟางซานมองไปยังท้องฟ้ายามราตรี นับจากเวลาจากเวลาที่เว่ยเมิ่งไล่ตามเหล่ามือสังหารมา เหตุการณ์ทั้งหมดพึ่งผ่านมาประมาณแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น“เจ้าว่าจะใช้เวลาเท่าใดกว่าเว่ยเมิ่งจะไปถึงระดับปรมาจารย์?” ตงฟางซานละสายตาจากท้องฟ้ามาถามตงเจี้ยนสือตงเจี้ยนสือส่ายหัวทันที “ตอบไม่ได้.......ชนชั้นปรมาจารย์ไม่ใช้สิ่งที่จะใช้เวลาเป็นตัวกำหนด แม้แต่เด็กสามขวบก็สามารถเข้าไปสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้หากมันสามารถบรรลุในเต๋า(วิถี)ของมัน”“แล้วหากเป็นระดับเก้า?”ครั้งนี้ตงเจี้ยนสือลังเลเล็กน้อย “ยอดฝีมือระดับเก้า....มันคือประตูด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ ในตอนนี้เจ้าตัวเล็กผ่านการกระตุ้นลมปราณจนเข้าสู่ขอบเขตนักยอดฝีมือระดับหนึ่งไปแล้ว หากเป็นคนทั่วไป ต่อให้ใช้ทั้งชีวิตก็ไปได้แค่ถึงยอดฝีมือระดับห้าเท่านั้น แต่สำหรับเจ้าตัวเล็กนี้........สิบห้า ไม่สิ สิบปี เวลาสิบปีข้าคิดว่ามันน่าจะไปถึงยอดฝีมือระดับเก้าแน่นอน”“ทะ ท่านใช่คนที่อยู่ในตำหนักเมื่อวานใช่หรือไม่ ได้โปรดช่วยข้าด้วย” องค์หญิงที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมเดินมาข้างๆตงฟางซานตงฟางซานเลือบไปมององค์หญิงลู่ลี่ ชายชราผู้นำแห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์เอ่ยโดยไม่หันมามอง “อีกเดียวพวกของพี่รองกับพี่ใหญ่ก็จะเดินทางมาถึงแล้ว มันจะเป็นการดีที่สุดหากท่านนั่งเฉยๆอยู่ตรงนี้” เสียงของตงฟางซานราบเรียบ องค์หญิงลู่ลี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางค่อยๆทรุดลงไปนั่งกับพื้นดินไม่มีแล้วซึ่งความหยิ่งทะนงเช่นองค์หญิงเหมือนการก่อน แต่แล้วก็ต้องอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นตงฟางซานกับตงเจี้ยนสือเดินไปอุ้มหลี่เยว์เอ๋อร์และเว่ยเมิ่ง ก่อนจะค่อยๆเดินจากไป “เดี่ยว!? พะ พวกท่านจะไปไหน ดะ ได้โปรด อย่าทิ้งข้าไว้คนเดี่ยว!” น่าเสียดายที่ไม่มีใครหันมาตอบกลับ ร่างของสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ค่อยๆหายไปในเงามืด
    เว่ยเมิงรู้สึกอีกทีในห้องที่คุ้นเลย เสียงดังโวยวายที่นอกห้องปลุกเขาให้ตื่นจากตื่นจากความฝัน ‘ที่นี่มัน...ห้องของข้า?’“เว่ยเมิ่ง!? ลูกตื่นแล้ว!” เป็นมารดาที่อยู่เฝ้าข้างๆเตียงอุทานขึ้นมา เสียงอุทานของมารดาทำให้เสียงโวยวายข้างนอกเงียบลง ประตูห้องถูกเปิดอย่างรุนแรง เด็กสาวอายุสิบเอ็ดสิบสองปีวิ่งเข้ามายืนข้างๆเตียงของเว่ยเมิ่งอย่างรวดเร็ว“เว่ยเมิ่ง you’re stupid kid!! เจ้าคิดบ้าอะไรอยู่ห๊า! อยู่ดีไม่ว่าดีไปหาเรื่องตายทำไม!?” เด็กสาวไม่ได้พูดเปล่าสองมือกระชากคอเสื้อเว่ยเมิ่งขึ้นมา“พะ พี่สาว ทะ ท่านพูดภาษาอะไรข้าฟังไม่รู้เรื่อง อะ อีกอย่างข้าแค่ ข้าแค่ไปวิ่งเล่นในป่าเท่านั้นเอง....” เว่ยเมิ่งพูดกระตุกกระตัก เด็กสาวตรงหน้าก็คือ ตงฟางเสวี่ยฟาง พี่สาวของเว่ยเมิ่งนั้นเอง ตงฟางเสวี่ยฟาง ถลึงตาใส่เว่ยเมิ่ง “วิ่งเล่นในป่ากับบิดาที่หายไปของเจ้านะสิ เจ้าอุ๊ป-” ตงเจี้ยนสือเดินเข้ามาใช้มือปิดปาก ลากตัวเด็กสาวออกไปจากห้องตงฟางซานส่ายศีรษะให้กับหลานสาว “นังหนูนี่ข้าอุตส่าห์ส่งนางไปเรียนรู้มารยาทกุลสตรีกับท่านหญิงหวังแต่ดูท่าจะไรประโยชน์ดีแท้อีกทั้งยังคำพูดประหลาดๆนั้นอีก ครอบครัวข้ารับวันจะกลายเป็นศูนย์รวมเหล่าคนประหลาดขึ้นไปทุกวันแล้วนะ”มารดาของเด็กทั้งสองแอบหัวเราะในใจ สามีข้าก็เป็นบุตรชายท่าน บุตรชายและบุตรสาวของข้าก็เป็นหลานๆของท่าน แล้วเช่นสายเลือดตัวประหลาดจะมาจากใครกันเล่า?