บทที่ 10 ฟังเสียงในใจของผู้ป่วย
เมื่อเห็นร่างของหลิวรุ่ยฮุยปรากฏขึ้น บรรดาหมอและพยาบาลในที่นั้นต่างพากันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หนึ่งในนั้นคือหมอชายสวมแว่นอายุประมาณ 30 ปี ซ่งซิงเย่ปรายตามองป้ายชื่อของเขาที่ระบุว่า เหอชิ่งหยาง บนหน้าผากของเขามีเหงื่อผุดซึมออกมาด้วยความกระวนกระวาย
“หัวหน้าหลิวครับ รบกวนคุณช่วยดูเด็กคนนี้ที ร้องไห้ไม่หยุดเลยครับ ตอนตรวจ่เช้ายังปกติดีอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับหาสาเหตไม่เจอเลย”
หลิวรุ่ยฮุยปรายตามองเหอชิ่งหยางที่ท่าทางลนลานขาดความสุขุม เขาพอจะรู้ว่าหมอเหอคนนี้ภายนอกดูซื่อตรงแต่ภายในกลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ทว่าในสถานการณ์คับขันที่มีคนมุงดูมากมายเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือชีวิตของเด็กที่อยู่ตรงหน้า
หลิวรุ่ยฮุยทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงด้วยท่าทางอ่อนโยน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “หนูน้อย ร้องไห้ทำไมหรอกจ๊ะไม่สบายตรงไหนบอกปู่ได้ไหม หรืออยากกินอะไรเดี๋ยวปู่ซื้อให้”
พูดจบเขาก็หยิบลูกกวาดออกมาจากกระเป๋า เด็กชายตาเป็ประกายทันทีที่เห็นของหวาน เขายื่นมือออกมาทำท่าจะรับแต่ก็หดกลับอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคว้าลูกกวาดไปถือไว้
ทว่าหลังจากกินลูกกวาดจนหมด เด็กน้อยก็กลับมาร้องไห้โวยวายต่อตามเดิม ทุกคนจึงตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่การร้องไห้เพราะอยากกินขนม แต่เด็กต้องมีความผิดปกติที่ร่างกายจริงๆ
พ่อของเด็กที่ทนดูไม่ไหวเดินเข้ามากุมมือหลิวรุ่ยฮุยไว้แน่น “หัวหน้าหลิวครับ ผมขอร้องล่ะ ช่วยหาให้เจอทีว่าลูกผมเป็อะไร ถ้าเขาเป็อะไรไป แม่ผมที่ป่วยอยู่ที่บ้านต้องหัวใจสลายแน่ๆ ท่านรักหลานคนนี้มากครับ”
หลิวรุ่ยฮุยแม้จะยังระบุสาเหตุไม่ได้แต่เขาก็รักษาความเยือกเย็นในฐานะแพทย์มืออาชีพ
“ใจเย็นๆ ก่อนครับคุณพ่อ เด็กไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นที่อันตรายนอกจากร้องไห้โยเย ขอเพียงเราหาสาเหตุเจอ ทุกอย่างก็จัดการได้ รบกวนรอสักครู่ ผมจะพาน้องไปตรวจอย่างละเอียดอีกรอบ”
หลังจากผ่านการตรวจซ้ำหลายรายการ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการกลับระบุว่าทุกอย่างปกติดี
ซ่งซิงเย่ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ สังเกตเห็นว่ามือของเด็กน้อยมักจะเผลอไปเกาที่บริเวณโคนขาด้านในบ่อยครั้ง แม้อาจารย์หลิวจะสังเกตเห็นและตรวจดูแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติภายนอก แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่นั่น
เพื่อจะเข้าถึงความจริง ซิงเย่จึงตัดสินใจรวบรวมสมาธิเพื่อใช้พลัง "อ่านใจ" แม้เธอจะรู้ดีว่าการอ่านใจผู้ป่วยที่กำลังทุกข์ทรมานจะใช้พลังงานมากกว่าการอ่านใจคนปกติหลายเท่า แต่เธอก็ยอมเสี่ยง
เธอเดินเข้าไปใกล้เด็กชาย แสร้งทำเป็กุมมือเขาเพื่อปลอบโยนเหมือนที่หมอทั่วไปทำ ทันใดนั้น เสียงะโในจิตใจของเด็กน้อยก็ดังขึ้นในหัวของเธอ
[“ฮือออ... ผมจะตายไหม? ตรงนั้นมันเป็หนอง แถมยังคันยิบๆ ไปหมดเลย!”]
ซิงเย่เข้าใจทันที สาเหตุที่เด็กไม่ยอมบอกใครเพราะความเขินอายตามประสาเด็กวัย 8 ขวบที่เริ่มมีความเป็ส่วนตัว และไม่รู้จะอธิบาย "ส่วนลับ" ของตัวเองให้ผู้ใหญ่ฟังอย่างไร เธอผละออกมาแล้วเดินไปหาหลิวรุ่ยฮุย
“อาจารย์คะ หมอเหอคะ... เกี่ยวกับอาการของเด็กคนนี้ ฉันมีข้อสันนิษฐานบางอย่างค่ะ”
หลิวรุ่ยฮุยหันมาสบตาซิงเย่ เขารู้ดีว่าศิษย์คนนี้ไม่ใช่คนที่จะพูดจาเลื่อนลอย จึงพยักหน้าส่งสัญญาณให้เดินออกไปคุยกันข้างนอก
เหอชิ่งหยางเห็นหลิวรุ่ยฮุยให้ความสำคัญกับยัยเด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ ก็รู้สึกไฟโทสะแล่นพล่านขึ้นมาทันที วันนี้เขาได้ยินกิตติศัพท์ของซิงเย่มาทั้งวันว่าเป็ศิษย์รักอัจฉริยะที่จะมาเป็ผู้สืบทอดแผนกเด็กในอนาคต ซึ่งเขาไม่เห็นด้วยเลยสักนิด
“หมอซ่ง คุณเป็แค่หมอฝึกหัดที่เพิ่งมาทำงานวันแรก ความรู้ที่มีน่ะมันแค่อยู่ในตำรา ทางที่ดีคุณควรยืนดูอยู่เฉยๆ แล้วหุบปากซะจะดีกว่านะ”
ด้วยความที่เหอชิ่งหยางมีเส้นสายกับรองผู้อำนวยการ คำพูดของเขาจึงได้รับการสนับสนุนจากหมอคนอื่นๆ ในทันที
“ใช่แล้วหมอซ่ง ตั้งใจเรียนรู้จากรุ่นพี่เถอะ อย่าเพิ่งอวดดีนักเลย”
หลิวรุ่ยฮุยขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “พอได้แล้ว! ที่นี่คือโรงพยาบาลไม่ใช่ตลาดสด คนไข้้าพักผ่อน” เขาปรายตามองหมอเ่าั้ด้วยสายตาตำหนิก่อนจะก้าวเดินออกไปนอกห้อง
เมื่อพ้นจากห้องพักคนไข้ ซิงเย่ก็อธิบายข้อสันนิษฐานของเธออย่างใจเย็น
ดวงตาของหลิวรุ่ยฮุยเป็ประกายทันที “ซิงเย่ เธอช่างละเอียดอ่อนจริงๆ ครูลืมนึกถึงเื่นี้ไปได้ยังไง เด็กวัยนี้มักจะมีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้บ่อยๆ หมอเหอ! รีบพาเด็กไปตรวจเช็ก 'หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ' ทันที ถ้าเป็ภาวะอักเสบอุดตันอย่างที่หมอซ่งคาดการณ์ เราต้องรีบผ่าตัดขลิบออกเดี๋ยวนี้!”
หลิวรุ่ยฮุยไม่สนสีหน้าหน้าถอดสีของเหอชิ่งหยาง เขารีบจัดการสั่งการตรวจทันที และผลตรวจก็ยืนยันว่าเป็ไปตามที่ซิงเย่คาดการณ์ไว้ทุกประการ เหอชิ่งหยางอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี แต่ในใจกลับค่อนขอดว่าซิงเย่แค่ "ฟลุก" เท่านั้น
หลิวรุ่ยฮุยกันคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป แล้วอธิบายอาการให้พ่อแม่เด็กฟังเป็การส่วนตัวเพื่อให้เกียรติความเป็ส่วนตัวของเด็กน้อย
“ไม่ต้องกังวลครับ เป็ภาวะปกติที่เกิดขึ้นได้กับเด็กผู้ชายวัยนี้ แค่ผ่าตัดเล็กน้อยและรักษาความสะอาดให้ดีหลังจากนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ”
เมื่อพ่อแม่เด็กทราบสาเหตุที่แท้จริงก็คลายกังวล และอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเชยซิงเย่
“คุณหมอผู้หญิงคนนั้นเก่งจริงๆ ครับ คนอื่นหาไม่เจอแต่เธอสังเกตเห็นได้ ถ้าไม่มีเธอ ลูกผมคงต้องทรมานไปอีกนาน”
หลิวรุ่ยฮุยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แม้ปากจะบอกว่าเป็หน้าที่ปกติของหมอ แต่ในใจเขานั้นปลาบปลื้มเป็ที่สุด เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาเลิกงานและซิงเย่ดูเหนื่อยล้า เขาจึงบอกให้เธอกลับบ้านไปพักผ่อนก่อน
“ซิงเย่ วันนี้ทำได้ดีมาก กลับบ้านไปพักซะนะ พรุ่งนี้ค่อยลุยกันใหม่”
ซิงเย่พยักหน้าลาอาจารย์ เธอต้องรีบไปที่ป้ายรถเมล์ให้ทันเที่ยวสุดท้าย มิฉะนั้นเธอคงต้องเดินเท้ากลับบ้านพักพนักงานอีกไกล