หลังจากพวกเย่หยุนซีเดินทางกลับมาที่เมืองชายแดนประจิม เวลาก็ผันผ่านไปแล้วทั้งสิ้นถึง 3 เดือนด้วยกัน แต่ทว่าพวกเขากลับยังไม่ได้รับการติดต่อขอเจรจาจากทางฝั่งของอาณาจักรมังกรสีชาดเลยสักครั้ง ซึ่งมันถือเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติเอามากๆ
เพราะต้องไม่ลืมว่าอาณาจักรมังกรสีชาดขึ้นชื่อเรื่องการทำสงครามและค่อนข้างหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี การที่องค์ชายของพวกมันถูกจับตัวมาเป็นเชลยศึกเช่นนี้ หากคิดในแนวทางปกติพวกมันควรจะต้องมาขอเจรจาให้เร็วและเงียบที่สุด เพื่อลดข่าวลือเสียๆหายๆที่แพร่สะพัดออกไปทั่วทุกแห่งหน
“อืม น่าแปลกจริงๆ อีกฝ่ายไม่สนใจองค์ชายที่อยู่ในมือของเราเลยหรือไงนะ?” เย่เทียนตั้งคำถามขณะที่นั่งประชุมอยู่กับเย่ชิงหยาง ณ กระโจมแม่ทัพใหญ่
“คงไม่เป็นเช่นนั้นหรอกขอรับ เพราะตรงบริเวณเขตพรมแดนมีทหารของอาณาจักรมังกรสีชาดประจำการอยู่เป็นจำนวนมาก นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพวกมันกำลังรออะไรบางอย่าง” เย่ชิงหยางตอบกลับตามที่ตนเองวิเคราะห์สถาณการณ์
เย่เทียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เอาเถอะๆ รออีกหน่อยก็ไม่ได้เสียหาย เจ้าเองก็ควรเตรียมกองกำลังเอาไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน”
“ไม่ต้องห่วงขอรับท่านพ่อ ลูกได้ดำเนินการทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว” เย่ชิงหยางกล่าว กริยาท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจอันมากล้น สมกับเป็นแม่ทัพที่ผ่านศึกมานับร้อยสนาม
องค์ชายหยุนฉางตงที่เฝ้ามองดูสถานการณ์อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นภาพนี้ ในใจก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในตัวผู้เป็นอาจารย์ยิ่งกว่าเก่า นี่แหละคือชายผู้เป็นต้นแบบของเขาอย่างแท้จริง
-
-
ตัดกลับมาทางฝั่งของเย่หยุนซี ในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา เขาเพียงใช้ชีวิตอยู่กับหลิงจีและหยุนฉางเยว่อย่างสงบ มิได้คิดทำอะไรพิเรนทร์ๆหรือเสี่ยงอันตรายเลยสักครั้ง
“ฝู่! ชีวิตสงบๆเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน” เย่หยุนซีบ่นพึมพำ ขณะเอนหลังลงบนเก้าอี้โยก สายตาจับจ้องมองหมู่เมฆาที่ล่องลอยบนท้องฟ้าอย่างอิสระ
“คิกคิก นอนบ่นเป็นคนแก่เลยนะ หากว่างนักเอาเวลาไปช่วยพวกเราสอนเด็กๆดีกว่าไหม” เสียงของสตรีอันไพเราะดังขึ้นมาในทันใด เมื่อเย่หยุนซีหันไปทางต้นเสียง เขาก็ได้พบเจอกับหยุนฉางเยว่และหลิงจีซึ่งบัดนี้กำลังยืนอยู่ที่บริเวณข้างๆเก้าอี้
“เห้อ พวกท่านก็รู้นี่ว่าข้าสอนคนไม่เป็น ถึงไปสอนก็รั้งแต่ก็พาเด็กๆเสียคนเปล่าๆ?”
“คิกคิก คุณชายคิดมากไปแล้ว มีพวกเราอยู่ไหนเลยเด็กๆจะเสียคนง่ายปานนั้น” หลิงจีป้องปากหัวเราะพลางกล่าวอย่างขบขัน
เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มบาง ก่อนจะฉุกคิดอะไรขึ้นได้จึงหันไปหยุนฉางเยว่ แล้วนำเอาไหสุราจันทรากระจ่างออกมา 1 ไห
“โอ่ว นี่คือสุราที่เจ้ากลั่นและหมักเอาไว้งั้นหรือ?” หยุนฉางเยว่อุทาน สุราพวกนี้นางจำได้ว่าเย่หยุนซีใช้ทุ่มเทพลังสมาธิถึงสามวันสามคืนเพื่อสรรสร้าง ทั้งยังเคยบอกว่าจะให้นางได้ลิ้มลองและตัดสินความวิเศษของมัน
“สุรานี้มีนามว่าจันทรากระจ่าง” เย่หยุนซีรินสุราใส่จอก 2 จอก จากนั้นยื่นให้กับสองคนรู้ใจ
หยุนฉางเยว่และหลิงจีต่างรับจอกสุราเอาไว้ พวกนางมองหน้าชายหนุ่มผู้เป็นที่รักอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆจิบสุราอย่างมีมารยาทเหมือนดั่งที่เคยถูกพร่ำสอนมา
แต่ทว่าทันทีที่สุราเข้าปาก ทั้งสองก็ราวกับตกอยู่ในภวังค์ไปครู่ใหญ่ ใบหน้าและผิวพรรณของพวกนางดูขาวใสเปล่งประกายยิ่งกว่าเก่า
“อ่ะแฮ่ม สามี สุราของเจ้าสุดยอดจริงๆ มันคือสุราสำหรับสตรีชัดๆ” หลังจากได้สติ หยุนฉางเยว่จึงเอ่ยปากชื่นชมจากใจ
“ใช่ๆ ตั้งแต่เกิดมา ข้าพึ่งจะเคยพบเจอสุราที่ยอดเยี่ยมแบบนี้เป็นครั้งแรก” หลิงจีกล่าวเสริม ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง
มองเห็นความพึงพอใจที่ประดับอยู่บนใบหน้าของสองโฉมสะคราญ เย่หยุนซีผู้ซึ่งเป็นคนรักอดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
แต่ทว่าหลังจากนั้นไม่นานนัก! เสียงๆหนึ่งก็พลันดังขึ้นในหัวของเขา “บรรลุภารกิจกลั่นสุราทิพย์ ของรางวัล ทักษะบ่มเพาะทะยานเมฆา”
‘โอ้ ถึงแม้ท่านเทพธิดาจะไม่อยู่ แต่ข้าก็ยังคงได้ของรางวัลจริงๆด้วย’ เด็กหนุ่มพูดขึ้นในใจ ก่อนจะหลับตาศึกษาทักษะใหม่ด้วยความตื่นเต้น
‘หือ!! นี่เป็นทักษะบ่มเพาะธาตุลมระดับเซียนนี่น่า ดูเหมือนท่านเทพธิดาจะจัดสรรมันไว้ให้กับหยุนฉางเยว่โดยเฉพาะ’ ทันทีที่ศึกษาเสร็จ เย่หยุนซีก็พอคาดเดาจุดประสงค์ของเทพธิดาเซียนเหยาได้
แต่เมื่อเขาหันกลับไปมองหยุนฉางเยว่และหลิงจี เขากลับพบว่าเวลานี้พวกนางกำลังเมามายไม่ได้สติเพราะสุราจันทรากระจ่างเพียง 1 ไหเท่านั้น
“เห้อ พวกท่านช่างคออ่อนยิ่งนัก” ถอนหายใจเล็กน้อย เย่หยุนซีชันกายลุกขึ้นจากเก้าอี้โยก ก่อนจะประคองสองสตรีอันเป็นที่รักเข้าไปด้านในบ้าน ส่วนเรื่องทักษะบ่มเพาะรวมถึงสมบัติต่างๆ เย่หยุนซีคิดว่ารอพวกนางตื่นก่อนแล้วค่อยมอบให้พร้อมกันทีเดียว