จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 73 โทษประหาร

            เย่เฉินถูกพาตัวมาจนถึงวิหารประกาศิตด้านหลังเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่แข็งแกร่ง

            เป็นอีกครั้งที่มาถึงวิหารประกาศิตอันเยือกเย็นและเข้มงวดเย่เฉินก็ถูกล่ามโซ่เหล็กเอาไว้กับเสาทองแดง

            ศิษย์ที่แท้จริงของทั้งสองยอดเขาที่ฝ่าฝืนกฎของสำนักเช่นเดียวกันกลับยืนอยู่อย่างสบายในห้องโถงด้วยการใส่เพียงกุญแจมือเมื่อเทียบกับความน่าเศร้าของเย่เฉินแล้วการปฏิบัติต่อพวกเขานั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

            “เย่เฉินใช้คาถาอสุนีสวรรค์ในสำนัก ความผิดนี้ เจ้ายอมรับหรือไม่?” อิ่นจื้อผิงยืนอยู่ตรงหน้าเย่เฉิน และมองเย่เฉินอย่างเยาะเย้ย

            “พวกเขาต้องการจะสังหารข้าข้าจึงต้องป้องกันตัว”

            “สังหารเจ้าอย่างนั้นหรือ? เจ้าเอาที่ไหนมาพูด” ศิษย์ของสองยอดเขาเริ่มเอ่ยปากพูดขึ้นมา

            “เย่เฉินเจ้ากำลังใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นอยู่นะ!ก็เห็นอยู่ชัดเจนว่ามันคือการแลกเปลี่ยนความรู้กัน ทำไมจึงมาเปลี่ยนไปบอกว่าพวกเราจะฆ่าเจ้าล่ะ”

            “ศิษย์พี่อิ่นผู้ปราดเปรื่องท่านอย่าได้ไปฟังคำพูดจาที่หาความจริงไม่ได้ของเย่เฉินเลยเขากำลังหาเหตุผลมาเป็นข้อแก้ตัวให้ตนเองอยู่”

            ในเวลานี้เหล่าบรรดาหน้าม้าของทั้งสองยอดเขาก็เริ่มโห่ร้องขึ้นอีกครั้ง

            “เย่เฉินใช้คาถาอสุนีสวรรค์เขาสมควรตาย”

            “ลงโทษเขา”

            “อายุยังน้อยยังมีจิตใจที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ โตขึ้นจะเป็นอย่างไร”

            ในห้องโถงมีเสียงตะโกนด่าทอและพูดจาล่วงละเมิดต่างๆ จากบรรดาศิษย์ที่แท้จริงของสองยอดเขาแต่ละคนเต็มไปด้วยความแค้นต่อความไม่เป็นธรรมพวกเขากลับบิดเบือนข้อเท็จจริงได้เสมอ และแว้งกัดกลับมาได้ตลอดจึงบีบบังคับเอาข้อหาต่างๆ มายัดเยียดให้กับเย่เฉิน

            ในตอนนี้เย่เฉินที่อยู่บนเสาทองแดงนั้นดูเหมือนคนชั่วร้ายที่ไม่น่าให้อภัย และถูกรุมประณาม

            ในห้องโถงไม่ได้มีแต่เพียงศิษย์ที่แท้จริงของสองยอดเขาเท่านั้นแต่ยังมีศิษย์สำนักเหิงเยว่ที่ติดตามมาด้วย

            แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าความจริงเป็นเช่นไรและไม่เหมือนกับที่ศิษย์ของสองยอดเขาได้พูดมาแต่กลับไม่มีใครกล้าที่จะยืนขึ้นพูดอะไรแทนเย่เฉินเพราะกลัวว่าวันข้างหน้าอาจจะถูกแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งจากทั้งสองยอดเขาดังเช่นเย่เฉินในตอนนี้คือหลักฐานที่ดีที่สุด

            มันเป็นเพียงการแสดงหลังจากอิ่นจื้อผิงได้ฟังสิ่งที่ศิษย์สองยอดเขาพูดเขาก็ใช้สายตาอันเยือกเย็นมองไปยังเย่เฉินอีกครั้ง “เย่เฉินเจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกไหม”

            เย่เฉินไม่ได้พูดอะไรยังจะมีอะไรพูดได้อีก เขาสามารถจะพูดอะไรได้

            นับตั้งแต่ที่เขาถูกพาตัวมาวิหารประกาศิตเขาก็นึกจุดจบของตนเองได้ทันทีทั้งสองยอดเขาและวิหารประกาศิตสมรู้ร่วมคิดกันมาเป็นอย่างดีเขาเป็นเพียงศิษย์ฝึกหัดขั้นรวมพลังคนหนึ่งที่ไม่มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังไร้ซึ่งผู้ช่วย พูดอะไรไปมันก็ไร้ประโยชน์

            บางทีอาจเป็นเพราะเขาประเมินวิธีการของสองยอดเขาต่ำเกินไปทุกๆ ขั้นตอนล้วนแต่เป็นกับดัก ทุกๆ ย่างก้าวล้วนมีเป้าหมายเพื่อจะสังหารเขา

            แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่เสียใจที่ได้ทำทุกอย่างเพื่อพวกหู่หวา

            ในขณะนี้เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่าการเดินทางในหนทางของผู้ฝึกตนนั้นไม่ได้สวยงามอย่างภาพที่เห็นภายนอก แต่มันคือความโหดร้ายที่น่าเศร้า

            เบื้องหน้าอิ่นจื้อผิงเห็นว่าเย่เฉินไม่พูดจาจึงได้พูดออกมาอย่างเย็นชา “หากเจ้าไม่พูดนั่นก็หมายความว่าเจ้ายอมรับแล้วใช่ไหม?”

            “ไม่ต้องมารีรอจะทำอะไรก็ทำเสีย!” เสียงของเย่เฉินเปลี่ยนเป็นแหบเล็กน้อยความเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด ทำให้ดวงตาของเขาพร่ามัว

            “ดีดีมาก” อิ่นจื้อผิงหัวเราะเสียงดัง พลิกมือหยิบม้วนคัมภีร์โบราณออกมาเล่มหนึ่งและกางออกทันที ราวกับว่ากำลังอ่านราชโองการ “ตามกฎข้อที่เก้าของสำนักเหิงเยว่ศิษย์ของสำนักใช้วิชาคาถาอสุนีสวรรค์ในสำนัก มีโทษประหาร”

            หลังจากอ่านจบอิ่นจื้อผิงก็ปิดคัมภีร์โบราณ จากนั้นก็ขยิบตาให้กับศิษย์ของสองยอดเขา

            แต่ในขณะนี้เงาร่างของชายชราผู้หนึ่งก็พุ่งออกมาจากฝูงชนด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีเมื่อมองดูอย่างละเอียด คนผู้นี้คือจางเฟิงเหนียน

            “อย่าฆ่าเขาอย่าฆ่าเขา” จางเฟิงเหนียนก้าวเข้ามา และมองไปยังอิ่นจื้อผิงอย่างอ้อนวอน“ขอร้องพวกเจ้าล่ะ อย่าฆ่าเขา ถ้าอยากจะฆ่าก็ฆ่าข้าเสียเถอะ!”

            “ท่านปู่อย่าไปขอร้องพวกเขา” เย่เฉินที่สายตาพร่ามัว ได้ฟื้นตัวขึ้นมาในทันที และพูดออกไป

            “เจ้าเด็กโง่เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” จางเฟิงเหนียนเหลือบมองไปทางเย่เฉินจากนั้นก็มองไปยังอิ่นจื้อผิงอีกครั้ง ร่างกายที่ไม่มั่นคงของเขาโค้งตัวลงจนไม่สามารถจะโค้งได้อีกแล้ว “ศิษย์หลานอิ่น เขาเป็นแค่เพียงเด็กคนหนึ่งปล่อยเขาไปเถอะ!”

            “ปล่อยเขาไปหรือ”อิ่นจื้อผิงพูดอย่างหยอกเย้า “จางเฟิงเหนียน เจ้าคงจะชราเกินไปแล้วเขาใช้คาถาอสุนีสวรรค์ในสำนัก ก็ต้องโดนโทษประหาร”

            จางเฟิงเหนียนผู้ชราภาพได้ทำสิ่งที่คาดไม่ถึง เขาคุกเข่าลงไปยังเท้าของอิ่นจื้อผิงในทันที

            ในตอนนี้ดวงตาของเย่เฉินที่กำลังมองดูอยู่ได้ปรากฏชัดเจนขึ้น ดวงตาแดงก่ำดั่งเลือดน้ำตาค่อยๆ ไหลรินออกมาไม่ขาดสายจนท่วมท้นดวงตาของเขา เมื่อมองไปยังเบื้องหลังของชายชราที่คุกเข่าอยู่บนพื้นน้ำตาและเลือดก็เต็มไปทั่วทั้งใบหน้าของเขา

            “ท่านปู่ท่านคุกเข่าให้กับเขาได้อย่างไร” หลังจากนั้นไม่นานเสียงคำรามของเย่เฉินก็ดังกึกก้องไปทั่วห้องโถง

            อ๊าก...!

            อ๊าก...

            เขาบ้าคลั่งไปแล้วจากนั้นจึงดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะทำลายโซ่ตรวนที่มัดเขาเอาไว้

            เย่เฉินเป็นผู้มีความแข็งแกร่งไม่เคยกลัวตาย แต่เมื่อเห็นคนที่เขาเป็นห่วงมาคุกเข่าอยู่บนพื้นเพื่อขอร้องแทนเขามันทำให้เขาคับแค้นใจเสียยิ่งกว่าถูกฆ่า

            เมื่อได้ยินเสียงคำรามของเย่เฉินจางเฟิงเหนียนก็สั่นสะท้าน แต่เขาก็ยังไม่ลุกขึ้น

            ปึง!

            ปึง!

            ปึง!

            ในไม่ช้าเสียงปึงปังก็ดังขึ้นทั่วห้องโถง นั่นเป็นเสียงของหน้าผากจางเฟิงเหนียนที่กระทบลงกับพื้น

            “ขอร้องล่ะปล่อยเขาเถอะ”

            “ขอร้องล่ะปล่อยเขาเถอะ”

            ทุกครั้งที่หน้าผากกระทบลงกับพื้นจางเฟิงเหนียนก็จะพูดแบบนี้ทุกครั้ง ทุกครั้งที่ก้มศีรษะลงมาใบหน้าที่แก่ชราของเขา ก็จะอาบไปด้วยน้ำตา

            เขาคือจางเฟิงเหนียนเขาเป็นคนรุ่นเดียวกันกับเจ้าสำนักเหิงเยว่แต่ตอนนี้กลับต้องมาคุกเข่าอย่างต่ำต้อยให้กับผู้น้อยที่เป็นคนรุ่นหลังนั่นเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนและยังเป็นการละทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี

            “โทษของเขาคือประหารใครก็ช่วยเขาไม่ได้” อิ่นจื้อผิงเหลือบมองไปที่เท้าของเขาอย่างไม่แยแสและเชิดคางขึ้นสูง

            “ถ้าอย่างนั้นก็ฆ่าข้าแทนใช้ชีวิตของข้าแลกกับชีวิตของเขา ศิษย์หลานอิ่น ขอร้องเจ้าล่ะ”จางเฟิงเหนียนกอดขาของอิ่นจื้อผิง

            การเข้ากอดอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้อิ่นจื้อผิงขมวดคิ้ว ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยการดูถูกจากนั้นจึงเตะจางเฟิงเหนียนออกไปในทันที และตะโกนเสียงดัง “เจ้ามันก็แค่เศษขยะมีสิทธิ์อะไรมาเสนอเงื่อนไขกับข้า”

            คาดไม่ถึงจางเฟิงเหนียนที่ถูกเตะออกไป จะกระโดดเข้ามากอดขาทั้งสองของอิ่นจื้อผิงอีกครั้ง“เขายังเป็นเด็ก ขอร้องเจ้าล่ะ ปล่อยเขาไปเถอะ!”

            ไสหัวไป!

            อิ่นจื้อผิงดูเหมือนจะหมดความอดทนแล้วเขาเตะออกไปอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ทำให้จางเฟิงเหนียนถึงกับกระอักเลือดออกมา

            อ๊าก...!

            เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ล้วนแต่อยู่ในสายตาของเย่เฉิน

            เขาไม่สามารถระงับความโกรธของเขาได้อีกแล้วตอนนี้จึงได้แต่คำรามอย่างบ้าคลั่ง “อิ่นจื้อผิง วันนี้ถ้าข้าไม่ตายข้าจะป่นกระดูกเจ้าให้เป็นผงและถึงแม้ว่าข้าจะตายกลายเป็นผีก็จะไม่ปล่อยเจ้าเด็ดขาด”

            ทันใดนั้นพลังที่อยู่ในร่างของเขาก็ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างเต็มที่

            ความโกรธที่มีอยู่อย่างมหาศาลดูเหมือนจะช่วยกระตุ้นวิถีปีศาจที่อยู่ในเลือดลมของเขาสติรู้ของเขาได้ถูกครอบงำไปด้วยความโกรธและความอาฆาตแค้น

            เมื่อถูกเย่เฉินตะโกนใส่เช่นนี้อิ่นจื้อผิงก็โกรธมากเช่นกัน จึงตะโกนกลับไป “ฆ่ามัน ฆ่ามันซะ”

            ทันใดนั้นก็มีดาบเล่มใหญ่ถูกเหวี่ยงออกมาจากทั้งสองข้าง

            ในขณะนี้ศิษย์ของสองยอดเขาต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

            ทันใดนั้นก็มีลำแสงวิญญาณพุ่งเข้ามาจากด้านนอกวิหารตรงดิ่งเข้ามากระทบถูกดาบเล่มใหญ่เหล่านั้นจนพลิกออกไปทันที จากนั้นก็มีเสียงเบาๆดังเข้ามาในวิหาร

            “โอ้ๆๆ!วันนี้วิหารประกาศิตคึกคักจริงๆ เลย!”

            ก่อนที่คำพูดจะจบลงเงาร่างที่น่ากลัวก็ปรากฏขึ้นมาในห้องโถง

            เงาร่างนี้เพรียวบางมีความแข็งแกร่งไม่เหมือนใคร มีอารมณ์สบายๆชุดคลุมเต๋านั้นเคลื่อนไหวได้เองทั้งที่ไม่มีลม ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยแสงสว่างราวกับถูกย้อมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ ดวงตาคู่นั้นดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความชาญฉลาดที่เต็มเปี่ยมอย่างไม่มีสิ้นสุดและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน

            “เขาคือ...”

            ทันใดนั้นผู้คนในห้องโถงรวมทั้งศิษย์ของสองยอดเขาและอิ่นจื้อผิงต่างโค้งตัวประสานมือแสดงความเคารพ และมองด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่ง

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน