Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 59 พัฒนาขึ้น

    ตอนที่ 59 พัฒนาขึ้น

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     

     

     

    การทบทวนความรู้ของเมอร์ลินนั้นน่าพรั่นพรึงเป็นอย่างมาก ความรู้ของหนังสือเกือบสองร้อยเล่มถูกจัดเรียงความคิดและนำมาวิเคราะห์สังเคราะห์ภายในหัวของเขาได้อย่างรวดเร็ว

     

    ตอนนั้นเองเด็กน้อยผู้มีเรือนผมสีเงินก็ลืมตาขึ้น

     

    “ที่แท้สิ่งเหล่านี้ก็คือพื้นฐานของการเรียนรู้ทั้งหมดนี้เอง พวกมันแค่แนะนำเครื่องมือคร่าวๆ แต่ยังไม่ได้สอนวิธีใช้ น่าจะเป็นเพราะว่าหากต้องการเรียนรู้วิธีใช้มีแต่ต้องเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั่นเอง” เมอร์ลินยิ้มมุมปาก เขาอดที่จะนับถือผู้ที่สร้างหลักสูตรนี้ขึ้นมาไม่ได้

     

    หลังจากได้อ่านหนังสือระดับชั้นโรงเรียนเวทมนตร์ทั้งหมดแล้ว เขาก็มีความรู้ที่นักเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงควรที่จะมี

     

    “ระดับมหาวิทยาลัยเวทมนตร์คงเป็นสถานที่เรียนรู้ในการปฏิบัติ ส่วนโรงเรียนเวทมนตร์เป็นสถานที่ที่ใช้อัดความรู้เข้าไปเท่านั้น ไม่แปลกใจเลยที่ออสตินอนุญาตให้ฉันเรียนรู้ด้วยตัวเองที่บ้านได้ แต่เขาคงคิดไม่ถึงว่าฉันสามารถเรียนรู้พวกมันทั้งหมดได้ในวันเดียว ทั้งๆ ที่เขาให้เวลาฉันถึงสามเดือน”

     

    ทันที่ที่กล่าวจบเมอร์ลินก็กวาดตามองชั้นหนังสือที่เรียงรายอย่างโอ่อ่ารอบๆ ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้ม

     

    “ฉันเองก็ไม่ควรรีบเร่งมากเกินไป มันยังมีเวลาอีกมากที่จะให้ฉันได้เสพสุขกับหนังสือพวกนี้”

     

    หลังจากที่ได้อ่านหนังสือมากมาย ทั้งคำศัพท์ทั้งวิธีการพูดของเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งค่อยๆ กลายเป็นผู้แก่เรียนคนหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว

     

    ตลอดเวลาหนึ่งปีกว่ามานี้เมอร์ลินนั้นไม่ได้กลายเป็นคนเดิมอีกต่อไป

     

    เวลาหนึ่งวันนั้นสั้นนัก พริบตาก็หมดวัน

     

    เมอร์ลินถูกมาร์เทลนำไปส่งที่โรงแรม 

     

    ดูเหมือนว่าศาสตราจารย์ออสตินจะเช่าโรงแรมที่นี่กินเป็นเวลานานเลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน ชายชราสามารถเลี้ยงดูเด็กน้อยได้อย่างสบายๆ

     

    “ขอบคุณครับคุณมาร์เทล” เด็กน้อยกล่าวก่อนจะก้าวลงจากรถม้า

     

    ตลอดทางที่ผ่านมาเขาได้เห็นรถม้าสัญจรอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ยังเห็นรถที่ไม่ใช้สัตว์เทียมเช่นรถม้าอีกด้วย

     

    จากที่เขาเป็นนักเวทหนึ่งวงเวทแล้วสามารถรับรู้ได้ว่ารถที่วิ่งแล่นนั้นใช้พลังงานจากจักรกลที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานเวทซึ่งมีแหล่งกำเนิดพลังงานจากหินเวท

     

    ซึ่งรถชนิดนี้ย่อมมีค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย

     

    แม้ร้อยประเทศจะดำเนินมาถึงหนึ่งหมื่นปีแล้ว เทคโนโลยีและความรู้ทางวิชาการมีความก้าวหน้าไม่น้อย แต่พวกเขาก็ถูกจำกัดด้วยทรัพยากรพลังงาน

     

    ต่อให้ประดิษฐ์สิ่งที่ล้ำสมัยขึ้นมาได้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถใช้กันได้อย่างแพร่หลาย จึงมีคนจำนวนน้อยเท่านั้นถึงจะมีกำลังทรัพย์ที่ใช้สิ่งเหล่านี้ได้

     

    เพราะเหตุนี้นี่เองมหาทวีปแห่งนี้จึงเป็นเหมือนดินแดนที่กึ่งพัฒนาและกึ่งล้าสมัยแบบนี้

     

    แน่นอนว่าเหล่านักเวทยาศาสตร์กำลังพยายามอย่างหนักที่จะแก้ไขเรื่องทรัพยากรพลังงานนี้ หากพวกเขาทำสำเร็จทุกคนก็จะมีโอกาสใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ร่วมกัน 

     

    อย่างไรก็ตามการพัฒนาเพียงเท่านี้ก็เป็นเรื่องล้ำสมัยเป็นอย่างมากในสายตาของเด็กน้อยเช่นเมอร์ลินอยู่แล้ว

     

    เมอร์ลินเดินผ่านล็อบบี้และยิ้มให้กับพนักงานต้อนรับ

     

    “ยินดีต้อนรับกลับมาค่ะ คุณเมอร์ลิน” พนักงานสาวกล่าวทักทายการกลับมาของเด็กน้อยอย่างคุ้นเคย

     

    แม้ว่าเด็กน้อยจะอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน แต่เขาก็อัธยาศัยดีมาก จึงทำให้ไม่นานก็คุ้นเคยกับพนักงานของโรงแรมนี้

     

    หลังจากกลับมาที่ห้องเมอร์ลินไม่พบกับออสติน ซึ่งเขารู้เรื่องนี้อยู่แล้วเพราะออสตินได้บอกกับเขาว่าจะไปทำธุระที่ต่างเมือง

     

    อยู่ข้างนอกเขามีมาร์เทลคอยดูแล เมื่อกลับมาทางโรงแรมก็ได้จัดอาหารการกินให้กับเขา เรียกได้ว่าเมอร์ลินได้รับการปกป้องดูแลเป็นอย่างดี สมกับการเป็นนายน้อยพริสตันอย่างแท้จริง

     

    วันรุ่งขึ้นเมอร์ลินเดินทางไปห้องสมุดใหญ่เมืองวินเซนอีกครั้ง

     

    ครั้งนี้เขาไม่ได้รบกวนบรรณารักษ์แลนเซลอีกต่อไป แต่เดินตรงไปที่หนังสือหมวดหมู่หนึ่งแล้วหยิบมันขึ้นมาพริบหน้าอ่านอย่างรวดเร็วในทันที

     

    ไม่นานเขาก็อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ เขาวางมันกลับที่เดิมแล้วหยิบหนังสือเล่มที่อยู่ข้างกันขึ้นมาแล้วเริ่มอ่านอีกครั้ง

     

    เมอร์ลินทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ

     

    เมื่อเขาเมื่อยเขาก็นั่งลงตรงนั้นอย่างไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง

     

    เวลาครึ่งวันผ่านไปเขาก็อ่านหนังสือได้นับร้อยเล่ม 

     

    เมื่อถึงเวลาพักเที่ยงเขาไม่ได้รอให้มาร์เทลเอ่ยเตือน เขากับหนุ่มนักเวทพากันเดินไปที่โรงอาหารของหอสมุด เขาเลือกอาหารสองชุดแล้วจ่ายเงิน

     

    “คุณเมอร์ลินไม่จำเป็นต้องจ่ายให้ผมหรอก” มาร์เทลเอ่ยออมาอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยกำลังจ่ายเงินค่าอาหารในส่วนของตน

     

    “ไม่จำเป็นต้องเกรงใจครับ คุณดูแลผมมาทั้งวันแล้ว กับเงินค่าอาหารเพียงแค่นี้เชื่อเถอะว่ากระเป๋าคุณชายพริสตันอย่างผมไปแฟ่บลงหรอกครับ” เมอร์ลินกล่าวพลางตบไปที่กำไลข้อมือที่ได้รับมาจากธนาคาร

     

    อย่างไรค่าอาหารมื้อนี้ก็แค่สิบวอยส์เท่านั้น อีกทั้งมันยังเป็นราคาของอาหารสองชุดอีกด้วย

     

    เห็นได้ชัดว่าค่าเงินวอยส์นั้นแข็งแกร่งมาก ค่าอาหารหนึ่งมื้อนั้นจ่ายเงินซื้อไม่ถึงสิบวอยส์ด้วยซ้ำ ดังนั้นเด็กที่มีเงินล้านอย่างเมอร์ลินย่อมสามารถแสดงความในกว้างแบบนี้ออกมาได้

     

    “ขอบคุณครับ” 

     

    ด้านมาร์เทลนั้นคร้านจะต่อต้าน แม้ว่าการให้เด็กน้อยคนหนึ่งจ่ายค่าอาหารให้ตนเองจะทำให้นักเวทสองวงเวทอย่างเขาเสียศักดิ์ศรีอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายคือคุณชายน้อยจากตระกูลพริสตัน เขาก็เลิกใส่ใจในเรื่องนี้

     

    หลังจากทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้วเมอร์ลินก็กลับไปอ่านหนังสือต่อ

     

    ตอนนี้เขายังไม่คิดเรื่องการสอบเทียบหรือการขึ้นไปชั้นสองของหอสมุด เพราะทั้งสองอย่างนั้นยังมีข้อจำกัดสำหรับเขา

     

    อย่างไรหนังสือที่อยู่ในหอสมุดแห่งนี้ก็ยังมีมากมายให้เขาอ่าน เขาจึงไม่รีบและใช้ชีวิตเหมือนเดิมต่อไป

     

    ไม่กี่วันต่อมาศาสตราจารย์ออสตินก็กลับมา ทว่าเขากลับมาเยี่ยมเมอร์ลินและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเท่านั้น แล้วไม่กี่วันเขาก็จากไปอีกครั้ง

     

    เมอร์ลินไม่ได้สนใจธุระของออสตินมากนัก เขายังคงหมกมุ่นกับการอ่านหนังสือของเขาต่อไป

     

    หอสมุดของเมืองวินเซนมีหนังสือหลายหมื่นเล่มให้เขาอ่าน เขาชื่นชอบความรู้จำนวนมหาศาลเหล่านี้ จึงจมจ่อมอ่านพวกมันอย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

     

    ยิ่งนานวันสกิลการอ่านหนังสือของเขาพัฒนามากยิ่งขึ้น นิ้วมือที่เปิดหนังสือของเขานั้นทำได้รวดเร็วมาก อีกทั้งยังไม่ทำให้หนังสือเสียหาย ภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจเขาก็สามารถอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบแล้ว

     

    ภาพของเด็กน้อยที่พริบหน้าหนังสืออย่างรวดเร็วจึงกลายเป็นที่คุ้นชินของผู้คนในระหว่างนี้

    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน