“ฉันสั่งให้เธอพาโจวเหวินกลับมาเงียบ ๆ โดยที่ไม่ให้ใครรู้ แต่เธอกลับขับรถชนเขา เพราะช่วงหลังมานี้ฉันตามใจพวกเธอมากเกินไปหรือไง ถึงได้ลืมกฎกันหมด” เฉียวซือหย่วนพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่สายตากลับเยือกเย็น
ลี่ซือสะดุ้งแล้วรีบลึกขึ้นทำความเคารพ “หัวหน้า ฉันผิดพลาดเองค่ะ โชคดีที่ตระกูลอันยังไม่ทันรู้เรื่องนี้ ขอท่านให้โอกาสฉันอีกครั้ง ฉันจะพาโจวเหวินกลับมาให้ได้ค่ะ”
“ยังไม่ทันรู้เรื่องนี้งั้นเหรอ” เฉียวซือหย่วนวางเอกสารฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ แล้วพูดอย่างเรียบนิ่ง “เธอดูนี่ก่อนค่อยพูดอีกที”
“นี่คือ” ลี่ซือหยิบเอกสารขึ้นมาเปิดดูอย่างสงสัย พอเห็นเนื้อหาข้างในก็ถึงกับตกใจ “เป็นไปได้ยังไง ไม่น่าใช่แล้ว หัวหน้า ข้อมูลในนี้ถูกต้องแน่เหรอคะ”
เฉียวซือหย่วนมองลี่ซือผาดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่ออย่างใจเย็น “ฉันเคยคิดมาตลอดว่าการแต่งงานของโอวหยางหลานกับโจวหลิงเฟิงดูผิดปกติ อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องบางอย่าง เลยไปขอให้ท่านอาจารย์ช่วยตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับเลือกของตระกูลอัน และนี่คือผลที่ท่านส่งมา เธอคิดว่าถูกต้องไหม”
“รายชื่อที่อาจารย์ตรวจสอบเอง ยังไงก็ไม่มีทางผิดพลาดแน่” ลี่ซือตกใจหนักกว่าเดิม “แต่คนที่ถูกเลือกของตระกูลอันคืออันจิ้งไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงกลายเป็นโจวเหวินได้ เขากับตระกูลอันไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด ไม่ใช่แม้กระทั่งลูกเขย แล้วตระกูลอันจะยอมยกโอกาสสำคัญขนาดนี้ให้กับคนนอกได้ยังไง”
“เหตุผลที่ตระกูลอันยอมยกโอกาสแบบนี้ให้กับคนนอก ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ ๆ คือ หลังจากโจวเหวินสอบเข้ามหาวิทยาลัยซีหยาง ตระกูลอันก็เปลี่ยนชื่อในรายชื่อจากอันจิ้งเป็นโจวเหวิน และตามข้อตกลง ตระกูลอันมีสิทธิ์แก้ไขรายชื่อได้แค่ครั้งเดียว ต่อให้โจวเหวินตาย ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นคนอื่นได้อีก”
พอพูดถึงตรงนี้ เฉียวซือหย่วนก็จ้องลี่ซือเขม็งแล้วพูดว่า “ตอนนี้เธอยังคิดไหมว่า ตระกูลอันจะไม่รู้เรื่องที่เธอขับรถชนโจวเหวิน”
ลี่ซือถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก เธอก้มหน้าพูด “ฉันผิดไปแล้วค่ะ หัวหน้าโปรดลงโทษ”
เธอเข้าใจดีว่าตอนนี้โจวเหวินมีความสำคัญต่อตระกูลอันขนาดไหน การที่คนระดับนี้ถูกคนขับรถชนกลางเมืองลั่วหยาง ถ้าตระกูลอันยังไม่รู้เรื่อง อย่างนั้นตระกูลอันคงถูกคนอื่นกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกไปตั้งนานแล้ว
“เห็นแก่ที่เธอเพิ่งถูกย้ายมาทำงานที่หน่วยตรวจสอบพิเศษ ยังไม่คุ้นเคยมากนัก ครั้งนี้ฉันจะปล่อยผ่านไป แต่อย่าให้ฉันเห็นเป็นครั้งที่สองอีกนะ” เฉียวซือหย่วนกล่าว
“หัวหน้า โปรดให้โอกาสฉันชดใช้ความผิดพลาดด้วยค่ะ” ลี่ซือขอร้อง
“ตอนนี้ยังไม่จำเป็น โจวเหวินเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยซีหยางล่วงหน้าแล้ว ถ้าไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม จะเชิญเขามาอีกครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว ฉันมีแผนอื่นอยู่แล้ว เธอไม่ต้องยุ่งเรื่องนี้อีก” เฉียวซือหย่วนโบกมือกล่าว
ลี่ซือพูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ไม่น่าเชื่อเลยว่าตระกูลอันจะเปลี่ยนรายชื่อเป็นโจวเหวิน ต่อให้โอวหยางหลานหลงผิดจนไม่แยแสโอกาสของลูกสาวแท้ ๆ แล้วเต็มใจยกมันให้โจวเหวิน แต่จะเป็นไปได้ยังไงที่ตระกูลอันจะยอม รวมถึงอันเทียนจั่วด้วย เขาจะยอมได้ยังไง โอกาสนี้เป็นของตระกูลอันนะ !”
“เรื่องที่ไม่รู้ก็ไม่ต้องเสียเวลาคิดให้วุ่นวาย แต่ทำหน้าที่ของเธอให้ดีก็พอ ออกไปเถอะ” เฉียวซือหย่วนโบกมือไล่ลี่ซือออกไป จากนั้นหยิบเอกสารขึ้นมาพลิกดูพลางพึมพำกับตัวเอง “ตระกูลอันคิดจะทำอะไรกันแน่ โอกาสสำคัญขนาดนี้ พวกเขาจะยอมยกให้คนนอกได้ยังไง หรือว่าโอวหยางหลานไม่อยากให้ลูกสาวตัวเองไปเสี่ยงอันตราย เลยตัดสินใจส่งมอบโอกาสนี้แทน แต่ด้วยพรสวรรค์ของอันจิ้ง เธอมีโอกาสผ่านสูงมาก ไม่ถือว่าเป็นความเสี่ยงใหญ่โตอะไรขนาดนั้น ส่วนจิ่งเต้าเซียนที่บังเอิญเจอโจวเหวิน และยังหยุดอยู่ใกล้ ๆ ช่วงหนึ่งอย่างผิดปกติ นั่นเป็นแค่เรื่องบังเอิญจริง ๆ หรือเปล่า”
หลังจากโจวเหวินกับหลี่เสวียนจัดการเรื่องเข้าเรียนเสร็จ หลี่เสวียนเลือกที่จะไม่ไปพักอยู่กับโจวเหวินที่สวนสี่ฤดู โจวเหวินจึงต้องถือบัตรหอพักที่โอวหยางหลานให้มา เข้าไปยังพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบสวนโดยเฉพาะ
บริเวณนี้เต็มไปด้วยอาคารสองชั้นเรียงกันเป็นแนว อาคารแต่ละหลังไม่ใหญ่มาก โครงสร้างเรียบง่ายแต่ดูโปร่งสบาย แต่ละอาคารมีลานขนาดเล็กเป็นของตัวเอง
ลานเล็กไม่มีรั้วกำแพง มีแค่รั้วไม้สีขาวที่สูงระดับเอวล้อมไว้ ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ของแถวข้างเคียงได้อย่างชัดเจน
“เจ็ดศูนย์สอง น่าจะเป็นหลังนี้แหละ” โจวเหวินมองบัตรหอพัก แล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอาคารหลังหนึ่ง มองซ้ายมองขวาแล้วพบว่านี่เป็นแถวสุดท้ายของสวนสี่ฤดู ซึ่งแถวนี้มีอาคารแค่สามหลังเท่านั้น ส่วนอาคารของเขาตั้งอยู่ตรงกลาง อาคารฝั่งซ้ายมือดูเหมือนยังไม่มีใครอยู่ ส่วนอาคารฝั่งขวา มีดอกไม้และต้นไม้วางอยู่ในลาน อีกทั้งดินยังดูชุ่มชื่น ดูท่าจะมีคนเข้าพักแล้ว
โจวเหวินกำลังจะผลักประตูเข้าไป แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเปิดประตูจากอาคารทางขวา จากนั้นก็เห็นคนคนหนึ่งเดินออกมา
“อันจิ้งเหรอ” หลังจากโจวเหวินเห็นหน้าคนคนนั้นชัดเจน ก็ถึงกับตะลึงเล็กน้อย
อันจิ้งก็ดูตกใจเหมือนกัน คงคาดไม่ถึงว่าจะเจอโจวเหวินที่นี่
แต่เพียงชั่วพริบตา อันจิ้งก็เข้าใจสถานการณ์ เธอเม้มริมฝีปากแน่น แล้วเดินออกจากลานโดยที่ไม่สนใจโจวเหวิน
อันจิ้งไม่สนใจเขา โจวเหวินเองก็ไม่คิดจะสร้างความสนิทสนมกับเธอ ทั้งสองคนราวกับเข้าใจตรงกัน เดินสวนกันไปโดยที่ทำเหมือนต่างฝ่ายต่างมองไม่เห็นกันและกัน
หลังจากใช้บัตรหอพักเปิดเข้าอาคาร โจวเหวินก็พบว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เลวเลย ถึงแม้โครงสร้างและการตกแต่งจะเรียบง่าย แต่ก็เหมาะกับการฝึกฝนอย่างมาก อีกทั้งยังมีเครื่องทดสอบพลังส่วนตัวติดตั้งไว้ด้วย
“การเริ่มต้นใหม่ ดูท่าจะไม่เลวเลย” หลังจากเดินสำรวจทั่วทั้งอาคารแล้ว โจวเหวินก็ตัดสินใจออกไปซื้อของจำเป็นก่อน
ถึงแม้ในอาคารจะมีอุปกรณ์ครบครัน แต่ก็ไม่มีของใช้ส่วนตัวอย่างผ้าห่ม โจวเหวินจึงต้องไปหาซื้อเอง
ก่อนหน้านี้หลี่เสวียนเป็นคนพาเขามายังทางเข้าของสวนสี่ฤดู แต่ตอนนี้โจวเหวินเดินออกมาด้วยตัวเอง ถึงพบว่ามหาวิทยาลัยซีหยางกว้างขวางมากจริง ๆ ถึงแม้ไม่ถึงขั้นหลงทาง แต่เพราะระบบแผนที่ในโทรศัพท์ระบุตำแหน่งไม่แม่นยำ ทำให้โจวเหวินต้องเดินวกไปวนมามากกว่าที่ควร
อีกทั้งเขายังไม่รู้ว่าร้านขายของใช้จำเป็นภายในมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ที่ไหน
เมื่อเดินจนรู้สึกว่าโดยรอบดูเปลี่ยวขึ้นเรื่อย ๆ โจวเหวินก็คิดจะหาคนถามทาง แต่กลับพบว่าโดยรอบมีแต่อาคารที่เก่าทรุดโทรม คาดว่าเป็นตึกเรียนที่ถูกทิ้งร้าง
“ทำไมระบบแผนที่ถึงผิดเพี้ยนได้ขนาดนี้” โจวเหวินดูแผนที่ในโทรศัพท์อย่างจนปัญญา
ขณะจะเตรียมหันหลังกลับ ก็ได้ยินเสียงพูดคุยเบา ๆ มาจากหัวมุมข้างหน้า
“ไปถามทางก่อนละกัน” โจวเหวินเดินหน้าต่ออีกหลายก้าว ตั้งใจจะไปหาคนที่กำลังพูดคุย เพื่อถามตำแหน่งของร้านค้าในมหาวิทยาลัย
“เสี่ยวเหม่ย ต้องเป็นเด็กดีนะ หลังจากนี้ก็พยายามเข้าล่ะ” โจวเหวินได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังจากหัวมุม และรู้สึกว่าเสียงนั้นคุ้นหูมาก แต่ยังนึกไม่ออกว่าเป็นเสียงของใคร
ขณะครุ่นคิด โจวเหวินก็เดินผ่านหัวมุมไป และทันทีที่สายตามองไปยังมุมอาคารเก่าโทรมที่อยู่ไม่ไกล ก็เห็นเงาร่างที่สูงใหญ่ดั่งหอคอยกำลังยกมือสองข้างขึ้นสูง อุ้มลูกแมวน่ารักตัวหนึ่งที่ดูเหมือนว่ายังไม่ได้หย่านม ดวงตาเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน รอยยิ้มบนใบหน้าดูอบอุ่น แต่ต่อให้ใบหน้านั้นกำลังยิ้มอยู่ ก็ยังคงดูดุร้ายเหมือนปีศาจ ทำให้คนเห็นรู้สึกหวาดกลัว
“กู่เตี่ยนเหรอ” โจวเหวินถึงกับยืนค้างอยู่ตรงนั้น เขาไม่สามารถเชื่อมโยงภาพของกู่เตี่ยนที่เขารู้จัก กับชายตรงหน้าที่กำลังยิ้มอ่อนโยนอุ้มลูกแมวชูขึ้นสูงได้เลย
กู่เตี่ยนสังเกตเห็นโจวเหวินเหมือนกัน เขาสบตากับโจวเหวินขณะที่ยังคงชูลูกแมวอยู่ ทันใดนั้นบรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาด