หลังจากที่ได้พูดคุยกันเพียงครู่เดียว
ทั้งสองคนก็ตัดสินใจนั่งทานอาหารที่โต๊ะเดียวกัน บรรยากาศภายในโรงเตี้ยมค่อยๆคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ผู้คนรอบข้างที่เคยจับตามองเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ต่างก็พากันละความสนใจกลับไปสนทนาและรับประทานอาหารของตนเอง
ชายผมขาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเทียนจุนเป็นฝ่ายยกมือขึ้นทักทายก่อน
ดวงตาของเขาฉายแววเป็นมิตร รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าที่หล่อเหลาสงบนิ่ง
“ดูเหมือนว่าอายุของเราจะไล่เลี่ยกัน”
น้ำเสียงของเขานุ่มลึกแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น
“ข้าคือผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร”
“มีชื่อว่าตี๋หยาง ข้ามายังเมืองมังกรแห่งนี้เพื่อที่จะเข้าร่วมเป็นศิษย์สำนักมังกร”
เทียนจุนพยักหน้ารับ เขายกมือขึ้นตอบกลับด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นกัน
“ข้าก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเช่นกัน..”
“มีชื่อว่าไท่ซวนเทียนจุน ต้องการเข้าร่วมเป็นศิษย์สำนักมังกรเช่นเดียวกัน!”
รอยยิ้มบางๆยังไม่เลือนหายจากริมฝีปากของตี๋หยาง ทว่าภายในใจของเทียนจุนกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ความรู้สึกภายในของชายหนุ่มตื่นตัวอยู่ตลอด
แม้ชายตรงหน้าจะไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูหรือมีเจตนาร้ายใดๆ แต่เขาก็ไม่อาจมองข้ามความลึกลับของอีกฝ่ายได้
การที่ชายคนนี้สามารถพกอาวุธเซียนระดับกลางได้ในระดับพลังเช่นนี้ หมายความว่าเบื้องหลังของเขาย่อมไม่ธรรมดาแน่
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร อาวุธเซียนถือเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและทรงพลังยิ่ง
มันถูกแบ่งออกเป็นห้าประเภทใหญ่ๆ ตามระดับของพลังและคุณสมบัติที่สลักอยู่ในอาวุธ
ผู้หลอมอาวุธมักสร้างมันขึ้นมาด้วยวัสดุที่แตกต่างกันไป วัสดุเหล่านี้อาจเป็นโลหะล้ำค่าที่หายากหรือชิ้นส่วนของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง
นอกจากนี้ ในบางครั้งยังมีการสลักค่ายกลลงไปเพื่อเพิ่มพลังของอาวุธให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
อาวุธเซียนระดับต่ำเหมาะสำหรับผู้ฝึกตนที่ยังไม่มีพลังมากพอจะควบคุมอาวุธขั้นสูงได้
อาวุธเซียนระดับกลางเริ่มเป็นที่ต้องการของผู้ฝึกตนที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง สามารถใช้พลังของอาวุธเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ส่วนอาวุธเซียนระดับสูงนั้นหาได้ยากและเป็นสิ่งที่บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรต่างหมายปอง
แต่เหนือขึ้นไปกว่านั้นยังมีอาวุธระดับล้ำฟ้า ซึ่งเป็นอาวุธที่มีพลังอำนาจสูงสุดภายในทวีปมังกรสวรรค์แห่งนี้ สำนักใหญ่ล้วนมีมัน
และแน่นอน ระดับสูงสุดของอาวุธเซียนนั้นคือ ‘ศัสตราวุธมหาจักรพรรดิ’ อาวุธที่สามารถท้าทายทั้งสวรรค์และโลก
ทว่านั่นเป็นเพียงตำนาน เพราะในทวีปมังกรสวรรค์แห่งนี้ ไม่มีอาวุธระดับนั้นแน่นอน
เทียนจุนคิดอย่างเย็นชา
แม้แต่อาวุธระดับล้ำฟ้ายังแทบไม่มีใครเคยเห็นตัวเป็นๆด้วยซ้ำ
เขาลอบมองไปยังตี๋หยางที่ยังคงรับประทานอาหารด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม
ถึงจะดูเหมือนเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรธรรมดา แต่เพียงแค่อาวุธเซียนระดับกลางที่ตี้หยางได้พกติดตัว ก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าต้นกำเนิดของชายคนนี้ย่อมไม่ธรรมดา
ตี๋หยางเงยหน้าขึ้นจากอาหารก่อนจะเผยรอยยิ้มที่เป็นกันเองออกมา
“งั้นเหรอเทียนจุน?”
“แบบนี้พวกเราก็เป็นสหายกันได้น่ะสิ!”
คำพูดของเขาฟังดูจริงใจ
ไม่ได้มีเจตนาแฝงเร้นใดๆ
เทียนจุนจ้องมองไปยังอีกฝ่ายครู่หนึ่งก่อนจะยกยิ้มบางๆเช่นกัน
“ก็คงเป็นเช่นนั้น..”
แม้จะไม่ได้ตอบรับอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ตี๋หยางไม่ได้แสดงอาการเป็นศัตรูแม้แต่น้อย
ทว่าภายในใจของเทียนจุนกลับเต็มไปด้วยความคิดหลากหลาย
“ผู้ที่มีกายศักดิ์สิทธิ์เช่นตี๋หยางนั้น ในอนาคตย่อมไม่ใช่บุคคลธรรมดาแน่นอน”
“น่าเสียดายที่เขาเกิดในแคว้นที่อ่อนแอและห่างไกลเช่นนี้”
เทียนจุนคิดอย่างเงียบๆ
“หากไปยังอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์”
“ข้าเชื่อว่าเขาจะถูกฟูมฟักโดยขุมพลังอำนาจใหญ่อย่างสุดกำลังแน่นอน!”
อาณาเขตศักดิ์สิทธิ์นั้นคือสถานที่ที่รวบรวมเหล่าผู้มีพรสวรรค์และอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศไว้ เป็นจุดศูนย์กลางของศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเพียร และเป็นแหล่งรวมของขุมพลังอำนาจที่แข็งแกร่งมากที่สุด
หากตี๋หยางสามารถไปถึงที่นั่นได้
เขาคงได้รับการฝึกฝนอย่างดีที่สุดและอาจกลายเป็นยอดฝีมือที่ยิ่งใหญ่ของยุค
แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีสำหรับเทียนจุนที่ได้พบในตอนนี้ การได้รู้จักบุคคลเช่นนี้ อาจนำพาโอกาสบางอย่างมาให้ในอนาคตก็เป็นได้
พอกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย
ตี๋หยางก็ลุกขึ้นก่อนจะหยิบหินปราณเซียนระดับต่ำออกมาวางบนโต๊ะเพื่อจ่ายค่าอาหาร
ไม่เพียงแค่ของตัวเองเท่านั้น
แต่ยังเลี้ยงอาหารของเทียนจุนอีกด้วย ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก
“ถือเป็นของขวัญแทนการพบกันครั้งแรกแล้วกัน”
เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม ท่าทางสบายๆไม่ได้คิดมากกับเรื่องค่าใช้จ่าย
“..............”
เทียนจุนมองดูหินที่ถูกวางลงบนโต๊ะอย่างเงียบๆ หินเหล่านี้แม้จะเป็นเพียงระดับต่ำ แต่ก็ยังถือว่ามีมูลค่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่าง
ทว่าสำหรับตี๋หยางแล้ว ดูเหมือนชายคนนี้จะไม่เห็นว่ามันเป็นของมีค่ามากนัก
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ ตี๋หยางก็ยกมือขึ้นลูบคางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น
“ข้าต้องขอตัวก่อน ตอนนี้ข้าเพิ่งเดินทางมาถึงยังเมืองมังกร และต้องมองหาที่พัก แต่ดูเหมือนว่าข้าจะไม่สามารถหาได้.. เฮ้อ”
น้ำเสียงของชายหนุ่มแฝงไปด้วยความเสียดายอย่างเห็นได้ชัด เทียนจุนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
“เจ้าหาที่พักไม่ได้งั้นหรือ?”
เทียนจุนเอ่ยถาม สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย ซึ่งตี๋หยางก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ข้าลองหาแล้ว แต่ที่พักดีๆล้วนเต็มหมด ส่วนที่พักที่เหลือก็เป็นพวกสภาพทรุดโทรม”
“บางแห่งขนาดมีหนูวิ่งไปมา..”
“ข้าไม่คิดจะนอนในที่เช่นนั้นหรอก”
เทียนจุนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
เมืองใหญ่อย่างเมืองมังกร แน่นอนว่านักเดินทางมากมายย่อมแห่กันเข้ามา โดยเฉพาะช่วงที่สำนักมังกรกำลังจะเปิดรับศิษย์ใหม่
เช่นนี้แล้ว การที่ที่พักดีๆจะเต็มไปหมดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เมื่อนึกถึงจุดนี้ เทียนจุนก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองมีที่พักอยู่แล้ว โรงเตี้ยมวิญญาณพยัคฆ์ที่ได้รับมาจากชายชรานั้นยังมีห้องว่างอยู่มากมาย
“หากเจ้าไม่รังเกียจ ข้ามีโรงเตี้ยมอยู่แห่งหนึ่ง เจ้าไปพักที่นั่นกับข้าก่อนไหม?”
ดวงตาของตี๋หยางพลันเป็นประกาย เขาหันมามองเทียนจุนก่อนจะเอ่ยถาม
“จริงเหรอ?”
เทียนจุนพยักหน้าและกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“แน่นอน ข้าได้รับมันมาจากชายชราผู้หนึ่ง และยังมีห้องว่างอยู่ เจ้าสามารถไปพักได้”
ใบหน้าของตี๋หยางพลันแปรเปลี่ยนเป็นเบิกบาน รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเขา
“งั้นขอบคุณเจ้ามากเลยนะเทียนจุน!”
“ดีจริงๆที่ข้าไม่ต้องนอนริมถนนอีกแล้ว!”
คำพูดของเขาทำให้เทียนจุนถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
“ฮ่าฮ่า หมายความว่าเมื่อคืนเจ้าคงนอนริมถนนสินะ?”
เทียนจุนกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ
ขณะที่จินตนาการถึงภาพชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์แต่กลับต้องนอนอยู่ข้างถนน
พอได้ยินคำพูดเอ่ยแซว ตี๋หยางก็พลันเบะปาก พลางถอนหายใจออกมาอีกครา
“อย่าพูดถึงมันเลย ไม่คิดว่าการเดินทางมายังเมืองมังกรจะทำให้ต้องลำบากถึงเพียงนี้”
เทียนจุนหัวเราะอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วตบไหล่ของตี๋หยางเบาๆ
“เอาเถอะ อย่างน้อยตอนนี้เจ้าก็ไม่ต้องนอนข้างถนนแล้ว รีบไปกันเถอะ”
ตี๋หยางพยักหน้าเห็นด้วย
ก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกจากโรงเตี้ยมไปด้วยกัน ขณะที่สายลมอ่อนๆพัดผ่านร่างของพวกเขา
เทียนจุนอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดว่า
การพบเจอกับตี๋หยางในวันนี้อาจจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องบังเอิญก็เป็นได้