(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย

    ตอนที่ 58 สหายคนแรกของไท่ซวนเทียนจุน

            หลังจากที่ได้พูดคุยกันเพียงครู่เดียว


            ทั้งสองคนก็ตัดสินใจนั่งทานอาหารที่โต๊ะเดียวกัน บรรยากาศภายในโรงเตี้ยมค่อยๆคืนสู่ความสงบอีกครั้ง


            ผู้คนรอบข้างที่เคยจับตามองเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ต่างก็พากันละความสนใจกลับไปสนทนาและรับประทานอาหารของตนเอง


            ชายผมขาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเทียนจุนเป็นฝ่ายยกมือขึ้นทักทายก่อน


            ดวงตาของเขาฉายแววเป็นมิตร รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าที่หล่อเหลาสงบนิ่ง


            “ดูเหมือนว่าอายุของเราจะไล่เลี่ยกัน”


            น้ำเสียงของเขานุ่มลึกแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น


            “ข้าคือผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร”


            “มีชื่อว่าตี๋หยาง ข้ามายังเมืองมังกรแห่งนี้เพื่อที่จะเข้าร่วมเป็นศิษย์สำนักมังกร”


            เทียนจุนพยักหน้ารับ เขายกมือขึ้นตอบกลับด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นกัน


            “ข้าก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเช่นกัน..”


            “มีชื่อว่าไท่ซวนเทียนจุน ต้องการเข้าร่วมเป็นศิษย์สำนักมังกรเช่นเดียวกัน!”


            รอยยิ้มบางๆยังไม่เลือนหายจากริมฝีปากของตี๋หยาง ทว่าภายในใจของเทียนจุนกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ความรู้สึกภายในของชายหนุ่มตื่นตัวอยู่ตลอด


            แม้ชายตรงหน้าจะไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูหรือมีเจตนาร้ายใดๆ แต่เขาก็ไม่อาจมองข้ามความลึกลับของอีกฝ่ายได้


            การที่ชายคนนี้สามารถพกอาวุธเซียนระดับกลางได้ในระดับพลังเช่นนี้ หมายความว่าเบื้องหลังของเขาย่อมไม่ธรรมดาแน่


            ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร อาวุธเซียนถือเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและทรงพลังยิ่ง


            มันถูกแบ่งออกเป็นห้าประเภทใหญ่ๆ ตามระดับของพลังและคุณสมบัติที่สลักอยู่ในอาวุธ


            ผู้หลอมอาวุธมักสร้างมันขึ้นมาด้วยวัสดุที่แตกต่างกันไป วัสดุเหล่านี้อาจเป็นโลหะล้ำค่าที่หายากหรือชิ้นส่วนของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง


            นอกจากนี้ ในบางครั้งยังมีการสลักค่ายกลลงไปเพื่อเพิ่มพลังของอาวุธให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น


            อาวุธเซียนระดับต่ำเหมาะสำหรับผู้ฝึกตนที่ยังไม่มีพลังมากพอจะควบคุมอาวุธขั้นสูงได้


            อาวุธเซียนระดับกลางเริ่มเป็นที่ต้องการของผู้ฝึกตนที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง สามารถใช้พลังของอาวุธเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


            ส่วนอาวุธเซียนระดับสูงนั้นหาได้ยากและเป็นสิ่งที่บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรต่างหมายปอง


            แต่เหนือขึ้นไปกว่านั้นยังมีอาวุธระดับล้ำฟ้า ซึ่งเป็นอาวุธที่มีพลังอำนาจสูงสุดภายในทวีปมังกรสวรรค์แห่งนี้ สำนักใหญ่ล้วนมีมัน


            และแน่นอน ระดับสูงสุดของอาวุธเซียนนั้นคือ ‘ศัสตราวุธมหาจักรพรรดิ’ อาวุธที่สามารถท้าทายทั้งสวรรค์และโลก


            ทว่านั่นเป็นเพียงตำนาน เพราะในทวีปมังกรสวรรค์แห่งนี้ ไม่มีอาวุธระดับนั้นแน่นอน


            เทียนจุนคิดอย่างเย็นชา


            แม้แต่อาวุธระดับล้ำฟ้ายังแทบไม่มีใครเคยเห็นตัวเป็นๆด้วยซ้ำ


            เขาลอบมองไปยังตี๋หยางที่ยังคงรับประทานอาหารด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม


            ถึงจะดูเหมือนเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรธรรมดา แต่เพียงแค่อาวุธเซียนระดับกลางที่ตี้หยางได้พกติดตัว ก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าต้นกำเนิดของชายคนนี้ย่อมไม่ธรรมดา


            ตี๋หยางเงยหน้าขึ้นจากอาหารก่อนจะเผยรอยยิ้มที่เป็นกันเองออกมา


            “งั้นเหรอเทียนจุน?”


            “แบบนี้พวกเราก็เป็นสหายกันได้น่ะสิ!”


            คำพูดของเขาฟังดูจริงใจ


            ไม่ได้มีเจตนาแฝงเร้นใดๆ


            เทียนจุนจ้องมองไปยังอีกฝ่ายครู่หนึ่งก่อนจะยกยิ้มบางๆเช่นกัน


            “ก็คงเป็นเช่นนั้น..”


            แม้จะไม่ได้ตอบรับอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ตี๋หยางไม่ได้แสดงอาการเป็นศัตรูแม้แต่น้อย


            ทว่าภายในใจของเทียนจุนกลับเต็มไปด้วยความคิดหลากหลาย


            “ผู้ที่มีกายศักดิ์สิทธิ์เช่นตี๋หยางนั้น ในอนาคตย่อมไม่ใช่บุคคลธรรมดาแน่นอน”


            “น่าเสียดายที่เขาเกิดในแคว้นที่อ่อนแอและห่างไกลเช่นนี้”


            เทียนจุนคิดอย่างเงียบๆ


            “หากไปยังอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์”


            “ข้าเชื่อว่าเขาจะถูกฟูมฟักโดยขุมพลังอำนาจใหญ่อย่างสุดกำลังแน่นอน!”


            อาณาเขตศักดิ์สิทธิ์นั้นคือสถานที่ที่รวบรวมเหล่าผู้มีพรสวรรค์และอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศไว้ เป็นจุดศูนย์กลางของศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเพียร และเป็นแหล่งรวมของขุมพลังอำนาจที่แข็งแกร่งมากที่สุด


            หากตี๋หยางสามารถไปถึงที่นั่นได้


            เขาคงได้รับการฝึกฝนอย่างดีที่สุดและอาจกลายเป็นยอดฝีมือที่ยิ่งใหญ่ของยุค


            แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีสำหรับเทียนจุนที่ได้พบในตอนนี้ การได้รู้จักบุคคลเช่นนี้ อาจนำพาโอกาสบางอย่างมาให้ในอนาคตก็เป็นได้


            พอกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย


            ตี๋หยางก็ลุกขึ้นก่อนจะหยิบหินปราณเซียนระดับต่ำออกมาวางบนโต๊ะเพื่อจ่ายค่าอาหาร


            ไม่เพียงแค่ของตัวเองเท่านั้น


            แต่ยังเลี้ยงอาหารของเทียนจุนอีกด้วย ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก


            “ถือเป็นของขวัญแทนการพบกันครั้งแรกแล้วกัน”


            เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม ท่าทางสบายๆไม่ได้คิดมากกับเรื่องค่าใช้จ่าย


            “..............”


            เทียนจุนมองดูหินที่ถูกวางลงบนโต๊ะอย่างเงียบๆ หินเหล่านี้แม้จะเป็นเพียงระดับต่ำ แต่ก็ยังถือว่ามีมูลค่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่าง


            ทว่าสำหรับตี๋หยางแล้ว ดูเหมือนชายคนนี้จะไม่เห็นว่ามันเป็นของมีค่ามากนัก


            หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ ตี๋หยางก็ยกมือขึ้นลูบคางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น


            “ข้าต้องขอตัวก่อน ตอนนี้ข้าเพิ่งเดินทางมาถึงยังเมืองมังกร และต้องมองหาที่พัก แต่ดูเหมือนว่าข้าจะไม่สามารถหาได้.. เฮ้อ”


            น้ำเสียงของชายหนุ่มแฝงไปด้วยความเสียดายอย่างเห็นได้ชัด เทียนจุนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย


            “เจ้าหาที่พักไม่ได้งั้นหรือ?”


            เทียนจุนเอ่ยถาม สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย ซึ่งตี๋หยางก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ


            “ข้าลองหาแล้ว แต่ที่พักดีๆล้วนเต็มหมด ส่วนที่พักที่เหลือก็เป็นพวกสภาพทรุดโทรม”


            “บางแห่งขนาดมีหนูวิ่งไปมา..”


            “ข้าไม่คิดจะนอนในที่เช่นนั้นหรอก”


            เทียนจุนพยักหน้าอย่างเข้าใจ


            เมืองใหญ่อย่างเมืองมังกร แน่นอนว่านักเดินทางมากมายย่อมแห่กันเข้ามา โดยเฉพาะช่วงที่สำนักมังกรกำลังจะเปิดรับศิษย์ใหม่


            เช่นนี้แล้ว การที่ที่พักดีๆจะเต็มไปหมดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


            เมื่อนึกถึงจุดนี้ เทียนจุนก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองมีที่พักอยู่แล้ว โรงเตี้ยมวิญญาณพยัคฆ์ที่ได้รับมาจากชายชรานั้นยังมีห้องว่างอยู่มากมาย


            “หากเจ้าไม่รังเกียจ ข้ามีโรงเตี้ยมอยู่แห่งหนึ่ง เจ้าไปพักที่นั่นกับข้าก่อนไหม?”


            ดวงตาของตี๋หยางพลันเป็นประกาย เขาหันมามองเทียนจุนก่อนจะเอ่ยถาม


            “จริงเหรอ?”


            เทียนจุนพยักหน้าและกล่าวด้วยรอยยิ้ม


            “แน่นอน ข้าได้รับมันมาจากชายชราผู้หนึ่ง และยังมีห้องว่างอยู่ เจ้าสามารถไปพักได้”


            ใบหน้าของตี๋หยางพลันแปรเปลี่ยนเป็นเบิกบาน รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเขา


            “งั้นขอบคุณเจ้ามากเลยนะเทียนจุน!”


            “ดีจริงๆที่ข้าไม่ต้องนอนริมถนนอีกแล้ว!”


            คำพูดของเขาทำให้เทียนจุนถึงกับหลุดหัวเราะออกมา


            “ฮ่าฮ่า หมายความว่าเมื่อคืนเจ้าคงนอนริมถนนสินะ?”


            เทียนจุนกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ


            ขณะที่จินตนาการถึงภาพชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์แต่กลับต้องนอนอยู่ข้างถนน


            พอได้ยินคำพูดเอ่ยแซว ตี๋หยางก็พลันเบะปาก พลางถอนหายใจออกมาอีกครา


            “อย่าพูดถึงมันเลย ไม่คิดว่าการเดินทางมายังเมืองมังกรจะทำให้ต้องลำบากถึงเพียงนี้”


            เทียนจุนหัวเราะอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วตบไหล่ของตี๋หยางเบาๆ


            “เอาเถอะ อย่างน้อยตอนนี้เจ้าก็ไม่ต้องนอนข้างถนนแล้ว รีบไปกันเถอะ”


            ตี๋หยางพยักหน้าเห็นด้วย


            ก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกจากโรงเตี้ยมไปด้วยกัน ขณะที่สายลมอ่อนๆพัดผ่านร่างของพวกเขา


            เทียนจุนอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดว่า


            การพบเจอกับตี๋หยางในวันนี้อาจจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องบังเอิญก็เป็นได้


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย ที่คุณอ่าน