บบที่ 13 หัวขโมยในยามวิกาล พาร์ท 2
ตระกูลลาโซรี่เป็นตระกูลขุนนางเก่าที่มีปราสาทของตระกูลอยู่ทางฝั่งทางใต้ของเมืองเศียรมังกร พวกเขาเคยมีอำนาจในพื้นที่แถบนี้ภายใต้ราชวงศ์มังกรในอดีตเช่นเดียวกับตระกูลมอร์ตันและตระกูลฟานเดอร่า แต่หลังจากที่ราชวงศ์มังกรถูกทำลายลง ตระกูลขุนนางเก่าเหล่านี้ก็มีอิทธิพลลดลงไปด้วย
ความจริงแล้วในประวัติศาสตร์ของผู้ปกครองหลายราชวงศ์ของมาโทรเดีย ตระกูลอย่างลาโซรี่หรือฟานเดอร่าก็มักจะมีช่วงขาขึ้นขาลงอยู่เป็นประจำ พวกเขาเป็นดั่งไผ่เล็กที่ลู่ไปตามทิศลมและค่อยๆเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ ในตอนนี้แม้อำนาจในตระกูลอาจถดถอย แต่สำหรับทุกคนในตระกูลมันเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของตระกูลที่เริ่มสร้างรากฐานที่มั่นคงอีกครั้งเช่นเดียวกับสมัยก่อนๆ สิ่งที่ตระกูลขุนนางเหล่านี้เก่งคือการปรับตัว และสิ่งที่ตระกูลเหล่านี้มีมากคือความอดทนเพื่อรอคอยโอกาสเหมาะ
“ยามกะต่อไปมาเปลี่ยนช้าอีกแล้วรึ ...แค่เพราะทำงานมาก่อนพวกเราไม่กี่วันก็เอาเปรียบพวกเราขนาดนี้แล้ว ข้าจะทำให้มั่นใจว่าเมื่อข้ามีโอกาสเรื่องเหล่านี้จะต้องถูกรายงานไปยังเบื้องบน แม้ว่าจะเป็นหัวหน้ายามก็เถอะเขาไม่ควรจะเอาเปรียบลูกน้องอย่างพวกเรา” ยามคนหนึ่งกล่าว
“ก่อนหน้านั้นสร้างความน่าเชื่อถือของพวกเราให้พอก่อน..ไม่เช่นนั้นเรื่องทั้งหมดที่เจ้าพูดไปมันก็จะไม่มีความหมาย ตอนนี้สิ่งที่เราทำได้ก็แค่ไม่บ่น”ยามอีกคนกล่าว
“ข้าไม่แน่ใจนะ ว่าข้าจะหยุดบ่นได้ ..ฮึ่ม..แต่หวังว่าข้าจะบ่นถึงมันให้น้อยลง”
“นั่นควรจะดีพอสำหรับตอนนี้”
กำแพงของตระกูลลาโซรี่นั้นถูกรักษาการด้วยยามหลายชุด อย่างไรก็ตามแม้จะพูดว่าเป็นกำแพงมันก็ไม่ได้มีรั้วรอบขอบชิดขนาดนั้น เขตแดนของตระกูลลาโซรี่เป็นเขตของธุรกิจภายในตระกูล ดังนั้นกำแพงจึงเป็นเพียงพื้นที่สั้นๆ แม้ตระกูลลาโซรี่จะใหญ่โตมากก็ตามและยามเหล่านั้นก็มักจะลาดตระเวนตรงช่วงของกำแพงสั้นๆเหล่านี้
เช่นเดียวกับพื้นที่เศรษฐกิจอื่นๆ ภายในตระกูลลาโซรี่ที่ประกอบธุรกิจมากมายนั้นครึกครื้นแม้ในยามกลางคืน กำแพงที่ถูกสร้างขึ้นสั้นๆรอบๆตระกูลนั้นมีไว้ใช้ในตำแหน่งที่ผู้คนไม่พลุกพล่านเพียงเท่านั้น นั่นเป็นเหตุผลที่กำแพงเหล่านี้ไม่ได้ทอดยาวปิดรอบตระกูลลาโซรี่ทั้งตระกูล และเป็นเหตุผลที่ต้องมียามลาดตระเวน
“นั่นใครน่ะ!!”ยามสังเกตุเห็นชายที่ไม่คุ้นหน้าหนึ่งคนจึงตะโกนถาม
“ข้ามาเปลี่ยนกะ..” ชายคนนั้นตอบ
“ข้าไม่เห็นจำได้เลยว่ายามชุดไหนที่มีคนหน้าแบบแกอยู่ด้วย..”ยามลาดตระเวนเริ่มคาดคั้น
“คนใหม่ไง.. ข้าคือคนใหม่!!ท่านตั้งใจจะแกล้งข้าสินะ!! แค่ทำงานก่อนข้าไม่กี่วันก็คิดจะเอาเปรียบข้าแล้วงั้นเหรอ..ข้ายอมมาหลายวันแล้วและครั้งนี้มันมากเกินไป ..บ้าจริง!!ข้าจะรายงานเรื่องนี้..แล้วออกจากที่นี่ซะ!!!” ชายคนนั้นตะโกนด้วยท่าทางไม่พอใจ
“เดี๋ยวก่อนๆ..ใจเย็น ข้าก็แค่ไม่คุ้นหน้าเจ้าเท่านั้น ..ข้าเห็นด้วยเรื่องที่เจ้ามีบอกว่าแค่ทำงานก่อนไม่กี่วันไม่มีสิทธิ์จะมาเอาเปรียบกัน..แต่ข้าต้องถามเจ้าตามหน้าที่”เสียงของยามเริ่มอ่อนลงหลังจากที่ได้ยินเรื่องข้องใจของชายคนนั้น มันเป็นปัญหาเดียวกันที่ทำให้เขาหนักอกและพวกเขาทั้งคู่ควรจะเห็นใจกัน
“เจ้าหลอกข้า...หากเจ้าทำตามหน้าที่หลังจากที่ข้าบอกว่าเป็นยามเช่นกันทำไมเจ้าไม่เริ่มถามถึงสิ่งยืนยันตัวตนแทนที่จะกล่าวหาว่าข้าต้องสงสัย เจ้าจงใจแกล้งข้า!!”ชายคนนั้นยังคงตัดพ้อด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
“นั่น..นั่นเป็นความผิดของข้า..แค่ให้ข้าดูตรายืนยันตัวตนของตระกูลลาโซรี่แล้วเราก็แค่เปลี่ยนกะกัน” ยามของตระกูลลาโซรี่กล่าว
“ไม่..เจ้าบอกว่าไม่แกล้งข้าแต่ดูสิ่งที่เจ้าทำ..เจ้ายังเหลือเวลาเข้าเวรยามอีกกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วตอนนี้เจ้าต้องการให้ข้าเข้าแทนเจ้า...รับตรานี่คืนไปซะเก็บมันคืนตระกูลลาโซรี่ ข้าจะลาออกจากที่นี่แม้ว่าครอบครัวข้าจะต้องอดมื้อสองมื้อก็ตามบางทีการทำงานเป็นคนเหมืองยังอาจไม่โดนเอาเปรียบเช่นนี้”ชายคนนั้นยังกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยและจริงจังจนทำให้ยามทำตัวไม่ถูก
“ไม่ใช่ๆ เจ้าเข้าใจผิด เวรยามของข้ามันหมดมากว่าครึ่งชั่วโมงแล้วต่างหาก..ลองเช็คตารางของเจ้าใหม่บางทีเจ้าอาจจะดูผิด”ยามรีบอธิบาย
“จะผิดได้อย่างไร.. หัวหน้ายามคนนั้นเป็นคนบอกข้ามาแบบนั้น เวลาที่ข้าต้องเข้าเวรคือในอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า”ชายหนุ่มเริ่มแก้ต่าง
นั่นทำให้ยามเงียบไปสักครู่..เขาคิดถึงหัวหน้ายามที่ชายคนนี้พูดถึง..ภาพของชายที่เขานินทากับเพื่อนร่วมงานเริ่มปรากฏในจินตนาการ
“ชิ เขาแกล้งข้าอีกแล้ว และดูครั้งนี้เขายังคงแกล้งคนใหม่เช่นเคย..เวรจริงๆ” ยามคนนั้นเริ่มสบถกับตัวเอง
“รับตรานี่ ตรวจสอบดูแล้วรับมันกลับคืนไปให้ลาโซรี่ด้วย ข้าพร้อมที่จะออกจากงานเฮงซวยนี่แล้ว”ชายหนุ่มกล่าว
“ช้าก่อนเพื่อน.. อย่าพึ่งใจร้อนเจ้ายังต้องเก็บมันไว้”ยามผลักตราประจำตัวกลับไปให้ชายหนุ่มก่อนที่จะได้ตรวจทานและกล่าวกับเขา “คิดถึงลูกเมียเจ้า ..เจ้าไม่ผิดอะไร คนที่กลั่นแกล้งเจ้าต่างหากที่ผิด เจ้าพอใจจะเชื่อว่าข้ากลั่นแกล้งเจ้าก็ได้แต่พึงรู้ไว้ไอ้หัวหน้านั่นไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือ ข้าโดนกลั่นแกล้งและเอาเปรียบมานับครั้งไม่ถ้วนจากเขา สิ่งที่ข้าบอกเจาได้จากการผ่านเรื่องราวบัดซบนี่มาก่อนคือ อย่าให้คนอย่างเขามาทำให้เจ้าสูญเสียผลประโยชน์ คิดถึงลูกเมียของเจ้า”
ชายหนุ่มเริ่มเงียบไปสักพักดูเหมือนว่าเขากำลังชั่งใจว่าจะเชื่อใจยามคนนี้ดีหรือไม่ และสุดท้ายเขาก็เริ่มหันมาคุยกับยาม
“ท่านดูจริงใจ...ตกลงในครั้งนี้ข้าจะเชื่อท่าน หากเป็นอย่างที่ท่านพูดแสดงว่าแผนของเขาไม่ประสบความสำเร็จแล้วและข้ากับท่านควรยินดีกับมัน แต่ถ้าหากท่านโกหกข้า..ข้าสาบานว่าข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อหัวหน้าคนนั้น ข้าพร้อมจะสูญเสียงานนี้”ชายหนุ่มกล่าว
ยามพยักหน้าเขาแล้วยิ้มจากนั้นกะของเวรยามลาดตระเวรก็ถูกผัดเปลี่ยน เมื่อยามคนนั้นเดินจากไปจนลับสายตา เด็กชายอีกคนก็โผล่มาด้านข้างของชายหนุ่ม
“ข้าไม่คิดเลยว่าวิธีการขโมยที่ท่านพูดถึงจะเป็นการเดินเข้ามาแบบซึ่งๆหน้าโดยเปลี่ยนแค่เสื้อผ้าและสวมผ้าคลุมใบหน้านิดหน่อย” เด็กชายกล่าว
“แหงละ..ทำไมจะไม่ล่ะเพราะนี่เป็นวิธีที่แม้แต่เด็กเช่นเจ้าก็ทำได้” อาคอนกล่าว
“เด็กเช่นข้าไม่สามารถแสร้งเป็นยามได้”
“ข้าไม่ได้พูดถึงการแสร้งเป็นยาม..”
“...................”
เป็นอีกครั้งที่เด็กชายพูดไม่ออกกับเรื่องของชายเบื้องหน้าเขา เขาไม่ได้โง่ขนาดที่จะไม่รู้ว่าวิธีที่ชายคนนี้พูดถึงคือ’การหลอกลวง’ ครั้งแรกที่เจอกัน ชายคนนี้เริ่มแนะนำให้เขาขโมยของ พอเขาต้องการรู้วิธีขโมยของชายคนนี้ก็เริ่มสอนวิธีโกหก!!?? เขาเจอกับคนแบบไหนกัน!! นั่นคือสิ่งที่โทบี้คิดอยู่ในใจ
“แล้วเราจะทำแบบนี้ไปจนถึงที่เก็บดาบนั่นเลยเหรอ?? ”โทบี้ถาม
“ใช่..แต่เราแสร้งเป็นยามอีกไม่ได้แล้ว กะของเวรยามยามบางส่วนควรจะถูกผลัดเปลี่ยนไปแล้วและการผลัดเปลี่ยนเวรยามปกติมันควรจะเป็นช่วงเวลาที่แน่นอน ดังนั้น ไม้นี้จึงอาจจะใช้ได้เฉพาะกับพวกที่มีปัญหาเช่นยามวงนอกพวกนี้..ยิ่งเราเข้าใกล้ส่วนสำคัญของตระกูลลาโซรี่เท่าไหร่เวรยามที่อยู่ที่นั่นก็มักจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากทางตระกูลมากพออยู่แล้ว คงไม่มีเหตุผลแบบนี้ให้เราหลอกได้ง่ายๆ”
“แต่ท่านก็จะหลอกลวงพวกเขาด้วยวิธีอื่นอยู่ดี??”
“ถูกต้อง..”
“......”
ไม่น่าเชื่อว่าด้วยวิธีการหลอกลวงและความเจ้าเล่ห์เพียงเล็กน้อยของอาคอน นั่นก็มากพอที่จะผ่านยามที่เหลือเข้าไปได้อย่างไม่ยากเย็น โดยเฉพาะในเขตลึกซึ่งอาคอนได้แสดงฝีมือการหลอกลวงของเขาจนทำให้โทบี้ต้องตกตะลึง มีบางครั้งที่เขาเกือบจะหลงเชื่อคำลวงของอาคอนไปเช่นกันหากไม่ติดที่ว่าเขาคิดได้ว่าเป้าหมายของพวกเขาคือการขโมยของบางอย่างจากตระกูลลาโซรี่แห่งนี้
ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงห้องเก็บสมบัติของตระกูลลาโซรี่ มาตรการป้องกันและเตือนภัยต่างๆถูกตรวจจับและทำลายโดยอาคอนนั่นทำให้ตอนนี้ทั้งคู่ค่อนข้างจะไม่ต้องกังวลว่าใครจะจับพวกเขาได้เว้นแต่ว่า จะมีคนเห็นหน้าและจำอาคอนได้แต่ชัดเจนว่าไม่เป็นเช่นนั้น
ตลอดทางที่ผ่านมาหน้าของอาคอนนั้นเบลอเล็กน้อยตลอดเวลา ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นไอเท็มบางอย่าง สำหรับการใช้ในลักษณะอื่นหรือการหลอกลวงคนอื่นที่ไม่ใช่ยามซึ่งต้องทำงานตอนกลางคืนนั้นมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับหลอกสมองของเหล่าเวรยามว่าพวกเขาอดนอนและทำให้สายตาพร่ามัวและเบลอนิดหน่อยนั่นเป็นไปได้อย่างแน่นอน ดังนั้นโทบี้จึงค่อนข้างมั่นใจว่าไม่มีใครพบเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขา
“ข้าไม่รู้นะว่ามันอยู่ตรงไหน เจ้าก็ลองคุ้ยๆ หาดูแล้วกันเผื่อเจอ” อาคอนกล่าว