แสงตะวันอ่อนช้อยคล้ายแม่สื่อ ทอทอดผ่านผืนเมฆากระทบใบหน้าสุดแสนหวานอรชรแสนสมร นัยน์ตาคู่คมกลิบบาดลึกจ้องมองผ่านแสงที่สาดส่อง กระทบนัยน์คู่ตาหวานราวดารานับพันแสนอ่อนหวาน สองคู่สายตาจ้องมองเข้าหากันปนความรู้สึกแสนคุ้นตา นัยน์ตาคู่ประกายดาวคล้ายด้ายแดงคมกลิบที่ตัดผ่าศิลาที่แข็งกล้า
เมื่อได้ยินเสียงแสนจักอ่อนหวานของหญิงสาวบนรถเข็น ศิลาถึงกับหันไปมองอย่างช่วยไม่ เพราะชื่อที่เธอเอ่ยเรียกเจ้าหมาน้อยนั้นมันดันไปตรงกับสรรพนามที่อดีตหวานใจเขาเคยเรียก จากนั้นเพื่อนสาวข้างกายเขาจึงเปลี่ยนเรียกเขาจากศิลาเป็นศีลตามอดีตหวานใจของเขา
หมาน้อยนาวว่าศิลวิ่งกุลีกุจอลิ้นห้อยส่ายห่างไปมาอย่างหน้ารักเขามารัดคลอเคลียร์ไซ้ไปมาตามขาของศิลา
“ขอโทษนะค่ะ”
หญิงสาวชุดดำบอดี้การ์ดสาวรีบเอ่ยทันทีพร้อมกับเดินตรงดิ่งสวมแว่นดำหน้าเข้มเข้ามาหาศิลาหมายจะอุ้มหมาน้อยกลับไปให้หญิงสาว
แห่ก....แฟก....
เจ้าหมาน้อยแสนเจ้าเล่ห์นัยน์ตาลุกวาวก่อนจะหันไปแยกเขี้ยวยีฟันใส่บอดี้การ์ดอย่างแค้นเคือง ทำเอาบอดี้การ์ดสาวต้องชะงักไม่ใช่เพราะคนอย่างเธอกลัวชิวาว่าแต่อย่างใด เพราะถ้าหากเจ้าหมาน้อยนี่ไม่ใช้หมาสุดหวงแหนของสาวบนรถเข็นแล้วล่ะมีหวังมันได้ดาวดิ้นไปเสียแล้ว
“คุณหนูค่ะเจ้าศีลมันดื้อค่ะ”
บอดี้การ์ดสาวหันไปบอกกับหญิงสาวบนรถเข็นที่ตอนนี้เธอกำลังจ้องมองศิลาด้วยนัยน์ตาสุดแสนจะค้นหามันทั้งคุ้นตาคล้าวกับคนบ้าที่เธอเคยแกล้งจนต้องไปฉกของจากเด็กหกขวบเสียจริงๆ
“อ๋อไม่เป็นไรครับ”
ศิลาเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้มลงไปอุ้มชิวาว่าสีน้ำตาลตาแป๋วแหววขนปุกปุยแต่ทว่ามันกลับยอมให้ศิลาอุ้มอย่างว่าง่ายจนศิลาอดคิดไม่ได้
‘นี่สินะที่เขาเรียกว่าหมาย่อมเข้าใจหมาไอ้ศิเอ่ยยเป็นหมาไปเสียแล้ว’
ศิลานึกขึ้นในใจจนเกิดรอยยิ้มสุดเจ้าเลห์ตามนิสัยออกมาที่มุมปากอย่างลืมตัว แต่ทว่ามันกลับทำให้ศิลาดูหน้าค้นหาแสนคนา ก่อนที่เขาจะอุ้มมันไปให้กับสาวบนรถเข็น
“ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวกล่าวพร้อมลอยิ้มที่แสนหวานจนศิลาพลันละคิดเรื่องที่เขากำลังคิดในหัวภาพNPCแสนเจ้าเลห์พลันหายวับไปกลับตา หากหญิงสาวส่งยิ้มแบบเมื่อครั้งก่อนให้ศิลาเขาคงคิดว่าเธอคือคนเดียวกันเป็นแน่แท้
จากนั้นศิลาก็เดินเข้ามหาลัยไปกับนีทหญิงสาวเองก็ถูกบอดี้การ์ดเดินล้อมหันหลังจากกันไป
“คงไม่ใช่มั้ง...ใครที่ไหนจะใช้อวตารคล้ายคลึงกับหน้าจริงของตัวเอง เนอะศีลตัวดื้อ”
หญิงสาวคิดขึ้นพร้อมกับหันไปพูดกับหมาน้อยบนตักแต่ทว่าเธอกับต้องหันหลังกลับไปมองแบบสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งเอ่ยดังลั่น
“เห่ยยยยย! ไอ้! ศิลารอกูด้วย”
ชาบหนุ่มบึกบึนสมส่วนผมสีน้ำตาลโดเด่คล้ายคนพึ่งตื่นนอนเสื้อสีส้มกางเกงยืนสีดำวิ่งแหกปากมาแต่ไกล จนศิลาต้องหันไปตะคอก
“เออ ได้ยินแล้วเองกินนกหวีดมาหรือไงหะไอ้กาเซล”
ฟ้าครามหันกลับมามองศิลาพร้อมลอยที่มุมปากสุดเจ้าเลห์ มีหรือสายตาของคนอย่างศิลาจะไม่เห็น
ภาพนั้นทำเอาศิลาสะท้านวูบคล้ายลมปราณแล่นไปทั่วร่าง อวตารสายฟ้ายังไม่สะท้านร่างเท่าเวลานี้
“คนบ้าแบบนี้ก็มีด้วย”
ฟ้าครามเอ่วพร้อมกับหายลับไปจากสายตา
ควรทราบDemonlordจะสร้างอวตารสำหรับผู้เล่นโดยมีเหมือนตัวจริง70%แต่ทั้งนี้ผู้เล่นก็สามารถเลือกที่จะใช้หน้าตารูปร่างเหมือนตัวจริง100% แต่มันไม่มีคนบ้าที่ไหนเขาทำกันเพราะผู้เล่นต่างรู้ดีว่ามันอายยะส่งผลกระทบในโลกจริง แต่ทว่าดันมีคนบ้าแบบศิลาที่ทำ แต่ด้วยการหลอมรวมกับโลหิตมารจนเขาได้ขีดกำจัดมังกรมาร่างกายหน้าตาของเขาก็เปลี่ยนไปจากเดิมถึง20%
“นีทไอ้เครื่องโคคูลเนี่ย ต่อให้คนเราในโลกจริงเดินไม่ได้แต่ในโลกเสมือนร่างกายเราจะปกติใช่ไหม”
ศิลาเอ่ยถามด้วยความเหม่อลอย
“ใช่แล้ว แต่ต้องเครื่องรุ่นใหม่นะ
ทำไมหรอ”
“ป่าว เราเข้าเรียนกันเธอ”
จากนั้นศิลาก็ใช้เวลาเข้าเรียนไปเพียงหนึ่งชั่วโมง โดยการเรียนนั้นนักศึกษาจะเรียนในโลกเสมือนจริงที่เวลาเร็วกว่าปกติ หนึ่งชั่วโมงในโลกจริงที่ศิลาใช้เรียนไปนั้นในโลกเสมือนจริงเท่ากับเขาเรียนไปสามวัน ด้วยเทคโนโลยีนี้การพัฒนาการของมนุษย์จึงรุดหน้าไปแบบก้าวกระโดดเพราะมีเวลามากมายจึงทดลองสร้างสรรค์ทฤษฎีต่างๆให้เป็นจริงได้ง่ายๆ
ศิลาได้ใช้เวลาที่เหลือไปเข้าชมรมต่างๆที่เขาชื่นชอบ เช่น มวยไทย มวนสากล คาราเต้ และฟันดาบ
จากนั้นเขาก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับโรงพยาบาลนั่งเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งวันให้ชายหญิงที่นอนนิทราอยู่บนเตียงได้ฟังอย่างเช่นทุกครั้งที่เขาทำมาตลอดสองปี
ศิลาใช้เวลาเดินทางกลับมาบ้านอีกครึ่งชั่วโมง จนเวลาล้วงเลยไปถึงสองทุ่มเขารีบจัดแจงอาบน้ำทานอาหารอย่างเร่งรีบพร้อมกับกระโดดตัวลงไปนอนในเครื่องโคคูลรูปไข่ทันที
เมื่อฝาครอบเครื่องปิดก็ปรากฎตัวหนังสือมากมายขึ้นมาในระยะที่เขาสามารถกดได้พร้อมกับเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงาน ศิลาเลื่อนนิ้วไปเลื่อยๆจนเจอเข้ากับโลกเสมือนจริงDemonlord นิ้วชี้เข้าแตะลงไปอย่างไม่ลังเลพร้อมลอยยิ้ม วินาทีนั้นภาพหญิงสาวบนรถเข็นกับชิวาว่าพลันแล่นปราดเข้ามาในหัวจนศิลายิ้มแก้มแทบแตก
***********************************
ร่างของศิลาปรากฎขึ้นในสถานที่อันคุ้นภายในถ้ำที่เงียบสงบไร้เสียงใดๆมีเพียงเสียงของลมหายใจจากตัสเขาเท่านั้น
แปะ...แปะ...
“ตื่นๆๆไอ้ศิอย่าเพ้อฝันดอกฟ้ากับหมาวัด”
ศิลาสะบัดหัวไปมาไร้ภาพของฟ้าครามที่ติดอยู่ในหัวให้ออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเปิดหน้าจอข่าวสารออกมาดูทันทีเพราะคำที่เพื่อนสาวเธอบอกมันติดอยู่ในใจเขา
เมื่อศิลาดูข่าวสารในโลกDemonlord ก็ถึงกับมีสีหน้าปั้นยากพร้อมกับตกใจสุดขีด เขาไม่คิดมาก่อนว่าไอ้ตัวที่เขาปล่อยออกไปมันจะไปสร้างความบรรลัยไว้ถึงเพียงนี้
ศิลาไร่อ่านข้อความข่าวสารไปก็ยิ่งตกใจเมื่อพบว่าเทพอสูรทีเร็กเซเซสนั้นได้ฆ่าสังหารผู้เล่นไปราวๆ3ล้านคนรวมถึงNPCของระบบอีกนับหมื่น
จนทางผู้พัฒนาต้องอัพเดทแพตท์ใหม่อย่างเร่งด่วนโดยเปลี่ยนกดการตายผู้เล่นที่ตายเกินสิบครั้งจะเข้าเกมไม่ได้จากแต่ก่อนสี่ครั้ง
และผู้เล่นที่ตายจะเสียทรัพย์สิ้นและระดับเพียงครึ่งเดียว ทั้งนี้เพราะทางผู้พัฒนาเห็นว่าผู้เล่นยังไม่มีระดับมากพอที่จะต่อกรกับเทพอสูรและพวกเขาก็ไม่คิดว่าเทพอสูรจะเผยโฉมออกมาเร็วขนาดนี้ และพวกเขาก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่าเหตุทั้งมวลความวุ่นวายทั้งในDemonlordและในโลกจริงที่พวกเขาต้องรีบแจ่นรังเรื่องต่างๆจะมาจากผู้เล่นเพียงคนเดียว
จนพวกเขาต้องปล่อยภารกิจพิเศษออกไปให้ผู้เล่นทุกคนทำเพื่อรีบเพิ่มค่าประสบการณ์
ศิลาเลื่อนดูไปก็ยิ่งตกใจจนแทบหัวใจวายเมืองแกรนด์แวส
เมืองมนตราได้พังพินาศย่อยยับ เหลือเพียงซาก พร้อมกับกิลด์อีก3,200 สมาพันธ์อีก12,300 สมาพันธ์ล่มสลายจนไม่มีเงินทุนก่อตั้งใหม่ได้พร้อมทั้ง
กิลด์สมาพันธ์ร่วมมือตั้งค่าหัวแบบส่วนตัวของเขามากถึง40,000 เหรียญทอง
แต่ทว่าในความโชคร้ายก็ยังมีเรื่องดีเมื่อจู่ๆเทพอสูรเซเซสก็หายไปกลบดานที่เมืองแกรนด์แวสเหมือนรออะไรบ่างอย่าง และด้วยความที่เมืองล่มสลายทำให้หินแร่ ผลึกเวทมนต์
หินเวทมนต์ ผู้เล่นสามารถนำมาขายให้กับระบบได้เพื่อใช้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่
มันเป็นทรัพยากรณ์ที่หาได้ไม่ยากจึงเป็นการสร้างรายได้ให้ผู้เล่นแต่ทว่าเมืาอเทพอสูรเข้าจำศีล ทำให้ผู้เล่นเพ่งระดมกำลังมาตามล่าเขาได้อย่างเต็มที่เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นเพียงสี่วันภายในเกม
“เอาแล้วไงไอ้ศิ! เห็นทีแค่พลังปราณกับพลังจิตคงไม่พอต้องรีบจบภารกิจเรียนเวทมนต์เสียที”
พูดจบศิลาก็หยิงการ์ดสีทองออกมาพร้อมกับวาร์ปไปเมืองแกรนด์แวสแสงสีทองห่อหุ้มร่างของเขาทันก่อนจะหายไป ทว่าเมื่อร่างของศิลาปรากฎที่เมืองแกรนด์แวสเขาก็วาร์ปกลับมายังเมืองมนตราใจกลางซากวิหารเซเซส
เหตุที่ศิลาต้องทำแบบนี้นั้นเพราะเขาไม่อยากจะเสียเวลาเดินกลับออกมาจากถ้ำและที่ต้องวาร์ปไปมาเพราะมันไม่สามารถวาร์ปไปยังที่เดียวกันภายในเมืองได้หรือก็คือมันสามารถวาร์ปได้แค่เพียงไปกลับจากแกรนด์แวสเท่านั้น
เมื่อมาถึงซากวิหารศิลาไม่รอช้าดีดร่างพุ่งทะยานหายไปในความมืดราวภูติผี
เขามุ่งตรงออกสู่ตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองมนตราสถานที่เป็นทะเลทรายซึ่งตามทางมีสัตว์อสูรมากแต่เขาไม่ได้สนใจเพราะถึงยังไงพวกมันก็โจมตีเขาไม่ได้อยู่แล้ว ใช้เวลาราวสามชั่วโมงศิลาก็มาถึงทะเลทรายกว้างสุดสายตา เบื้องหน้าของเขาคือทะเลทรายที่มีเม็ดทรายสีดำสนิทปนสีขาวคล้ายละอองดาวศิลามองไปทางซ้ายทางขวาก็พบว่ามันมีแต่ทรายแล้วก็ทรายกลับท้องฟ้าที่ดวงจันทร์กลมโต
เขาใช้เวลาสำรวจโดยการพุ่งไปมาด้วยร่างอวตารสายฟ้าอีกสองชั่วโมงจนเจอเข้ากับหอคอยคล้ายกับเจดีของจีนสีดำสนิทเขาทราบได้ทันทีว่ามันคือที่ภูติสธิตอยู่สองเท้าของศิลาก้าวผ่านประตูสีดำที่มีรูปดวงจันทร์เข้าไปอย่างไม่รังเล
ปึง...
เสียงประตูบานใหญ่ยักคล้ายประตูสู่ยมโลกตกมาปิดทางเข้าทันทีพร้อมกับให้เห็นลานกว้างภายในหอคอยโล่งๆกับประตูอีกบานหนึ่งสูงสามเมตรกว้างสองเมตรสีดำมีรูปดวงจันทร์สีส้มพร้อมกับลายวงเวทย์
“ด่านทดสอบสินะอีแบบนี้”
ศิลาพูดขึ้นพร้อมกับหยิบร่ำไห้โหยหาคร่ำครวญออกมากระชับไว้ในมือทั่วรางพลันเปิดประสาทสัมผัสทุกส่วนอย่างเฉียบคม
“ผู้เล่นศิลา ได้เข้ารับการทดสอบแห่งธรรมชาติหอคอยทมิฬ”
“ราชสีเพลิงปราณ ระดับ120 สัตว์อสูรระดับราชาปรากฎตัว”
“เหย!..บรรลัยแล้วนี่แค่ชั้น
แร็กนะเนี่ย”
ที่ศิลาร้องเห่ยไม่ใช่อย่างใดเพราะสิ่งมีชีวิตที่กำลังผลุดขึ้นมาจากวงเวทย์สีดำมันเป็นสัตว์อสูรระดับราชาแถมมันยังไม่ได้มาตัวเดียวมันมาทั้งฝูงจำนวนราวๆสองร้อยตัว ต่อให้เป็นศิลาก็ต้องสั่นสะท้าน
กรรรร
มันส่งเสียงร้องคำรามก้องทันทีพร้อมกับคลื่นพลังแผ่ไปทั่วบริเวณพร้อมกับปรากฎสิงโตตัวขนาดสองเมตรเขี้ยวยาวสามสิบเซนติเมตรกรงเล็บแหลมคมทั่วตัวปกคลุมด้วยพลังปราณสีดำสนิท
ศิลาพลันฉีกยิ้มพร้อมกับสำนึกเสียใจที่ไม่เตรียมตัวมาให้ดีกว่านี้เพราะเหมือนระบบมันจงใจหรือใครแกล้ง
ย้อนกลับไปในถ้ำสุสานบรรพกาลตอนที่เขากำลังหลอมรวมร่างกายเข้ากับน้ำอัมฤทธิ์
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติบรรลุตามเงือนไขได้รับทักษะ กายฤทธิ์ การโจมตีด้วยเวทมนต์ระดับตำกว่าสี่ลงไปไม่มีผล การโจมตีจสกอาวุธต่ำกว่าระดับเอลงไปไม่มีผล การโจมตีจากสัตว์อสูรระดับต่ำกว่าราชาลงไปไม่มีผล”
นั่นคือเสียงจากระบบที่ดังแจ้งเขาก่อนที่ศิลาจะออฟไลน์ไป
มันจึงทำให้ตอนนี้ศิลาเกิดความคิดว่าไอ้หอคอยเจดีทมิฬมันรู้ถึงทักษะสกิลของเขาหรือเปล่าถึงได้ส่งสัตว์อสูรระดับราชาออกมาถึงสองร้อยตัว
แถมเป็นอสูรที่ใช้พลังปราณเสียอีก
กรรรร
สิงโตปราณคำรามลั่นพร้อมกับพุ่งทะยานใส่ศิลาซึ่งๆหน้าเกิดเป็นเส้นสายเงาสีดำคล้ายภูติพรายพุ่งไปมาด้วยความเร็วสุดขีด ยิ่งในหอคอยเป็นพื้นที่กว้างโล่งมีเพียงแสงจากผลึกธาตุตามผนังให้ความสว่างยิ่งทำให้การมองเห็นร่างของพวกมันยิ่งยากลำบาก
เคร้ง...เคร้ง....
เงาจำนวนนับร้อยสายพุ่งโจมตีจากศิลาทุกทิศทางพร้อมกับที่ศิลายกดาบในมือขวาและกริชในมือซ้ายตวัดฟาดฟันต้านรับการโจมตีด้วยความยากลำบากทักษะจิตแห่งดาบถูกใช้ออกพร้อมกับทักษะปรมจารย์ดาบและเพลงดาบไร้รูปแบบ
เคร้ง....เคร้ง...
เสียงกรงเล็บปะทะดาบดังที่ยิบในความเงียบพร้อมกับเกิดแสงประกายไฟสว่างวูววาบถี่ยิบ เสียงคมดาบดังเสียดสะท้านหูพร้อมกับศิลาที่มือไม้พลันละวิง ศิลาสืบเท้าหมุนตัวตวัดดาบไปมาอย่างแยบยลกระบวนดาบถูกใช้ออกอย่างต่อเนื่อง
ฉ๊ะ....ฉ๊วะ...ฉ๊วะ...
อ๊าก...
เลือดสีแดงสดของศิลาไหลทะลักพร้อมปรากฎลอยกรงเล็บที่หน้าอกลึกสามเซนฉีกชุดเกราะเขาขาดวิ่น
ศิลาต้องเบิกตาอย่างสงสัยเขาใช้พลังธาตุห่อหุ่มแฝงต้านรับการโจมตีไปแล้วแต่มันกลับไร้ผล มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาคิดได้คือหากเจอผู้ใช้พลังปราณต้องสู้ด้วยพลังปราณ
พลังเวทมนต์ พลังธาตุไม่อาจหักล้างพลังปราณได้
ราชสีเพลิงปราณสองร้อยตัวถอยห่างออกไปรายล้อมศิลาพร้อมกับสืบเท้าคืบหมุนวนคล้ายรอจังหวะดวงตาแดงฉานจ้องเพ่งมองศิลาไม่วางวายคล้ายกำลังล่าเหยื่อ
ศิลาสืบเท้าหมุนตัวสายตาจ้องมองสัตว์อสูรเบื้องหน้าไม่วางตาพร้อมกับในหัวกำลังใช้ความคิดก่อนอื่นเขาต้องอ่านรูปแบบการโจมตีของพวกมันเมื่อคิดได้แบบนั้นศิลาจึงทดลองบางอย่าง
ร่างของเขาเกิดละอองคล้ายหมอก
สีม่วงจางปกคลุมไปทั่วร่างเคลื่อนไปปกคลุมร่ำไห้และโหยหา
พลังที่เขาใช้ออกนั้นคือพลังลมปราณขั้นพื้นฐานที่เขาได้มาเพราะการผสมน้ำยาปราณรวมกับน้ำอัมฤทธิ์และเมื่อเขาหลอมรวมร่างกายกับน้ำอัมฤทธิ์ทำให้เขาได้รับพลังลมปราณขั้นพื้นฐานมาและไม่ใช่แค่พลังปราณในยามนี้พลังจิตขั้นพื้นฐานเขาก็สามารถใช้ได้
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติบรรลุตามเงื่อนไข พลังปราณขั้นพื้นฐานระดับ1...3...5...6”
เสียงจากระบบแจ้งเตือนศิลาทันทีเมื่อเขาเริ่มโคจรพบังลมปราณแต่ทว่าราชสีปราณเมื่อเห็นศิลาทำแบบนั้นพวกมันพลันร้องคำรามออกมาพร้อมกันทั้งสองร้อยตัวจนอากาศสั่นสะเทือนไปทั่วคล้ายกับเสียงฟ้าร้องคลื่นลมพัดตลบอบอวนไปมาในบริเวณห้ากิโลเมตร
กรรรรร!.....
เรื่องไม่คาดฝันมักเกิดขึ้นกับศิลาเสมอในขณะที่เขากำลังยืนโคจรลมปราณนั้นร่างของราชสีปราณก็ค่อยๆกลายเป็นเส้นแสงสีดำคล้ายดวงวิญญาณลอยไปมาทั่วบริเวณจนอากาศส่งเสียงร้องหวีดหวิวคล้ายเสียงร้องของผีร้าย
จากนั้นแสงสีดำก็พุ่งหมุนวนหลอมรวมเข้าหากันเกิดแสงสว่างวาบขึ้นทันที
“สัตว์อสูร เพลิงปราณระดับจักรพรรดิถือกำเนิดระดับ160”
“เอาแล้วไง”