พลิกฟ้า ข้าเหนือ

    ตอนที่ 127 การบ่มเพาะของผู้ฝึกตนนอกรีต

    *คำเตือน มีฉากบรรยายนองเลือดผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากใจไม่แข็งพอก็อ่านข้ามไปเลย

     

    จู่ๆ เฉินจินก็นึกอะไรขึ้นได้ภาพของสตรีที่ถูกลักพาตัวมาคนหนึ่งปรากฏขึ้น ในขณะที่มองหน้าโอวหยางเฟยหลิงเฉินจินรู้สึกว่าช่างบังเอิญจริงๆ สายตาของเขาบังเกิดความรู้สึกเหลือเชื่อ

    เป่าอีขมวดคิ้ว อยากถามว่ามองหน้าเจ้านายของเขาทำไมแล้วเขาก็ถามออกไปจริงๆ “มีอะไรหรือ ทำไมเจ้ามองคุณชายของข้าแบบนั้น”

    เฉินจินหันไปมองเป่าอีแล้วกล่าว“ข้าแค่นึกอะไรบางอย่างออกน่ะ ก่อนหน้านี้ข้าไปช่วยคนที่ถูกลักพาตัวมาน่ะ”

    ชายหนุ่มไม่ได้บอกว่าไปช่วยใครทั้งที่หานลู่เสียนก็ยืนอยู่ในกลุ่มองครักษ์

    “ข้าเห็นสตรีนางหนึ่งที่ถูกลักพาตัวมาก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วยหากข้าจำไม่ผิด นางน่าจะเป็นญาติของคุณชายเจ้านะ เจ้ามาช่วยนางด้วยใช่ไหม”

    โอวหยางเฟยหลิงซึ่งอยู่ข้างๆเป่าอีขมวดคิ้ว

    เป่าอีก็มีสีหน้าสับสน ข้อมูลน้อยเกินไปเขายังคิดไม่ออก

    เฉินจินเห็นสีหน้าของทั้งสองคนแล้วคิดว่าพวกเขาอาจจะคิดไม่ออก เขาจึงกล่าวต่อ“ข้าเคยเห็นนางตอนที่อยู่กับเจ้านายเจ้าครั้งหนึ่งเหมือนว่านางจะเรียกคุณชายโอวหยางว่า ญาติผู้พี่ตอนนางถูกขังข้าก็ยังได้ยินนางพูดถึงญาติผู้พี่ของนางด้วย”

    นับว่าเป่าอีเป็นคนฉลาดและความจำดีในเมื่อเฉินจินพูดถึงขนาดนี้แล้วสถานการณ์ที่เฉินจินเคยเจอเจ้านายของเขาครั้งหนึ่งก็น่าจะเป็นตอนเจอกันที่ร้านอาหารครั้งนั้น เป่าอีถาม “เจ้าหมายถึงคุณหนูอู๋หรือ”

    “ไม่รู้สิ ข้าไม่รู้จักชื่อนางแต่ข้าเคยเห็นนางที่ร้านอาหาร แล้วเรียกเจ้านายของเจ้าว่าญาติผู้พี่”

    เป่าอีนึกถึงอู๋ลู่ซือและค่อนข้างแน่ใจว่าเฉินจินกำลังพูดถึงนาง “นางก็ถูกลักพาตัวมาด้วยหรือ”

    “อ้าวเจ้าไม่รู้หรือ”

    เป่าอีส่ายหน้า

    ‘หึหึหึ’ เฉินจินแอบหัวเราะในใจแต่ภาพที่เห็นภายนอกก็แค่เพียงมุมปากที่ยกขึ้นนัยน์ตาเปล่งประกายเจือความขบขันเท่านั้น

    เพราะหานหลันฮวาเป็นคนช่างพูดคนหนึ่งนางเล่าให้ฟังถึงความน่ารำคาญของอู๋ลู่ซือให้เขาฟังที่นางบอกว่าญาติผู้พี่ต้องมาช่วยนางแน่นอน เพราะเขารักและตามใจนางที่สุด แต่นี่เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางถูกลักพาตัวมา

    “เจ้ายิ้มอะไร” เป่าอีไม่เข้าใจ

    “หึหึ ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร” เฉินจินโบกมือ แต่ก็พูดต่อ

    “นางแค่บอกว่าเดี๋ยวญาติผู้พี่ของนางจะมาช่วยเพราะเขารักนางและตามใจนางเป็นที่สุด”

    โอวหยางเฟยหลิงใบหน้าบอกบุญไม่รับ เป่าอีทำหน้าไม่ถูกเขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเจ้านายของเขารักชอบคุณหนูอู๋หรือไม่

    เป่าอีมองหน้าโอวหยางเฟยหลิง แล้วหันมาถามเฉินจิน“ตอนนี้นางปลอดภัยแล้วหรือ”

    “ก็ระดับหนึ่งตอนนี้ข้าทิ้งองครักษ์บางส่วนไว้ดูแลสตรีที่ถูกลักพาตัวมาตั้งใจว่าเมื่อจัดการกับทางนี้ได้แล้ว ก็จะกลับไปปล่อยพวกนาง

    เป่าอีหันไปมองโอวหยางเฟยหลิงเห็นเขาขมวดคิ้วมุ่นก็พอจะรู้บ้างว่าเจ้านายของเขารู้สึกเช่นไรหากไม่ติดที่อู๋ลู่ซือคือหลานสาวที่แม่ของโอวหยางเฟยหลิงเอ็นดูที่สุดโอวหยางเฟยหลิงก็คงไม่อยากจะสนใจนาง

     

    ขณะที่เป่าอีกับเฉินจินกำลังคุยกันคนของโอวหยางเฟยหลิงก็ออกมาจากทิศทางหนึ่ง เขากล่าวรายงานกับโอวหยางเฟยหลิง

    “นายท่าน เจอคุณชายเย่แล้วขอรับ”

    ยังไม่ทันที่ชายคนนั้นจะพูดอะไรต่อเสียงจากอีกทางหนึ่งก็ดังขึ้นเบาๆทหารรับจ้างใต้สังกัดของเฉินหยินสองคนก็กลับมารายงานจวินเยี่ยนเช่นกัน

    “เจอคนแล้วขอรับจากจุดนี้ไปไม่ถึงสองลี้มีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ รอบๆมีค่ายกลป้องกันด้วยแต่โชคดีที่ต้าหงรู้วิธีแก้ค่ายกล พวกเราจึงเข้าไปข้างในได้โดยไม่ให้พวกมันรู้ตัว”

    “อืม ตอนนี้เขาเป็นเช่นไรบ้าง” จวินเยี่ยนถาม

    “เขายังมีสติอยู่ ยังไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตขอรับแต่ถูกล่ามด้วยโซ่ผนึกวิญญาณ และรอบๆบริเวณ ก็มีคนคอยป้องกันดูแลเยอะด้วยพวกเราจึงไม่สามารถช่วยเขาออกมาเงียบๆได้ขอรับ” ทหารรับจ้างกล่าว

    “ถ้าเช่นนั้นก็อย่าเสียเวลาอีกเลย ไปกันเถอะ”จวินเยี่ยนกล่าวเสียงเรียบ จากนั้นก็ให้ทหารรับจ้างที่กล่าวรายงานเดินนำทางทันที

    จวินเยี่ยนตั้งใจว่า หลังจากที่ช่วยหานลู่เสียนได้แล้วเขาจะทำลายผู้ฝึกตนนอกรีตกลุ่มนี้ให้สิ้น

    ทางฝ่ายโอวหยางเฟยหลิงคิดว่าเป้าหมายของเขาและจวินเยี่ยนเหมือนกันเขาจึงเดินทางเข้าไปพร้อมกับกลุ่มของจวินเยี่ยนด้วย

    เมื่อไปถึงจึงพบกับคนอีกกลุ่มหนึ่งประมาณสิบห้าคนกำลังหาทางเข้าไปยังสถานที่แห่งนั้นเช่นกันแต่เพราะติดค่ายกล พวกเขาจึงยังหาทางเข้าไม่ได้

     

    เมื่อผู้นำกลุ่มของเขาเห็นคนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาก็ระมัดระวังตัว เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นศัตรู หรือเป็นผู้ที่มาช่วยคนที่ถูกจับตัวมา

    หลังจากพูดคุยสอบถามจึงได้รู้ว่าคนกลุ่มนี้คือกลุ่มทหารรับจ้างเหยี่ยวแดงที่พวกเขามาอยู่ที่นี่ก็เนื่องจากน้องชายของหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างเหยี่ยวแดงถูกจับตัวไว้พี่ชายซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มจึงพาคนมาช่วย

    เพราะเหตุนี้ จึงทำให้ได้ผู้ร่วมอุดมการณ์อีกหนึ่งกลุ่มจากนั้นทั้งสามกลุ่มก็หาทางเข้าไปด้านในด้วยกันซึ่งครั้งนี้ทุกคนสามารถเข้าไปได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากต้าหงทหารรับจ้างทางฝ่ายจวินเยี่ยน ช่วยจัดการกับค่ายกลนั้นแล้วดัดแปลงค่ายกลจากเดิมที่ทำให้คนภายนอกเข้าไปภายในไม่ได้กลายเป็นทำให้คนที่อยู่ภายในออกมาภายนอกไม่ได้

    เมื่อพ้นเขตค่ายกล ก็พบกลุ่มคนที่เดินตระเวนตรวจตรารอบๆถ้ำ เผื่อมีผู้บุกรุก

    ซึ่งคนเหล่านั้นไม่ได้คณนามือของคนสามกลุ่มนี้เลย

    เมื่อทุกคนไปถึงที่หมายจึงได้เห็นถ้ำหินที่มีทางเข้าขนาดใหญ่ ทุกคนมองหน้ากันแล้วเดินเข้าไปในถ้ำโดยทิ้งคนส่วนหนึ่งไว้นอกถ้ำ และสั่งให้คอยดูแลไม่ให้ใครเข้าไปข้างในรวมถึงอย่าปล่อยให้คนร้ายที่อยู่ภายในหลุดหนีออกไปได้

    เนื่องจากภายในถ้ำยังมีโพรงมีซอกแยกย่อยหลายแห่งซึ่งเป็นทั้งเส้นทางธรรมชาติ และเส้นทางที่คนสร้างขึ้นแต่ละกลุ่มจึงแยกกันตามหาคนที่เป็นเป้าหมายการช่วยเหลือของตนเอง

    สำหรับกลุ่มของจวินเยี่ยน ไม่ต้องเสี่ยงดวงเลือกทางเดินเพราะจากการนำทางของทหารรับจ้างที่เคยเห็นสถานที่กักขังหานลู่เสียนตอนที่พวกเขาเข้ามาสืบหาก่อนหน้านี้เมื่อถึงทางที่ต้องแยกในถ้ำเขาก็พาจวินเยี่ยนและกลุ่มลูกน้องไปยังจุดที่หานลู่เสียนถูกกักขังอยู่ได้โดยง่าย

    หลังจากใช้เวลาราวหนึ่งเค่อในที่สุดกลุ่มของจวินเยี่ยนก็เข้ามาถึงสถานที่แห่งหนึ่งในถ้ำมันมีลักษณะคล้ายห้องทึบแต่กว้าง รอบๆ มีหินงอกหินย้อย มีแสงสว่างจากภายนอกเข้าถึงณ จุดนี้ พวกเขาเห็นคนห้าคนถูกล่ามด้วยโซ่ทั้งสองแขนสองขาทั้งห้าคนนั้นกำลังหลับอยู่ในท่ายืนหนึ่งในห้าคนที่ถูกล่ามด้วยโซ่นั้นก็คือหานลู่เสียน ส่วนโซ่ที่ใช้ล่ามแน่นอนว่ามันไม่ใช่โซ่ธรรมดา แต่เป็นโซ่ผนึกวิญญาณ และเพราะถูกโซ่นี้ล่ามจึงทำให้เขาไม่ต่างจากคนธรรมดาเลย นอกจากเขาจะใช้พลังวิญญาณไม่ได้แล้วพลังวิญญาณของเขายังค่อยๆ ถูกสูบด้วย

    เมื่อมองไปตามสายโซ่ จะเห็นว่าที่กลางห้องปลายสายโซ่ได้เชื่อมต่อกับกล่องคริสตันใสขนาดใหญ่กล่องหนึ่งที่ห้อยอยู่ภายในกล่องคริสตันใสนั้นสามารถมองเห็นพลังวิญญาณหลากสีที่ถูกกักเก็บเอาไว้ได้ซึ่งพลังวิญญาณเหล่านั้นก็คือ พลังวิญญาณที่ถูกสูบจากผู้ฝึกตนชายทั้งหลายที่ถูกจับแล้วถูกล่ามด้วยโซ่ผนึกวิญญาณไว้

    ทหารรับจ้างคนหนึ่งต้องการเข้าไปช่วยหานลู่เสียนทันทีที่เห็นแต่เขาถูกเฉินจินดึงแขนไว้ก่อน จากนั้นเขาชี้ให้ดูรอบๆ แล้วพูดเบาๆ

    “มีคนคอยจับตามอง อย่าผลีผลาม”

    ในหัวของเขาคิดว่า ‘รอให้ช่วยลู่เสียนได้ก่อนเถอะประเดี๋ยวจะเก็บเจ้าตัวดีพวกนี้ให้หมด”

    กลุ่มองครักษ์และทหารรับจ้างรับฟัง พวกเขาไม่ได้พูดอะไรแต่พยักหน้าแทน จากนั้นก็แยกย้ายกันจัดการกับคนร้ายที่อยู่รอบๆ อย่างเงียบๆ จนหมดจากนั้นจึงช่วยทำลายโซ่ผนึกวิญญาณ

    นอกจากช่วยหานลู่เสียนแล้วยังช่วยทำลายโซ่ให้กับคนอื่นๆ ที่ถูกจับด้วยซึ่งคนที่ถูกจับไว้บางคนก็หมดแรงใกล้ตายแล้วแต่บางคนที่ยังไม่ได้ถูกจับมานานมากนักก็ยังมีชีวิตดีอยู่เพียงแค่อ่อนแรงบ้างเท่านั้นเนื่องจากพลังวิญญาณถูกสูบ

     

    “พี่ชาย” หานหลันฮวาเดินเข้าไปกอดหานลู่เสียนหลังจากที่เขาพ้นพันธนาการจากโซ่แล้ว

    หานลู่เสียนตกใจที่จู่ๆ ก็ถูกน้องสาวกอดชายหนุ่มใช้มือตบหลังน้องสาวเบาๆ แล้วดันร่างน้องสาวออกเพื่อสำรวจ

    “ฮวาเอ๋อร์ เจ้าปลอดภัยแล้วหรือได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”

    หานหลันฮวาส่ายหน้า “ไม่เจ้าค่ะ ข้าสบายดีนายท่านและพี่ชายองครักษ์ไปช่วยข้าออกมาได้ก่อนเจ้าค่ะ”

    ชายหนุ่มรู้สึกโล่งใจที่เห็นน้องสาวของตนยังปลอดภัยดี

    “เอาละ เอาไว้ค่อยคุยกันเถอะ จัดการกับตัวเองก่อน”จวินเยี่ยนกล่าว

    จากนั้นก็สั่งให้องครักษ์ป้อนยาเสริมพลังวิญญาณให้ชายหนุ่มทั้งห้าแม้ว่าคนที่เขาตั้งใจมาช่วยมีเพียงหานลู่เสียนเท่านั้น แต่หากคนอื่นๆฟื้นคืนพลังได้ พวกเขาก็จะเป็นกำลังเสริมได้เช่นกัน

    หลังจากชายทั้งห้าได้รับยาแล้ว ประมาณหนึ่งเค่อต่อมาพวกเขาก็รู้สึกว่าพลังวิญญาณของพวกเขากลับคืนมาบ้างแล้วแม้พลังจะยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่ก็รู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นมาก

     

    ขณะที่จวินเยี่ยนและเฉินจินสอบถามเหล่าองครักษ์และทหารรับจ้างก็คอยดูแลความปลอดภัยรอบๆให้

    “พวกมันไม่ใช่คน”หานลู่เสียนกล่าวด้วยสีหน้าโกรธแค้นชิงชัง

    จากนั้นเขาก็เล่าให้ฟังถึงวิธีการบ่มเพาะนอกรีตของคนกลุ่มนี้ที่เขาหาข้อมูลได้

    ผู้บ่มเพาะนอกรีตจะเสพสมกับผู้บ่มเพาะสตรีพรหมจรรย์ที่มีพลังยุทธ์ระดับหนึ่งขึ้นไปนางนั้นก่อนจากนั้นนำเลือดหัวใจของนางผสมกับยา ซึ่งในสูตรยาเป็นสมุนไพรหลายชนิดตัวนำกระสายยาคือเลือดหัวใจของสตรีนางนั้นจากนั้นก็แช่ตัวในเลือดของหญิงสาวนางนั้น ยิ่งหากเลือดของหญิงสาวนางนั้นได้ผสมผสานคลุกเคล้ากับพลังวิญญาณของผู้อื่นที่ถูกกักเก็บไว้และยิ่งผู้ที่ถูกสูบพลังวิญญาณมีพลังยุทธ์ระดับสูงความเข้มข้นของพลังวิญญาณที่ผสมกับเลือดก็ยิ่งมีคุณภาพดีจะยิ่งทำให้ผู้ที่แช่เลือดนี้ทะลวงขั้นได้เร็วขึ้น

    ต้องทำแบบนี้ทุกเช้าเย็น เป็นเวลาหนึ่งร้อยวันผู้บ่มเพาะนอกรีตก็จะทะลวงเข้าสู่ระดับเก้าได้โดยตรงซึ่งตอนนี้ผู้บ่มเพาะนอกรีตนั่นทำได้สองเดือนแล้ว

    “ไม่รู้ว่าวิธีการชั่วร้ายนี้ได้ผลจริงหรือเปล่าและหากได้ผลจริงก็ไม่รู้ว่าระดับพลังของมันเลื่อนไปถึงไหนแล้ว”

    หานลู่เสียนกล่าวในตอนท้าย

    “พวกมันไม่ใช่คนจริงๆ” หานหลันฮวาทำหน้าเหยเกสายตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ขยะแขยงเมื่อนึกถึงภาพที่พี่ชายเล่า

    หานลู่เสียนนึกได้อีกเรื่อง เขารีบกล่าว

    “อ้อ ข้ายังได้รู้มาอีกว่านอกจากพวกมันจะอาบเลือดเพื่อเลื่อนระดับสู่ความเป็นอมตะแล้วพวกมันยังคิดจะทดลองทำยาด้วยการสูบพลังวิญญาณของผู้อื่นให้มาเป็นพลังวิญญาณของตนเองด้วยข้าไม่รู้ว่ามันจะใช้วิธีใด แต่หากพวกมันทำได้สำเร็จผู้ฝึกตนทั่วไปต้องเดือดร้อนแน่”

    หานหลันฮวารู้สึกขนลุก คนอื่นๆ ก็มีสีหน้าไม่ดีนัก

    “เอาละ ข้ารู้แล้วถ้าอย่างนั้นเราก็ทำลายคนพวกนี้ให้สิ้นซากเสีย ก่อนที่พวกมันจะทำอะไรได้สำเร็จ”จวินเยี่ยนกล่าว

    ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

    จวินเหยี่ยนเงยหน้ามองกล่องคริสตันไสกลางห้องแล้วยกมือขึ้น กางฝ่ามือออกหันไปทางกล่องคริสตันไส ทันใดนั้นแสงสีดำก็พุ่งออกจากฝ่ามือของเขาไปยังกล่องคริสตันใสนั้นทันที

    ตูม!

    กล่องคริสตันใสแตกกระจายพลังวิญญาณหลากสีที่อยู่ภายในก็ระเหยหายไปเช่นกัน