ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

บทที่ 5 ตอนที่ 25 การช่วยเหลือที่ไม่คาดฝัน 1/2

        สิ้นเสียงของหงส์เหมันต์ มังกรเพลิงก็ได้กลายร่างเป็นชายหนุ่มที่มีผมสีแดงเพลิง เข้ามายืนอยู่ตรงหน้าของหงส์เหมันต์ในร่างของมนุษย์ “เจ้าหมายความว่ายังไง เข้ามายังเขตของข้า เพื่อมาช่วยมนุษย์เนี่ยนะ ไม่ได้มาหา…”

        “นั่นมันเรื่องของข้า..” หงส์เหมันต์กล่าวเพียงเท่านั้น และ หันหน้าเข้าหากลุ่มของมนุษย์ โดยที่ไม่มองมังกรเพลิงเลยแม้แต่น้อย

        “ห่ะ!!” มังกรเพลิงมองท่าทีของหงส์เหมันต์อย่างไม่เข้าใจ

        “จงตอบคำถามข้า ในกลุ่มของพวกเจ้ามีคนจากตระกูลอูหรือไม่” เสียงอันไพเราะแต่เย็นชาดังออกมาจากร่างมนุษย์ของหงส์น้ำแข็ง

        “ข้าเองขอรับ” อูหลินเฟิงตอบรับทันที

        “แล้วนามของเจ้า??”

        “ข้า แซ่ อู นามหลินเฟิง”

        “งั้นหรือ” เมื่อได้ยินชื่อของอูหลินเฟิง หงส์เหมันต์จ้องไปยังใบหน้าของอูหลินเฟิงพร้อมทั้งสังเกตทั่วใบหน้าของเขา จากนั้นกล่าวเสียงเบากับตนเองว่า         “เหมือนนางจริงๆ”

        “แล้วเจ้ามีจิตวิญญาณแฝดหรือไม่ หากมีจงแสดงให้ข้าดู” หงส์เหมันต์ถามต่อ

        “ขอรับ” อูหลินเฟิงตอบรับอย่างว่าง่าย ในตอนนี้เขารู้สึกราวกับว่าหงส์เหมันต์กำลังพยายามที่จะยืนยันตัวตนของเขา พลังวิญญาณของอูหลินเฟิงค่อยๆ สูงขึ้นพร้อมกับสร้างยันต์อาคมขึ้นมาสองใบ

        ชิกิงามิมังกรเหมันต์ ประสาน วิญญาณแฝด เรน / ชิกิงามิจิ้งจอกเจ้าหาง ประสาน วิญญาณแฝด ลุค

หลังจากนั้นเรนและลุคก็ออกมาอีกครั้ง ชายหนุ่มที่มีใบหน้าเหมือนกันสามคน ยืนเรียงกันแตกต่างกันเพียงแค่สีผมเท่านั้น หงส์เหมันต์เมื่อสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าอูหลินเฟิงคือคนที่ตนเองตามหา จึงหันไปหามังกรเพลิงแล้วกล่าวว่า “ข้าจะนำคนพวกนี้ไป”

        “ได้ยังไง!! เจ้าพวกนี้เข้ามาต่อสู้กันภายในเขตของข้าแล้วก็มาทำลายป่าไม้ภายในเขตของข้า อย่างน้อยข้าต้องกินพวกเขาสักคน” มังกรเพลิงกล่าวอย่างไม่ยินยอม พร้อมกับจ้องมองไปยังมนุษย์ทุกคน

ส่วนหงส์เหมันต์เมื่อได้ยินคำพูดขอมังกรเพลิง ก็ได้หันไปทางป่าที่มังกรเพลิงพูดถึง พบว่าป่ากำลังโดนไฟลุกไหม้อยู่ “เพลิงที่กำลังเผาไหม้ผืนป่า ไม่ได้เกิดจากพลังของเจ้างั้นเหรอ”

        “เอออ…..” มังกรเพลิงยืนนึ่งราวกับไม่อาจตอบทำถามนั่นได้

        “ข้าบอกแล้วว่า..ข้าได้รับการไหว้วานมาจากสหายที่รู้จัก เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไงมนุษย์พวกนี้ จะต้องไปกับข้าอย่างปลอดภัย” หงส์เหมันต์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

        “ข้าไม่ยอม!!” มังกรเพลิงกล่าวพร้อมกับจ้องมองไปยังอูหลินเฟิง “เจ้ามนุษย์ เจ้าเป็นอะไรกับนาง นางถึงได้มาช่วยเหลือเจ้าเช่นนี้”

        “ข้า..ไม่ทราบขอรับว่าเหตุใด ท่านหงส์เหมันต์ถึงได้มาช่วยข้า”

        “โกหก!! โทษฐานที่โกหกข้า เจ้าจะต้องตายซะ” เปลวเพลิงถูกจุดขึ้นมาบนมือของมังกรเพลิงอีกครั้ง แต่ว่ามันก็โดนพลังน้ำแข็งของหงส์เหมันต์แช่แข็งอย่างรวดเร็ว

        “ข้าบอกว่ามนุษย์พวกนี้จะต้องออกไปอย่างปลอดภัย ไม่เข้าใจงั้นหรือ!!” น้ำเสียงเย็นชาของหงส์เหมันต์เริ่มแฝงไปด้วยความโมโห

        “แต่ว่ามนุษย์พวกนี้….” มังกรเพลิงพยายามที่จะหาข้ออ้างในการสังหารมนุษย์ทั้งหมด

        “ได้ หากเจ้าคิดจะสังหารพวกเขาก็ได้” อยู่ๆ ท่าทีของหงส์เหมันต์ก็เปลี่ยนไป สิ้นเสียงของหงส์เหมันต์ใบหน้าของมังกรเพลิงก็ยิ้มแย้มออกมาผิดกับใบหน้าของมนุษย์ทุกคนที่เคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม

        “ในเมื่อเจ้าอนุญาตข้าจะ….” เปลวเพลิงอันร้อนแรงถูกจุดขึ้นมาบนมือของมังกรเพลิงอีกครั้ง แต่ก่อนที่มังกรเพลิงจะได้ทำอะไร หงส์เหมันต์ก็ได้พูดออกมาอีกประโยค

        “ข้าจะไม่ห้ามเจ้า แต่หากสังหารพวกเขาตอนนี้ หลังจากนี้ข้าจะไม่มาเหยียบเขตใต้นี้อีก และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าไปที่เขตตะวันตก เจ้ากับข้าถือว่าเป็นศัตรูกัน” สิ้นเสียงของหงส์เหมันต์คราวนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้พลังแช่แข็งเปลวเพลิง เปลวเพลิงก็หายไปจากมือพร้อมกับใบหน้าที่แสดงความลนลานของมังกรเพลิงได้อย่างดี

        “อะ..อะไรนะ..ปิงปิง..” มังกรเพลิงถามอย่างไม่เชื่อหูของตนเอง

        “ข้าบอกว่าถ้าเจ้าสังหารพวกเขา เจ้าจะกลายเป็นศัตรูกับข้า” หงส์เหมันต์กล่าวพร้อมกับมองไปยังมังกรเพลิงอย่างท้าทาย

        “ไม่ฆ่าแล้ว ไม่ฆ่าแล้ว เจ้าอยากจะได้มนุษย์กี่คนก็เอาไปเลย ยังมีมนุษย์ที่เหลือรอดอยู่ให้ข้าไปนำมาให้เจ้าหรือไม่” อยู่ๆ ท่าทีของมังกรเพลิงก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับหวาดกลัวที่จะเป็นศัตรูกับหงศ์เหมันต์ พยายามที่จะเอาอกเอาใจนางเป็นอย่างยิ่ง

        “ไม่ต้อง ข้าต้องการเพียงแต่มนุษย์กลุ่มนี้เท่านั้น” หงส์เหมันต์ปฏิเสธทันที

เหล่ามนุษย์ที่มองดูท่าทางของสองคนนั้นต่างแปลกใจ ท่าทีที่เหมือนกับคู่รักกำลังทะเลาะกันของสองราชาแห่งแดนเทพรกร้าง

        “เจ้าว่า....เหมือนคนที่กำลังกลัวเมียหรือไม่” ลุคถามอูหลินเฟิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังมาก แต่ว่า

        “เจ้าว่าใครกลัวใคร!!” มังกรเพลิงตะโกนออกมาทันทีที่ได้ยินเสียงของลุค พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่ออกมาจากร่างกายของเขาอีกครั้ง

        “ข้าบอกว่าอย่าทำร้ายพวกเขาไง” เสียงของหงส์เหมันต์เริ่มเย็นชาขึ้น และมองมังกรเพลิงด้วยหางตา เพียงเท่านั้นแรงกดดันมหาศาลจากลมปราณก็หายไป

        “ไม่ทำแล้ว ไม่ทำแล้ว” น้ำเสียงของมังกรเพลิงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

‘ยังไม่กล้ายอมรับอีก ท่าทีแบบนี้มันคนกลัวเมียชัดๆ’ ลุคคิดในใจแต่ไม่กล้าพูดออกมา แล้วความคิดนี้เองก็ไปตรงกับความคิดของหลายคนภายในกลุ่มของมนุษย์

        “พูดง่ายๆ แบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบ” หลังจากนั้นหงส์เหมันต์ก็ได้สะบัดมือหนึ่งครั้ง ก็ได้มีหงส์ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างจากน้ำแข็งขึ้นมาอยู่ตรงหน้าของพวกอูหลินเฟิง

        “ขึ้นมาซะ พวกเราจะไปอย่างเขตตะวันตกกัน”

        “ขอรับ” อูหลินเฟิงตอบรับอย่างง่ายดาย และขึ้นไปยังหงส์น้ำแข็งทันที.

        “แน่ใจแล้วงั้นหรือที่จะไปกับนาง” จงหมิ่นถาม อีกฝ่ายเองก็เป็นจักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกัน

        “ในตอนนี้พญาหงส์เหมันต์คือทางรอดเดียวของเรา อีกอย่างดูเหมือนว่านางจะไม่ได้มีจิตมุ่งร้ายกับพวกเรา แล้วนางบอกว่าเราจะไปเขตตะวันตก แล้วเป้าหมายของเราก็อยู่ภายในเขตตะวันตกไม่ใช่หรือไง” อูหลินเฟิงกล่าว เมื่อได้ยินแบบนั้นทุกๆ คนต่างก็กระโดดขึ้นมาบนหงส์น้ำแข็งทันที

        “ไม่ต้องตามข้ามา” หงส์เหมันต์หันไปกล่าวมังกรเพลิง จากนั้นนางและหงส์น้ำแข็งก็พุ่งตัวเดินทางไปยังเขตตะวันตกทันที

        “ปิงปิง!!!” มังกรเพลิงที่ได้ยินคำพูดของหงส์เหมันต์ก็ไม่กล้าตามไป ทำได้แต่เพียงตะโกนชื่อของนางออกมา พร้อมกับหน้าตาที่น่าสงสาร แต่ว่าหงส์เหมันต์ไม่ได้หันมามองเลยแม้แต่น้อย คนที่เห็นใบหน้าของมังกรเพลิงกลับเป็นเหล่ามนุษย์ทุกคน

        ‘เวลามังกรหงอย เหมือนกับหมาหงอยเลยว่าไง หลินเฟิง เรน’ ลุคที่เห็นแบบนั้นก็ไปถามกับเรนและอูหลินเฟิงผ่านจิตวิญญาณทันทีเพราะกลัวว่ามังกรเพลิงจะได้ยิน

        ‘ก็จริง ไม่ต่างจากหมาหงอยเวลาเจ้าของไม่สนใจเลย’ อูหลินเฟิง เรน และ ลุค จ้องมองไปยังร่างของมังกรเพลิงที่ยืนอยู่กับที่อย่างเห็นใจ จากนั้นอูหลินเฟิงก็หันไปหาหงส์เหมันต์ที่กำลังเหาะนำหงส์น้ำแข็ง

        “ท่านหงส์เหมันต์ ขอถามได้หรือไม่ว่าใครไหว้วานให้ท่านมาช่วยพวกข้า” อูหลินเฟิงถาม คำถามของอูหลินเฟิงนั้นคือสิ่งที่คนในกองกำลังพันธมิตรทุกคนกำลังสงสัย คนที่สามารถบอกให้พญาหงส์เหมันต์สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดของเขตตะวันตกให้ออกมานอกเขตเพื่อช่วยเหลือพวกเขาได้คือใครกันแน่

        “ไว้ไปถึงเจ้าก็จะรู้เอง” หงส์เหมันต์ตอบเพียงเท่านั้น อูหลินเฟิงก็รับรู้ได้ทันทีว่านางไม่คิดจะตอบอะไรไม่มากกว่านี้

…

ทางด้านของกองกำลังแดนจันทราโลหิต

        “ฮ่าฮ่าฮ่า ร่างกายนี้มันสุดยอดจริง” เสียงตะโกนของมารสวรรค์ดังขึ้นมาอย่างชอบใจ เมื่อเขาได้ลองสังหารสัตว์อสูรระหว่างทางและดูดกลืนเลือดของพวกมันก็พบว่าเมื่อดูดเลือดของสัตว์อสูรเข้าไปสามารถฟื้นพลังลมปราณได้เร็วยิ่งกว่าการดูดพลังจากสมุนไพรเสียอีก จากลมปราณระดับหกขั้นต้น ตอนนี้สามารถเลื่อนมาเป็นระดับหกขั้นสูงได้แล้ว ถือว่ารวดเร็วยิ่งกว่าที่ตัวของมารสวรรค์คิดเสียอีก

การเลื่อนระดับที่รวดเร็วแบบนี้สำหรับมารสวรรค์ที่ต้องสูญเสียรากฐานพลัง ย่อมต้องดีใจเป็นอย่างมาก

        “ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน แล้วจะสังหารสัตว์อสูรทั้งหมดที่เจอ” มารสวรรค์ไม่รอฟังคำอนุญาตของเสวี้ยเจ๋อ ก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่อาจรอได้นานกว่านี้

กองกำลังแดนจันทราโลหิตจ้องมองการกระทำของมารสวรรค์อย่างเอือมระอา โดยเฉพาะเทพศพโลหิตที่จำเป็นต้องใช้เลือดในการฟื้นพลังเช่นเดียวกัน

        “ไม่คิดจะบอกเจ้านั่น ถึงผลกระทบเมื่อดูดกลืนเลือดของสิ่งมีชีวิตเพื่อเพิ่มระดับสินะ” เทพศพโลหิตถามกับเสวี้ยเจ๋อ

        “ไม่เห็นจำเป็นต้องบอก ปล่อยให้มันกินเลือดตามใจชอบไปเถอะ” เสวี้ยเจ๋อกล่าวด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย

        “การดูดเลือดของสิ่งมีชีวิตอื่นมีผลข้างเคียงด้วยงั้นหรือ” อวี้จางที่ไม่รู้เรื่อง ได้ถามออกมา

        “แน่นอนอยู่แล้ว การดูดเลือดของสิ่งมีชีวิตนั้น จะทำให้จิตอาฆาตเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ยิ่งดื่มเลือดมากเท่าไหร่จิตใจของผู้ใช้วิชากลืนโลหิตก็จะยิ่งโดนกัดกินมากเท่านั้น จนสุดท้ายก็ไม่อาจคงสภาพจิตใจที่เป็นตัวตนดั้งเดิมไว้ได้ จะเหลือแค่เพียงร่างกายที่เคลื่อนไหวโดยสัญชาตญาณเท่านั้น” เสวี้ยเจ๋อยอมบอกจุดอ่อนร้ายแรงของวิชานี้ออกมาอย่างง่ายดาย

        “แต่ว่าอสุรกายไร้ผิวสามารถดูดกลืนเลือดของสิ่งมีชีวิตได้เป็นจำนวนมากไม่ใช่หรือไง” ฟู่อูถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ

        “เข้าใจแล้ว เพราะว่าพวกอสุรกายไร้ผิว ไม่มีสตินึกคิดเหมือนกับคนทั่วไป ทำได้เพียงรับคำสั่งง่ายๆ อย่างสังหารหรือไม่สังหารเท่านั้น เพราะมีจิตใจระดับต่ำจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวต่อการกลืนกินโลหิตของสิ่งมีชีวิตอื่น แต่ในขณะเดียวกันอสุรกายโลหิตที่มีความสามารถในการยึดครองร่างกายของคนอื่น จึงไม่มีความสามารถในการเลื่อนระดับเพราะว่าจำเป็นจะต้องคงสติสัมปชัญญะไว้สินะ” อวี้จางกล่าว

        “ถูกต้อง เข้าใจอะไรเร็วดี อสุรกายไร้ผิวข้อดีของมันคือการเป็นกำลังรบในการต่อสู้ สามารถเลื่อนระดับได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นจะต้องมีสติสัมปชัญญะในการนึกคิดอะไรมากมาย แต่อสุรกายโลหิตที่ทำหน้าที่เป็นสายลับเพราะต้องการสติสัมปชัญญะระดับสูง จึงไม่อาจที่จะดูดกลืนเลือดของผู้อื่นเพื่อเลื่อนระดับพลังได้ ทำให้พวกมันจำเป็นจะต้องหาร่างที่ไม่จำเป็นต้องเลื่อนระดับเพื่อแฝงตัว” เสวี้ยเจ๋อกล่าว

        “แต่ถ้าเป็นแบบนั้น การที่เทพศพโลหิตและมารสวรรค์กลืนกินเลือดของสิ่งมีชีวิตย่อมต้องทำให้สติสัมปชัญญะของทั้งสองโดนทำลายลงไปทีละน้อยไม่ใช่หรือไง” อวี้จางถาม

        “สำหรับเทพศพโลหิตแล้วไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว จิตใจดั้งเดิมของเขาคือชั้นเทวะย่อมต้องไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ว่าหากมาสวรรค์กลืนกินโลหิตของสิ่งมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ย่อมต้องทำให้จิตใจของเขาถูกทำลายลงไปทีละน้อย” เสวี้ยเจ๋อยกยิ้ม มองไปยังมารสวรรค์ที่กำลังกลืนกินโลหิตอย่างบ้าคลั่ง

..

..

จบตอน