“อ๊ากกกกก พวกมนุษย์บัดซบ!!!!”แม่ทัพก็อบลินกรีดร้องด้วยความบ้าคลั่ง เมื่อมันกลับมาที่ค่ายพักทหารมันก็พบว่าทหารทั้งหมดได้นอนตายอยู่ในกลุ่มควันพิษ และพวกเชลยทั้งหมดได้ถูกช่วยเหลือออกไป!
“แล้วเจ้าต้นไม้เผ่าพันธุ์วีดละ”แม่ทัพก็อบลินรีบเอ่ยถามอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ แต่ขุนพลก็อบลินเบรกกลับเอ่ยว่า
“กรงขังของมันหายไปแล้วขอรับ”
“ว้ากกกกก! เดินทางกลับไปที่อาณาจักรเดี๋ยวนี้ ข้าจะนำกองทัพมาล้างบางพวกมนุษย์ให้หมด!!!”
“.....”
ทุกเสียงเงียบไปหมด อาเธอร์ เร็น เจคอบ ทังค์ ฟลาวด์และสามผู้เฒ่าต่างยืนอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตรงหน้าของพวกเขาคือเหล่าอดีตเชลยชายที่เคยถูกคุมขังอยู่เมื่อไม่กี่วันก่อน
“นะ..นายไปช่วยทั้งหมดนี่ด้วยตัวคนเดียวงั้นหรอ”ทังค์กล่าวด้วยเสียงอันตื่นตระหนก
“อา..ก็ประมาณนั้นแหละ”ชายสวมหน้ากากตอบเสียงเรียบ
“แล้วพวกก็อบลินละครับ”อาเธอร์ถามด้วยความสงสัย
“ตอนนี้คงตายไปเกือบหมดแล้วละ เหลือเพียงแม่ทัพก็อบลินและขุนพลก็อบลินกับทหารยามของพวกมันอีกนิดหน่อย”วาสตอบกลับ แต่คำพูดของเขากลับน่าเหลือเชื่อเกินไป ทุกคนต่างหันไปมองหลงเพื่อขอคำยืนยันซึ่งชายหัวล้านก็พยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าจริง
เหล่าผู้นำมหาอำนาจลำคอแห้งผาก บุคคลตรงหน้าเกินสามัญสำนึกพวกเขาไปไกลเกินไปแล้ว คนเพียงคนเดียวกลับสามารถช่วยเหลือเชลยทั้งหมดท่ามกลางศัตรูหลายหมื่นแถมยังฆ่าพวกมันได้เกือบหมดอีกด้วย แล้วอย่างนี้กองทัพที่พวกเขาเรียกมาจะมีประโยชน์อะไร?
“นายสนใจจะมาเข้ากิลด์ฉันไหม?”เร็นกล่าวโพล่งขึ้นกลางบทสนทนา
“เฮ้ๆ ทำอย่างนี้จะไม่เกินไปหน่อยงั้นหรือ เจ้าหนุ่มฉันขอแนะนำให้นายมาเข้าสมาคมนักสำรวจของพวกฉันกันดีกว่า มาออกไปท่องโลกกว้างที่เต็มไปด้วยปริศนานี้ด้วยกัน”ผู้เฒ่าขาวรีบเอ่ยขึ้น
“กิลด์อัศวินแห่งแสงของฉันดีกว่า นายต้องการอะไรบอกฉันมาได้เลย คอร์ อำนาจ หรือผู้หญิง!”เจคอบเอ่ยทับ
“ฮะๆๆ ถ้าว่างๆแวะมาชมกิลด์เทพตกสวรรค์ของผมก็ได้นะครับ”อาเธอร์เอ่ยยิ้มๆ
เหล่าผู้นำมหาอำนาจต่างพากันชักชวนวาสเข้าร่วมกับพวกเขา มีเพียงหลงและฟลาวด์ที่ไม่ได้ร่วมด้วยเพราะรู้ว่า...
“ฉันไม่เข้ากิลด์ใครทั้งนั้น!”ทั้งหมดเงียบเสียงลง ก่อนที่แววตาของพวกเขาจะฉายแววเข้าใจบางอย่าง
“ดูเหมือนว่าจะมีมหาอำนาจขั้วใหม่ผุดขึ้นเร็วๆนี้สินะ”ผู้เฒ่าเทาเปรยเบาๆ แต่วาสไม่สนใจแล้วเอ่ยว่า
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อน”วาสหันสาวเท้าจากไปแต่ก่อนนั้นก็ได้ยินเสียงเข้ามาในหูว่า
“ฉันติดหนี้บุญคุณนาย ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกมาได้เลย”หลงพูดด้วยความจริงใจ
“ฉันด้วยค่ะ บุญคุณครั้งนี้ฉันจะชดใช้คืนแน่นอน”ฟลาวด์รีบกล่าวตามด้วยเช่นกัน
วาสผงกหัวรับ การที่มีบุญคุณกับผู้มีอำนาจอย่างทั้งสองส่งแต่ผลดีต่อเขา ไม่มีเหตุผลอะไรต้องปฏิเสธ
ชายหนุ่มสวมหน้ากากเดินวนอยู่รอบๆเหล่าอดีตเชลยชายเพื่อมองหาคนสองคน แต่ระหว่างนั้นก็มีเสียงตะโกนแปดหลอดดังขึ้นมาว่า
“ไป๋เทียน! ถ้ายังมีชีวิตอยู่รีบออกมาหาฉันซะ”เจ้าของเสียงคือหลงหัวหน้ากิลด์นักรบโลหิต
‘ไป๋เทียน? ไป๋’วาสหันขวับไปมอง ก่อนจะเห็นชายต่างวัยสองคนที่เดินตรงไปหาหลง โดยที่ชายสองคนนั้นคือไป๋เทียนและไป๋หยาง!
หลง ไป๋เทียน ไป๋หยาง เดินแยกไปที่มุมหนึ่ง หลงและไป๋เทียนต่างเดินเงียบขรึม ต่างกับไป๋หยางที่เดินตัวเกร็งสงสัยว่าบิดาของตนไปรู้จักกับคนระดับหลงได้เช่นไร
“พ่อครับ พ่อรู้จักคุณหลงด้วยหรอครับ”ไป๋หยางถามไป๋เทียนด้วยความสงสัย
ไป๋เทียนและหลงมองหน้ากันด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนไป๋เทียนจะถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า
“เขาคือพี่ชายแท้ๆของพ่อ หรือก็คือลุงของลูก”
“!!”ไป๋หยางตะลึงงัน พ่อของเขาคือน้องชายแท้ๆของหัวหน้ากิลด์นักรบโลหิต หนึ่งในหกขั้วมหาอำนาจ!
“หมายความว่ายังไงครับพ่อ แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา..”
“หลานจะไม่รู้จักลุงก็ไม่แปลก ตระกูลไป๋ของเราสืบเชื้อสายทางการทหารมาตลอดทุกรุ่นตั้งแต่บรรพบุรุษ ชายตระกูลไป๋ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นบุรุษในกองทัพ แต่จู่ๆกลับมีไอ้เด็กนอกคอกคนหนึ่งที่เอาแต่สนใจธุรกิจในโลกมืดก็ต้องโดนขับไล่ออกจากตระกูลไปเป็นธรรมดา”หลงหรือไป๋หลงเอ่ยขึ้น
สมัยยังหนุ่มไป๋หลงเคยได้ไปคลุกคลีอยู่กับวงการนักเลงแล้วเกิดหลงรักในวิถีชีวิตของโลกมืด จากนั้นเขาจึงไปขออนุญาตบิดาว่าจะขอไม่สมัครเข้าร่วมกองทัพ แต่จะขอเดินบนเส้นทางที่ตัวเองกำหนด สิ่งที่ไป๋หลงได้รับตอบกลับมาคือการถูกขับไล่ออกจากตระกูล ชื่อของเขากลายเป็นสิ่งต้องห้ามในบ้านตระกูลไป๋ แม้แต่ไป๋เทียนน้องชายแท้ๆที่สนิทสนมกันที่สุดยังถูกสั่งห้ามเอ่ยถึงเรื่องไป๋หลงอีกเป็นครั้งที่สอง
“พอเถอะพี่ จากนี้ตระกูลไป๋ของเราเหลือแค่พวกเราเท่านั้น ต่อจากนี้พี่ก็กลับมาใช้ชื่อไป๋หลงตามเดิมเถอะ”ไป๋เทียนกล่าวกับพี่ชายของเขา ตอนยังหนุ่มเขาเคยโกรธพี่ชายเขามากที่เลือกหันหลังให้ตระกูล แต่ตอนนี้เขาเริ่มจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว
ไป๋หลงลังเลแต่สุดท้ายก็ยอมรับตัวตนเดิม แม้จะยังรู้สึกผิดต่อตระกูลแต่เขาตั้งใจที่จะสร้างตระกูลไป๋ขึ้นใหม่บนโลกใบนี้และทำให้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิม!
“แล้วครอบครัวคนอื่นของนายละ”ไป๋หลงเอ่ยถามไป๋เทียน แต่ขณะจะตอบว่าไม่รู้ก็มีเสียงขัดขึ้นมาว่า
“พวกเขาอยู่เมืองฟอนเต้นะครับ”ชายสวมหน้ากากเดินเข้ามาร่วมการสนทนา ชายทั้งสามคนต่างหันมองเขาด้วยความสนใจ
“หมายความว่ายังไง..”ไป๋หยางเริ่มรู้สึกสับสนขึ้นทุกที ทำไมเหล่าคนที่มีชื่อเสียงถึงได้มาเกี่ยวข้องกับครอบครัวเขาเยอะเช่นนี้
“คุณคือไป๋เทียนและไป๋หยาง พ่อและพี่ชายของไป๋ฟางใช่ไหมครับ”วาสเอ่ยถามทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว
ทั้งคู่พยักหน้ารับ ชายหนุ่มสวมหน้ากากจึงได้เอ่ยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทั้ง 3 คนเข้าใจ โดยจงใจเว้นเรื่องบางเรื่องไป
“แสดงว่านายคือคนที่ชื่อวาสที่ฉันเคยเจอสินะ”ไป๋หยางเอ่ยเสียงเบา ก่อนหน้านั้นเขาเคยเห็นใบหน้าวาสระหว่างทางไปเมืองฟอนเต้ และเคยกำชับให้ไป๋ฟางอย่าไปยุ่งกับเขาอีกด้วย แต่วันนี้ชายหนุ่มสวมหน้ากากตรงหน้ากลับกลายมาเป็นผู้มีพระคุณที่โผล่มาช่วยครอบครัวตระกูลไป๋ซะได้
“ฮ่าๆๆ ไม่คิดเลยว่าดวงชะตาเราจะต้องกันขนาดนี้”ไป๋หลงเอ่ยอารมณ์ดี
“ลุงขอบคุณเธอมากแล้วกันนะพ่อหนุ่ม”ไป๋เทียนแย้มยิ้มอย่างน้อยครั้งที่จะแสดงออก
“แล้วนายจะทำอะไรต่อละ”ไป๋หยางเอ่ยถามชายหนุ่มสวมหน้ากาก
“ผมว่าจะเดินทางไปเมืองฟอนเต้ แล้วก็เดินทางออกไปที่อื่นต่อนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปด้วยกันเถอะ.”ไป๋เทียนเอ่ยยิ้มๆ ซึ่งวาสก็รับคำ
ทั้ง 4 คนพูดคุยกันอีกพักหนึ่งก่อนที่ไป๋เทียนและไป๋หยางจะขอแยกตัวไปก่อน เพราะพวกเขาจะต้องไปลงทะเบียนเอาทรัพย์สินที่ถูกพวกก็อบลินยึดไป
“เอ่อคุณไป๋หล....”วาสหันหน้าไปคุยกับไป๋หลงแต่ถูกขัดไว้ก่อน
“คุณเคินอะไร เรียกลุงหลงเถอะ”วาสกระแอมแล้วเอ่ยใหม่อีกครั้งว่า
“ผมมีเรื่องอยากจะให้ลุงหลงช่วยนะครับ”
“เรื่องอะไรงั้นหรือ?”
“ผมต้องการจะฆ่าเจคอบก่อนเดินทางไปเมืองฟอนเต้นะครับ”
“!!!”
ค่ายพักทหารฝ่ายมนุษย์
วันนี้ทุกคนภายในค่ายต่างสังสรรค์ด้วยความอารมณ์ดี เพราะเหล่าผู้นำมหาอำนาจประกาศออกมาว่าสงครามได้จบลงแล้ว
หัวข้อการสนทนาในค่ำคืนนี้ย่อมไม่พ้นชายหนุ่มสวมหน้ากากที่ออกลุยเดี่ยวช่วยเชลยมาได้ทั้ง 2 รอบ และยังลงมือฆ่าศัตรูจนหมดค่ายด้วยตัวคนเดียว
เรื่องของวาสถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย หลายคนต่างต้องการจะเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา
ตอนนี้ชายหนุ่มถูกขนานนามอย่างเป็นทางการแล้วว่าเป็น ...วีรบุรุษสงคราม..
คืนนี้การประชุมทั้งหมดถูกยกเลิก งานเลี้ยงฉลองครั้งใหญ่ถูกจัดขึ้นเพื่อปล่อยให้ทุกคนดื่มด่ำกับชัยชนะอย่างเต็มที่
เจคอบ ผู้นำกิลด์อัศวินแห่งแสง เดินหน้าบูดกลับกระโจมที่พักของเขา แม้การกระทำของชายสวมหน้ากากจะช่วยเผ่าพันธุ์มนุษย์ไว้ได้มาก แต่ก็ทำให้มีแต่คนของกิลด์เขาที่สูญเสียในสงคราม ส่วนคนของกิลด์อื่นที่พึ่งมาถึงกลับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย โดยพวกเขาเลือกจะช่วยกันส่งทรัพยากรไปฟื้นฟูเมืองกรีนวู้ดทดแทนที่ไม่ได้ส่งคนเข้าร่วมสงคราม
ชายวัยกลางคนผมทองเปิดประตูกระโจมสีขาวเข้าไปข้างในอย่างหงุดหงิดก่อนจะสะดุ้งเฮือก เพราะเห็นว่าข้างในมีคนผู้หนึ่งยืนรออยู่
“คุณหลง?”
“ใช่ ฉันเอง”ไป๋หลงทักทายเบาๆ
“คุณเข้ามาในที่พักผมได้ยังไง”
“เข้ามายังไงไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือฉันต้องการให้นายช่วย”
“ช่วยอะไร?”ไป๋หลงสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้ากลายเป็นจริงจัง
“ระหว่างที่ถูกจับฉันบังเอิญได้ยินความลับของพวกก็อบลิน พวกมันซ่อนสมบัติมหาศาลไว้อีกที่หนึ่งโดยไม่มีใครรู้”เจคอบตาลุกวาวแต่แล้วก็ชะงัก
“คุณมาบอกผมเรื่องนี้ทำไม?”ไป๋หลงตีหน้านิ่งแล้วพูดว่า
“ฉันต้องการยืมยอดฝีมือของนายเพื่อไปจัดการพวกก็อบลินที่เฝ้าอยู่ และต้องการให้นายไประวังหลังเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัยอื่นๆด้วย”
“แล้วทำไมคุณไม่จัดการด้วยตัวเองเลยละ ฝีมืออย่างคุณไม่น่ามีปัญหานี่”
“ฉันไม่อยากเสี่ยง เพราะความประมาทฉันเลยถูกจับไปครั้งที่แล้ว ฉันไม่อยากจะพลาดอีก”เจคอบมองไป๋หลงด้วยสายตาเคลือบแคลง เพราะคนกล้าได้กล้าเสียอย่างไป๋หลงไม่น่าพูดคำๆนี้ออกมา
“แล้วยอดฝีมือกิลด์คุณละ”หลงแสร้งถอนหายใจแล้วพูดว่า
“พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนบาดเจ็บจากสงคราม ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่บากหน้ามาขอให้นายช่วยหรอก”เจคอบเริ่มเข้าใจ กิลด์ที่สูญเสียหนักที่สุดในสงครามครั้งนี้ คือกิลด์ไม้หอมและกิลด์นักรบโลหิต
“แล้วส่วนแบ่ง..”เจคอบถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์
“50:50”เจคอบหน้าบึ้ง แค่นเสียงแล้วพูดว่า
“มีแต่คนของผมที่ลงแรงคุณยังกล้าจะเอาผลประโยชน์ถึงครึ่งหนึ่งอีกหรอ ผมต้องการ 70:30”หลงแสร้งตีหน้าเครียด ก่อนจะกล่าวอย่างฝืนทนว่า
“ตกลง!”