บันทึกการเลี้ยงดูสามี

    ตอนที่ 35 ผู้ที่เหมาะสม

    ตอนที่ 35 ผู้ที่เหมาะสม

    เมื่อเอ่ยเช่นนี้แล้ว ในใจก็หวนกลับไปนึกถึงว่าเมื่อก่อนตนเองมีคนรู้จักหรือไม่ หากกล่าวตรงๆ ก็คือคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ถงเชียนได้กล่าวไว้ เพียงแต่ตนมิได้ออกบ้านบ่อยนัก ส่วนใหญ่ก็แค่เพียงออกไปส่งของให้บิดา

    แต่ทว่าในระหว่างที่กำลังใจลอยเพราะขบคิดจนหัวแทบแตกอยู่นี้ ดูเหมือนจะนึกขึ้นมาได้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่ง ที่ตนเองมีโชคชะตาพานพบอยู่หลายครั้งหลายครา แต่ด้วยเพราะสภาพแวดล้อมในทุกๆ ด้านของตนกับพวกเขาไม่เหมือนกัน จึงไม่กล้าที่จะคบค้าสมาคมกับพวกเขามากเท่าไรนัก และดูเหมือนว่าชีวิตของพวกเขาล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของนางเอง

    แล้วยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ที่ได้พบเจอมาในอดีตเหล่านั้น ก็ยิ่งรู้สึกว่าคนเหล่านี้เหมาะสมกับเงื่อนไขพวกนั้นของถงเชียน จึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและรีบเอ่ยว่า “คุณหนูถง หากพวกเขาไม่เหมาะสมล่ะก็ ข้ายังจำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยเห็นคนอยู่กลุ่มหนึ่ง หากพูดกันให้ละเอียดล่ะก็ ค่อนข้างตรงตามเงื่อนไขของท่านจริงๆ ”

    “พวกเขาเป็นกลุ่มเด็กที่อาศัยอยู่ในวัดร้างบริเวณเขตชานเมือง พวกเขาล้วนมีชะตากรรมที่ไม่ค่อยดีนัก ต่างไม่มีบิดามารดา ทำได้เพียงอาศัยอยู่กับกลุ่มเด็กเหล่านั้น เด็กหลายคนที่โตกว่าจะคอยดูแลเหล่าเด็กที่อายุน้อยกว่า ข้าเองก็ไม่ค่อยชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นพิเศษ”

    “ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าพวกเขาจะมีความรับผิดชอบเพียงพอหรือไม่ มิหนำซ้ำยังไม่เห็นพวกเขามาพักใหญ่แล้ว ทว่าในอดีตนั้นข้าเคยเจอพวกเขา แต่ด้วยรู้สึกขลาดกลัวในใจ ทั้งยังมีสายตาจากผู้คนรอบข้างอีก จึงไม่เคยคบค้าสมาคมกับพวกเขามากนัก หากท่านต้องการล่ะก็ ข้าสามารถไปด้วยเป็นเพื่อนท่านได้”

    เมื่อเอ่ยเช่นนี้แล้ว ก็มองหน้าถงเชียนอย่างลังเล ไม่รู้คำพูดต่อไปของตน ควรพูดหรือไม่ควรพูดดี

    ในยามที่ถงเชียนได้ยินแม่หนูอวิ๋นเอ่ยถึงคนเหล่านั้น ในใจก็พลันรู้สึกปลื้มปีติยินดี หากเป็นกลุ่มที่แม่หนูอวิ๋นกล่าวมานั้นล่ะก็ ตนเองคงไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงในการเสาะหาแล้ว อีกทั้งทุกอย่างก็จะดูง่ายขึ้น

    ก่อนหน้านี้ตนเองรู้แค่เพียงว่าในเมืองมีคนแบบนี้อยู่เยอะมาก แต่ก็ไม่ง่ายเลยที่จะหาเจอ ไม่นึกเลยว่าจะมีความน่ายินดีเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ ถึงแม้ในใจของตนจะคิดวางแผนไว้แล้ว แต่ก็ไม่ได้พลาดโอกาส น้ำเสียงที่แม่หนูอวิ๋นใช้กล่าวประโยคสุดท้ายนั้นค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ

    หลังจากที่ก่อนหน้านี้นางได้ฟังแผนการของตน ความตื่นเต้นที่มีในใจไม่ด้อยไปกว่าโอกาสเปลี่ยนแปลงที่นางได้รับ จึงแสดงสีหน้าลังเล

    “เป็นอะไรไป เจ้ายังมีสิ่งอื่นที่เป็นกังวลรึ หรือว่า เคยเกิดสิ่งใดที่ทำให้ผู้คนไม่ชื่นชอบในตัวพวกเขารึ เจ้ามิต้องกังวล เล่ามาก่อนเถอะ”

    แม่หนูอวิ๋นได้ฟังนางเอ่ยถามขึ้นมาเช่นนี้ ทั้งยังมองสีหน้าที่แน่วแน่ของถงเชียน ก็รู้สึกเชื่อมั่นอย่างไร้เหตุผล ใบหน้าที่แดงระเรื่อเพราะความวุ่นวายสับสนนี้ มิหนำซ้ำยังอยู่ภายใต้สายตาจ้องไม่ยอมลดละเป้าหมายของถงเชียน จึงได้ถอยหลังไปช้าๆ

    ตนเองควรเชื่อใจคุณหนูถงสิ เมื่อคิดเช่นเช่นนั้นก็เอ่ยปากพูดอย่างเด็ดขาดและเต็มที่ว่า “คุณหนูถง มิใช่ว่าข้าจงใจพูดถึงพวกเขาในทางที่ไม่ดีนะ แต่เป็นเพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในวัดร้างมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ด้วยสภาพแวดล้อม ทั้งความคิดและจิตใจล้วนแปรเปลี่ยนไปมาก”

    “อย่างไรเสียพวกเขามีบางส่วนที่ครอบครัวเลี้ยงดูไม่ไหว ก็เลย...” มองดูสีหน้าของถงเชียนที่เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก็รีบหยุดคำพูดก่อนหน้านี้ของตน แล้วเปลี่ยนเป็น “ดังนั้นพวกเขามักจะทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับพวกเขา ดังนั้นข้าจึงคิดว่า คิดว่าถ้าหากจะไปล่ะก็ ควรหาใครไปเป็นเพื่อนอีกสักคนก็คงจะดี จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้นเจ้าค่ะ”

    ถงเชียนได้ฟังสิ่งที่แม่หนูอวิ๋นกังวล จึงรู้สึกลังเลเล็กน้อย เพราะนึกไม่ถึงว่าจะมีสาเหตุอย่างที่นางได้กล่าวมา หากตนพาคนกลุ่มนี้กลับไป จะสามารถเลี้ยงดูได้จริงๆ ใช่หรือไม่ แต่ทว่าความคิดนี้ก็พลันเปลี่ยนไปทันที ไม่มีผู้ใดที่เกิดมาแล้ว ก็มีนิสัยใจคอไม่ดีหรอก

    อีกทั้งพวกเขามีเด็กแปลกหน้าอยู่ตั้งมากมาย แต่ยังสามารถยอมกินไม่อิ่ม ยอมสวมเสื้อไม่อุ่นเพื่อดูแลผู้อื่น คนเช่นนี้จะทำให้คนอื่นรู้สึกหวาดกลัวประเภทนั้นได้อย่างไรกันล่ะ

    เพราะแม่หนูอวิ๋นเห็นถงเชียนดูเคร่งขรึม จึงไม่รู้ว่าตนเองทำให้นางโกรธแล้วหรือไม่ หรือเป็นเพราะคำพูดที่ตนเพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่ จึงทำให้นางรู้สึกว่าตนนั้นไม่มีความเห็นอกเห็นใจ เสี้ยววินาทีนั้นจึงรู้สึกร้อนใจเป็นพิเศษ

    ถงเชียนมองดูสีหน้าที่ลังเลทั้งยังร้อนใจเช่นนี้ของนาง จึงได้พยักหน้าเชิงว่าตนเองรับรู้เรื่องนี้แล้ว เพียงแต่ยังให้ผลที่แน่ชัดไม่ได้ อย่างไรก็ควรหาผู้อื่นไปกับตนเองที่นั่นจะดีกว่าหรือไม่

    แม่หนูอวิ๋นเห็นท่าทางนี้ของนาง ก็ไม่รู้ว่าในใจนางคิดสิ่งใดอยู่ แต่ก็จนปัญญาที่ตนมีกำลังให้นางไม่พอ หากพบคุณชายจี้ล่ะก็ จะต้องขอร้องให้คุณชายจี้ไปเป็นเพื่อนคุณหนูถงแน่นอน ถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นมากลางคันล่ะก็ จะได้มีคนปกป้องคุ้มครองคุณหนูถงได้

    ทว่าสิ่งที่แม่หนูอวิ๋นไม่ทราบก็คือ ชั่วขณะนั้นถงเชียนได้ตัดสินใจแล้ว ว่าจะไปที่นั่นด้วยตนเอง เพื่อลองดูว่าจะสามารถเกลี่ยกล่อมเด็กๆ ได้หรือไม่ หากไม่ได้ก็ค่อยไปหาคนจากที่อื่น

    แต่ถึงแม้จะเป็นตนเอง ก็ไม่มีปัญญามากพอที่จะให้พวกเขาไปทำเรื่องที่ตนเองวางแผนเอาไว้ ยิ่งคนไปมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกกดดัน มิหนำซ้ำยังทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนตนเองถูกขายก็มิปาน ก็จะยิ่งต่อต้านเป็นพิเศษ

    อย่างไรก็ตามการที่ถงเชียนไปโดยลำพังนั้น จะสามารถยื่นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ที่พวกเขาจะไม่สามารถปฏิเสธได้ ทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงอคติในใจของผู้คนเหล่านั้นและยังเกิดความสำนึกในบุญคุณอีกด้วย ทำให้ฉากที่ไม่น่าเกิดขึ้นให้สำเร็จลุล่วงไปได้

    หลังจากได้ที่อยู่มาจากแม่หนูอวิ๋นแล้ว ก็ได้คิดพินิจว่าวัดร้างในชานเมืองนี้ไปทางไหน คิดคำนวณเวลาที่ต้องใช้ แต่พอนึกถึงว่าจี้ซิวผิงนั้นใกล้จะออกมาจากบ้านอาจารย์ชิวแล้ว จึงได้พับแผนการนี้เก็บลงไปก่อน เตรียมตัวรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ก่อน ถึงค่อยไปดูว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร

    หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว หนูอวิ๋นก็เล่าถึงเรื่องเล่าที่พบเจอในโรงน้ำชาช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ ทั้งยังพูดถึงปัญหาน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่นางร้องเพลง จึงได้รีบช่วยนางแก้ไข นอกจากนี้ยังสอนทักษะในเวลาร้องเพลงให้นางอีกด้วย

    เมื่อมองดูแล้วว่าใกล้จะถึงเวลานัดของตนเองกับจี้ซิวผิง จึงได้กำชับกับแม่หนูอวิ๋นว่า “แม่หนูอวิ๋น เจ้าอยู่ที่นี่ก็ต้องระวังตัวหน่อยนะ คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเถ้าแก่ ถึงแม้เถ้าแก่จะบอกว่าต้องการข้า แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่เขาจะกังวลเรื่องหาเงินจนเผลอทำเรื่องบางอย่าง”