ท่านอาจารย์ ... ที่ท่านกล่าวออกมาหมายความว่าที่นี้คือสุสานของท่านต้วน เจี่ยหานเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนเช่นนั้นหรือ ... มูหลงชิงกล่าวออกมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ .. เพราะการจะค้นพบสุสานของคนรุ่นาแรกเริ่มนั้นไม่ใช่ว่าจะหากันเจอได้ง่ายๆ ยิ่งเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่ในยุคนั้นยิ่งไม่สามารถหาได้อย่างแน่นอน จะต้องมีค่ายกลป้องกันระดับที่สูงคอยป้องกันไว้อย่างแน่นอน สุสานยิ่งอันตรายเท่าไหร่สมบัติที่ถูกเก็บอยู่ภายในยิ่งมีระดับที่สูงมาก
หากมีการค้นพบสุสานของผู้ยิ่งใหญ่ในยุคาแรกเริ่มแผ่กระจายออกไป จะต้องทำให้นักสู้ระดับสูงทั่วทั้งแดนสุขาวดีรวมตัวกันเพื่อเข้าไปค้นหาสมบัติในสุสานอย่างแน่นอน ถึงแม้จะมีอันตรายอย่างมาก แต่ถ้าหากได้สมบัติในนั้นมาได้เพียงแค่ระดับต่ำสุดในนั้นก็มีค่ามากมายมหาศาลแล้ว
ถูกต้องแล้วที่นี้คืนสุสานของท่านบรรพบุรุษต้วน เจี่ยหาน ท่านบรรพบุรุษได้สร้างสุสานนี้ขึ้นมาเมื่อ 60000 ปีก่อน และท่านได้สิ้นอายุขัยไปเมื่อ 50000 ปีที่แล้ว ท่านได้ทิ้งมรดกตกทอดทั้งหมดไว้ในที่นี้ รอผู้ที่จะสามารถมาสืบทอดต่อจากท่านได้ ... พูดจบแล้วเฒ่าแก่หลี่ก็พามู่หลงชิงมาเคารพป้ายบรรพบุรุษต้วน เจี่ยหาน
เฒ่าแก่หลี่คุกเข่าลงทั้งสองข้างและก้มคำนับลงไป .... ท่านบรรพบุรุษ ข้าน้อยต้วน หลี่ฟานได้ค้นพบผู้ที่จะมารับสืบทอดมรดกและเจตนารมณ์ต่อจากท่านบรรพบุรุษแล้ว ..... กล่าวจบเขาก็นำมีดสั้นเล่มนึงออกมาจากแหวนก่อนที่จะกรีดลงไปที่ฝ่ามือของเขาทำให้เืไหลออกมา แล้วเขาก็ยื่นมือไปที่แท่นบูชาหน้าป้ายสุสาน เพื่อให้เืของเขาไหลเข้าไปที่แท่นบูชานั้น
เห็นสิ่งที่อาจารย์ของเขาทำอยู่นั้น มู่หลงชิงก็ไม่ได้เข้าไปห้ามปรามแต่อย่างใด เพียงแต่รอดูเท่านั้นว่าอาจารย์ของเขาจะทำอะไรต่อไปและเขาจะต้องทำอะไรบ้าง เืที่ไหลเข้าไปในแท่นบูชานั้นได้ค่อยๆหายไปจนไม่เหลือล่องลอย ฉากนี้ทำให้มู่หลงชิงตกตะลึงอย่างมาก เขาคิดว่าท่านอาจารย์ของเขากำลังทำอะไรกันแน่
ผ่านไปสักพักก็ได้มีแสงสาดประกายออกมาจากในสุสาน แสงนี้สว่างเป็อย่างมากทำให้มู่หลงชิงไปสามารถที่จะลืมตาขึ้นมามองได้เขาจึงหลับตาลงเพื่อลดผลกระทบต่อสายตาของเขาจากแสงนี้
แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาเขาก็ต้องตกตะลึงเป็อย่างมาก เพราะสิ่งที่เขาเห็นเป็สิ่งแรกก็คือชายวัยกลางคน คนนึงที่สวมใช่สุดสีฟ้าเอาไว้ หน้าตาของเขาคมเข้ม มีคิ้วที่หนา รูปร่างสูงโปร่ง มองภายนอกดูเหมือนชายวัยกลางคนธรรมดาทั่วไปแต่สายตาที่มองมาดูเหมือนสามารถมองทุกอย่างได้อย่างทุลุปุโปร่ง เพียงแค่เห็นสายตานั้นก็ทำให้มู่หลงชิงตัวสั่นขึ้นมาด้วยความกลัว
ต้วน หลี่ฟานคาระวะท่านบรรพบุรุษ .... เสียงของอาจารย์ของเขาได้เรียกสติของเขากลับมาก่อนที่เขาจะทำตามอาจารย์ของเขาคุกเข่าและก้มลงคาระวะท่านบรรพบุรุษ
ต้วนหลี่ฟาน เ้าเป็ชนรุ่นหลังของตะกลูต้วนเช่นนั้นหรือ .... เสียงที่ต้วน เจี่ยหานกล่าวออกมานั้นเป็เหมือนเสียงลมที่แ่เบาที่ตกกระทบเข้าในหูของพวกเขาทั้งสองคน แต่กลับมีแรงกดดันอย่างมากชนิดนึงอยู่ด้วยทำให้ทั้งสองคนไม่สามารถที่จะเงยหน้าขึ้นมาได้ ทำได้เพียงหมอบกราบอยู่อย่างนั้น
เรียนท่านบรรพบุรุษต้วน เจี่ยหาน ข้าน้อยเป็ชนรุ่นหลังของตะกลูต้วนและเป็ผู้ผนึกอสูรคนสุดท้ายของตะกลูต้วนในตอนนี้ .... ได้ยินดังนั้นต้วน เจี่ยหาน ก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะสลายแรงกดดันออกไปทำให้ทั้งสองที่คุกเข่าอยู่ในตอนนี้สามารถหายใจออกมาได้อย่างผ่อนคราย
เ้าเป็ผู้ผนึกอสูรรุ่นสุดท้ายเช่นนั้นหรือ และการที่เ้าปลุกเสี้ยวิญญาที่ข้าเหลือทิ้งไว้นั้นหวังว่าเ้าจะมีคำตอบที่ดีให้กับข้า .... ได้ยินดังนั้นเฒ่าแก่หลี่ก็รู้สึกเย็นวาปขึ้นมาที่หลังเล็กน้อย....
เรียนท่านบรรพบุรุษ ที่ข้าน้อยปลุกท่านขึ้นมานั้นก็เพราะมีเื่สำคัญอย่างมากที่จะต้องให้ท่านเท่านั้นตัดสินใจได้ ... ในตอนนี้ข้าน้อยสามารถที่จะหาผู้สืบทอดมรดกของท่านได้แล้ว และยังเป็บุคคลเดียวที่สามารถสื่อสารกับลูกแก้วจิตอสูรพยัคทมิฬได้ เขาเป็คนที่ตะกลูต้วนเราใช้เวลาหามาตลอดหลายหมื่นปีที่ผ่านมา .... ต้วน เจี่ยหานได้ยินดังนั้นสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปมองสำรวจมู่หลงชิงที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหลัง
เ้าแน่ใจนะว่าเขาสามารถสื่อสารกับจิตอสูรพยัคทมิฬได้จริงๆ .... ต้วน เจี่ยหาน กล่าวถามออกมาอีกครั้ง
เป็เช่นนั้นจริงๆ หลังจากที่เขาสื่อสารกับลูกแก้วจิตอสูรได้นั้น เขาก็สลบไปในทันที ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาและข้าได้สอบถามเขาอย่างละเอียดแล้วก่อนที่จะนำเขามาหาท่านบรรพบุรุษ เพื่อให้ท่านเป็คนตัดสินใจอีกครั้งว่าเขามีคุณสมบัติพอที่จะสืบทอดมรดกต่อจากท่านหรือไม่ ได้ยินดังนั้นต้วน เจี่ยหานก็นิ่งคิดไปครู่นึง แล้วจ้องมองไปที่มู่หลงชิง
เ้าชื่อว่าอะไร .... ต้วน เจี่ยหานกล่าวถามออกมา
ข้าน้อยแซ่มู่ ชื่อมู่หลงชิง ......
ตอนที่เ้าสื่อสารกับลูกแก้วจิตอสูรพยัคทมิฬนั้นพวกเ้าคุยเื่อะไรถึงได้ทำให้เ้าสลบไป
เรียนท่านบรรพบุรุษต้วน เจี่ยหานตามตรง สิ่งที่ข้าพูดคุยกับจิตอสูรพยัคทมิฬนั้นเป็เพียงข้อตกลงบางอย่าง จิตอสูรพยัคทมิฬตนนี้้าให้ข้าปลดปล่อยมันออกมาแรกกับเคล็ดวิชาและทัพยากรต่างๆที่ทำให้ข้ากลายเป็ผู้แข็งแกร่งได้ ... มู่หลงชิงกล่าวออกมาตามความจริงทั้งหมด
แล้วเ้าคิดว่าอย่างไรกับข้อเสนอของมัน .... ต้วนเจี่ยหาวกล่าวถามออกมา
ข้าน้อยคิดว่าไม่สามารถที่จะปลดปล่อยมันออกมาได้ เพราะข้าไม่สามารถเชื่อถือในคำพูดของมันได้ และอาจจะนำภัยภิบัติมาสู่ตนเองด้วยจึงไม่ได้ตอบตกลงอะไรมันไป มันจึงได้ส่งมอบเคล็ดวิชานึงให้กับข้าเพื่อเป็หลักประกันและให้ข้ากลับไปคิดดูใหม่อีกครั้งนึง .... ได้ยินดังนั้นต้วน เจี่ยหาวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เคล็ดวิชาที่มันมอบให้กับเ้าคือเคล็ดวิชาใด ....
เป็เคล็ดวิชาพยัคท่องนภา .... มู่หลงชิงกล่าวตอบกลับไป
คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะยอมมอบเคล็ดวิชานี้ให้กับเ้า เคล็ดวิชาพยัคท่องนภานี้เป็เคล็ดวิชาที่เทพอสูรพยัคทมิฬคิดค้นขึ้นมาเอง เรียกว่ามีเพียงมันเท่านั้นที่สามารถใช้เคล็ดวิชานี้ออกมาได้ แต่มันกลับยอมถ่ายทอดให้กับเ้าเพื่อแลกกับอิสระภาพ .....
ถึงจะเป็อย่างนั้นแต่เคล็ดวิชานี้ก็ไม่ได้ฝึกฝนง่ายอย่างที่คิดที่มันยอมถ่ายทอดให้กับข้าก็เพราะว่ามันมั่นใจอยู่แล้วว่าข้าไม่สามารถฝึกฝนไปจนถึงขั้นปรายได้ .... มู่หลงชิงพูดจบก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ... ได้ยินดังนั้นสีหน้าของต้วน เจี่ยหานก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เขาทำเพียงมองดูมู่หลงชิงอย่างจริงจังเพียงเท่านั้น
แล้วเ้าคิดเช่นไรกับการเป็ผู้ผนึกอสูร .... คำถามนี้ของต้วน เจี่ยหานได้ทำให้เขานิ่งคิดอยู่ครู่นึงว่าเขาสมครวที่จะถามความสงสัยที่เขามีออกไปหรือไม่
เรียนท่านบรรพบุรุษต้วน เจี่ยหานข้าน้อยมีความสนใจอย่างมากต่อการเป็ผู้ผนึกอสูร เพราะมันอาจเป็เคล็ดวิชาที่สามารถสนับสนุนกับเคล็ดวิชาที่ข้าน้อยกำลังฝึกฝนอยู่ก็เป็ได้ .... ได้ยินดังนั้นก็ทำให้ต้วน เจี่ยหานมีสีหน้าสงสัยขึ้นมาเล็ดน้อยเคล็ดวิชาผนึกอสูรเป็วิชาลับของตะกลูต้วนแต่เด็นน้อยตรงหน้าเขากลับบอกว่าสามารถนำไปใช้สนับสนุนต่ออีกเคล็ดวิชานึงเช่นนี้ จะไม่ให้เขารู้สึกแปลกใจเลยก็ไม่ได้
เ้าหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าจะเป็ผู้ผนึกอสูรเพียงเพื่อนำไปสนับสนุนกับเคล็ดวิชาของเ้า ...
เรียนตามตรงข้าน้อยได้บังเอิญพบเข้ากับเคล็ดวิชาระดับเทพวิชานึง มันมีชื่อว่าเคล็ดวิชาเทพอสูร เคล็ดวิชานี้เป็วิชาที่ใช้จิตอสูรในการบ่มเพาะยิ่งระดับสูงก็ยิ่งต้องใช้จิตอสูรที่สูงขึ้น และแต่ละระดับขั้นของวิชาก็สามารถหลอมรวมกับจืตอสูรที่เรา้าและใช้ความสมารถของจิตอสูรตนนั้นได้อีกด้วย
ได้ยินดังนั้นก็ทำให้ทั้งต้วน เจี่ยหานและเฒ่าแก่หลี่ที่นั่งฟังอยู่อย่างเงียบๆลุกขึ้นมาด้วยอาการใทันที พวกเขาไม่คิดว่าเด็กน้อยตรงหน้าพวกเขาจะฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับเทพวิชานึง และยังเป็วิชาที่เกี่ยวกับสัตว์อสูรอีกด้วย ไม่แปลกใจเลยที่เขาคิดว่าจะสามารถนำไปใช้กับเคล็ดวิชาผนึกอสูรได้ คัยได้ยินเข้าก็ต้องใและตกตะลึงอย่างแน่นอน ที่กลับมีเคล็ดวิชาระดับเทพโผล่ออกมาและเป้นวิชาที่แม้แต่เขาเแงก็ไม่รู้จักอีกด้วย
ที่เ้ากล่าวออกมานั้นเป็ความจริงเช่นนั้นหรือ .... ต้วน เจี่ยหานกล่าวถามยืนยันออกมาอีกครั้งนึง .... แต่มู่หลงชิงไม่ได้ตอบเขาเพียงยืนขึ้นเท่านั้นก่อนที่จะปลดปล่อยพลังและเคล็ดบ่มเพาะเทพอสูรออกมา ทำให้รอบตัวของเขาในตอนนี้ได้มีเกราะของหมีปฐี และกรงเล็บโผล่ขึ้นมา การแสดงออกมาเลยจะเป็คำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้ เห็นฉากที่มู่หลงชิงแสดงออกมานั้นก็ทำให้ทั้งสองคนที่เห็นไม่เชื่อก้ไม่ได้ด้วย
เ้ากลับมีวิชาระดับเทพอยู่จริงๆ แถมยังเป็วิชาที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนอีกด้วย ข้าถามเ้าได้หรือไม่ว่าเ้าไปได้เคล็ดวิชานี้มาจากที่ไหน.... ต้วน เจี่ยหานกล่าวถามออกมาด้วยความอยากรู้อย่างมาก
ข้าน้อยบังเอิญหลงเขาไปในเขตแดนลับแห่งนึง ที่แห่งนั้นลึกลับและอันตรายเป็อย่างมากแต่ข้าน้อยกลับโชคดีที่ผ่านมันไปได้และได้พบเข้ากับเคล็ดวิชาเทพอสูรนี้ เคล็ดวิชานี้ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อ 100000 ปีก่อน่ายุคแรกเริ่ม แต่เพราะผ่านกาลเวลามานานแล้วทำให้ข้าไม่สามารถมองเห็นชื่อของผู้ที่คิดค้นวิชานี้ขึ้นมา
เป็่เดียงกันกับที่ตะกลูต้วนถูกทำลายลงเช่นนั้นหรือ แต่ในยุคนั้นข้ากลับไม่เคยได้ยินถึงเคล็ดวิชาเทพอสูรนี้เลยสักครั้งเดียว อาจเป็ไปได้ว่าวิชานี้ถูกคิดค้นขึ้นมาหลังจากตะกลูต้วนได้ล่มสลายไปแล้ว แต่จนกระทั่งข้าสิ้นชีพลงในอีก 50000 ปีต่อมาก็ยังไม่เคยได้ยินเคล็ดวิชาที่ทำให้สามารถใช้พลังและความสามารถพิเศษของสัตว์อสูรได้เลย แม้แต่เคล็ดวิชาผนึกอสูรก็ทำได้เพียงนำจิตอสูรที่ผนึกไว้มาร่วมต่อสู้ด้วยเท่านั้นแต่พลังและความสามารถของจิตอสูรตนนั้นจะถูกลดลงไปไม่สามารถใช้พลังในระดับเดียวกับตอนที่ยังมีชีวิตได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ผนึกอสูรด้วยว่าสามารถใช้พลังของจิตอสูรได้ถึงระดับไหน
ต้วน เจี่ยหานครุ่นคิดอย่างมากในเวลานี้เขาคิดอย่างไรก็ไม่อาจหาคำตอบได่ว่าวิชาเทพนี้มาจากผู้ใดกันแน่ เขาคิดไปกระทั่งว่าอาจจะเป็แม่ของเขา ต้วน มู่หล่าง ที่หายสาปสูญไปเมื่อ 100000 ปีก่อนก้เป็ได้ เขาหันไปมองหน้ามู่หลงชิงอีกครั้งนึง
มู่หลงชิงเ้าการที่จะเป็ผู้สืบทอดมรดกของตะกลูต้วนหรือไม่ .... ต้วน เจี่ยหานกล่าวถามออกมาตรงๆ
ข้าน้อยมู่หลงชิง้าเป็ผู้ผนึกอสูรและเป็ผู้สืบทอดมรดกและปณิทานของตะกลูต้วน ............