หิมะตกหนักในวันที่ตระกูลเสิ่นถูกปะา
เกล็ดขาวเย็นเยียบร่วงหล่นจากฟากฟ้าราวกับ์กำลังโปรยผ้าคลุมศพให้แผ่นดิน ทั้งที่พื้นลานปะามิได้ขาวสะอาดอีกต่อไป เืของคนตระกูลเสิ่นไหลปะปนกับหิมะ กลายเป็สีแดงหม่นอันน่าหวาดหวั่น กลิ่นคาวโลหิตลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศหนาวจนแทบจับตัวเป็น้ำแข็ง เสียงลมคร่ำครวญผ่านธงปะาสีดำเหนือศีรษะ ฟังคล้ายเสียงิญญานับร้อยกำลังร่ำไห้ให้ความอยุติธรรมที่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากแทน
เสิ่นเยว่หลันคุกเข่าอยู่กลางลานปะา สองมือถูกมัดไพล่หลังด้วยเชือกหยาบ ข้อมือขาวซีดมีรอยเืซึมจากการถูกลากถูมาตลอดทาง อาภรณ์สีขาวของนักโทษเปื้อนโคลนและเืจนไม่เหลือเค้าเดิม ผมยาวดำสนิทที่เคยถูกเกล้าอย่างประณีตบัดนี้หลุดรุ่ยลงคลอแก้ม ใบหน้างามที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ที่อิจฉาของสตรีทั้งเมืองหลวงซีดเผือดไร้สีเื ทว่าในดวงตาคู่นั้นยังมีเปลวไฟบางอย่างเหลืออยู่ เปลวไฟที่ไม่ใช่ความหวัง หากเป็ความแค้นที่ถูกเผาจนเกือบกลายเป็เถ้าถ่าน
ด้านหน้าของนาง ศีรษะของคนในตระกูลเสิ่นถูกเรียงบนแท่นไม้เย็นเฉียบทีละคน
บิดาของนาง แม่ทัพใหญ่เสิ่นจื้อหยวน ผู้เคยปกป้องชายแดนตะวันตกมายี่สิบปี ถูกกล่าวหาว่าคิดฏและสมคบศัตรู ทั้งที่ชีวิตของเขาฝากไว้กับแผ่นดินนี้มาตลอด มารดาใหญ่ของนางตายไปนานแล้ว แต่บรรดาญาติพี่น้อง บ่าวไพร่ และทหารเก่าที่จงรักภักดีต่อจวนเสิ่นกลับถูกลากเข้ามารับโทษพร้อมกันอย่างไร้ความเมตตา แม้แต่พ่อบ้านชรา ผู้เคยอุ้มนางั้แ่ยังแบเบาะ ก็ถูกบั่นคอโดยไม่มีโอกาสร้องขอชีวิต
เสียงดาบฟันลงหนึ่งครั้ง เท่ากับชีวิตคนหนึ่งหลุดจากร่าง
เสิ่นเยว่หลันกัดริมฝีปากจนเืไหล นางไม่รู้ว่าตนเองร้องไห้จนหมดน้ำตาไปั้แ่เมื่อใด รู้เพียงว่าทุกครั้งที่ดาบเพชฌฆาตยกขึ้น หัวใจของนางก็ถูกฉีกออกอีกชิ้นหนึ่ง จนถึงท้ายที่สุด นางไม่เหลือสิ่งใดให้เจ็บอีกแล้ว
“เสิ่นเยว่หลัน บุตรีแม่ทัพฏเสิ่นจื้อหยวน”
เสียงขานชื่อของขุนนางผู้คุมลานปะาดังขึ้นท่ามกลางหิมะ
นางค่อย ๆ เงยหน้า
บนแท่นสูงใต้ร่มผ้าแพรสีทอง องค์ชายสาม หลี่จวินเฉิง ยืนอยู่ในชุดคลุมขนจิ้งจอกสีขาว ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนดังหยกสลักยังคงเหมือนเดิม เหมือนชายคนเดียวกับที่เคยจับมือนางใต้ต้นเหมยแล้วกล่าวว่า “หลันเอ๋อร์ เมื่อข้าได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงกว่านี้ ข้าจะให้เ้าสวมมงกุฎเคียงข้างข้า”
นางเคยเชื่อคำพูดนั้น
เชื่อจนยอมมอบหัวใจ มอบความไว้วางใจ มอบอำนาจของตระกูล และมอบเส้นทางให้เขาเดินขึ้นไปทีละขั้น
แต่วันนี้ เขายืนอยู่เหนือแท่นปะา มองดูบิดานางตาย มองดูตระกูลนางพินาศ และมองดูนางคุกเข่ารอความตายด้วยแววตาที่ไม่มีความเสียใจแม้แต่น้อย
ข้างกายเขา มีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่
เสิ่นอวี้หรง
น้องสาวต่างมารดาของนาง
อวี้หรงสวมเสื้อคลุมสีชมพูอ่อน ปักลายบุปผาอย่างงดงาม ใบหน้าเล็กน่าทะนุถนอมยังคงประดับด้วยน้ำตา ราวกับนางเป็คนที่เ็ปที่สุดในเหตุการณ์นี้ มือเรียวของนางเกาะแขนองค์ชายสามไว้เบา ๆ ท่าทางสั่นไหวบอบบางจนผู้ใดเห็นก็ต้องสงสาร แต่เมื่อสายตาของทั้งสองพี่น้องสบกัน เสิ่นเยว่หลันกลับเห็นรอยยิ้มบางเฉียบซ่อนอยู่หลังหยาดน้ำตานั้น
รอยยิ้มแห่งชัยชนะ
“พี่หญิง…” เสิ่นอวี้หรงเอ่ยเสียงสั่น “น้องขอร้ององค์ชายสามแล้ว แต่ว่า…หลักฐานทั้งหมดชี้ชัดเกินไป น้องช่วยท่านไม่ได้จริง ๆ”
เสิ่นเยว่หลันมองนางนิ่ง
ในอดีต นางเคยสงสารน้องสาวคนนี้มากเพียงใด อวี้หรงเกิดจากฮูหยินรอง ฐานะต่ำกว่านาง ถูกมองว่าเป็บุตรีรองที่ไม่มีสิทธิ์เทียบคุณหนูใหญ่ นางจึงยอมถอยให้เสมอ ยอมแบ่งผ้าแพร แบ่งเครื่องประดับ แบ่งความรักจากบิดา และสุดท้ายยังโง่เขลาถึงขั้นแบ่งคู่หมั้นของตนให้ด้วย เพราะคิดว่านั่นคือความเมตตาของพี่สาว
ที่แท้ความเมตตาของนางเป็เพียงมีดเล่มหนึ่งที่อวี้หรงใช้แทงกลับเข้ามาในอกนาง
“หลักฐาน…” เสิ่นเยว่หลันหัวเราะเบา ๆ เสียงแห้งผากจนแทบไม่เหมือนเสียงมนุษย์ “จดหมายลับที่ปรากฏในห้องหนังสือของบิดาข้า ตราทหารปลอมที่พบในคลังอาวุธ และคำให้การของพยานสามคน…ทั้งหมดนี้ เ้าเรียกว่าหลักฐานหรือ อวี้หรง”
ใบหน้าของเสิ่นอวี้หรงซีดลงเพียงชั่ววูบ ก่อนจะกลับมาอ่อนแอดังเดิม “พี่หญิง เหตุใดท่านยังดื้อดึงเช่นนี้ ถึงขั้นนี้แล้ว ท่านยอมรับผิดเถิด อย่างน้อย…องค์ชายสามอาจยังเมตตาให้ท่านตายอย่างสงบ”
“ตายอย่างสงบ?” เยว่หลันเงยหน้ามองหลี่จวินเฉิง “แล้วบิดาข้าเล่า เขาปกป้องแผ่นดินให้ราชวงศ์หลี่มาตลอดชีวิต เขาสมควรตายอย่างสงบด้วยข้อหาฏที่พวกเ้าสร้างขึ้นหรือไม่”
หลี่จวินเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับนางกำลังทำให้เขาลำบากใจ
“เยว่หลัน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่นางเคยหลงรัก “ข้ารู้ว่าเ้ารับความจริงไม่ได้ แต่บ้านเมืองมีกฎหมาย ตระกูลเสิ่นทำผิด ข้าก็ไม่อาจช่วยเ้าได้ ต่อให้ข้าเคยมีใจให้เ้าเพียงใดก็ตาม”
เคยมีใจ
คำสามคำนั้นทำให้เสิ่นเยว่หลันเกือบหัวเราะจนกระอักเื
“ท่านเคยมีใจให้ข้า หรือเคยมีใจให้ตราทหารของบิดาข้ากันแน่”
เสียงรอบลานปะาเงียบลงในทันใด
หลี่จวินเฉิงแววตาเย็นวาบ แต่เพียงชั่วครู่เขาก็กลับมาเป็องค์ชายผู้สง่างาม “เ้าถูกความแค้นบังตาแล้ว”
“ไม่” เยว่หลันกล่าวช้า ๆ “ข้าเพิ่งตาสว่างต่างหาก”
เพียะ!
ทหารผู้คุมเดินเข้ามาตบหน้านางอย่างแรงจนใบหน้าสะบัด เืไหลจากมุมปากหยดลงบนหิมะ เสียงผู้คนรอบลานดังขึ้นเป็ระลอก บ้างสาปแช่ง บ้างถอนหายใจ บ้างเบือนหน้าหนี แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดแทนตระกูลเสิ่นแม้แต่คำเดียว
นางเข้าใจแล้ว
เมื่อคนหนึ่งถูกอำนาจตราหน้าว่าเป็ฏ ความจริงก็กลายเป็สิ่งไร้ราคา
“นักโทษเสิ่นเยว่หลันกล่าววาจาหยาบคายต่อเชื้อพระวงศ์ สมควรรับโทษหนัก” ขุนนางผู้คุมคดีประกาศเสียงดัง “ก่อนปะา ให้โบยสิบไม้เพื่อเตือนผู้คิดล่วงเกินราชสำนัก”
ไม้แรกฟาดลงบนแผ่นหลังของนาง
ความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เยว่หลันกัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงร้อง ไม้ที่สอง สาม สี่ ตามลงมาอย่างไม่ปรานี เสียงเนื้อกระทบไม้ดังก้องกลางลานปะา หิมะยังคงตกลงมา ปกคลุมรอยเืใหม่บนพื้นเหมือนพยายามลบหลักฐานแห่งความโหดร้าย แต่ยิ่งหิมะขาวเพียงใด เืก็ยิ่งแดงชัดเพียงนั้น
เมื่อไม้ที่สิบจบลง เสิ่นเยว่หลันแทบทรุดลงกับพื้น แต่ทหารจับแขนนางไว้ บังคับให้นางคุกเข่าตรงอีกครั้ง
เพชฌฆาตเดินเข้ามาแล้ว
ดาบใหญ่ในมือเขาสะท้อนแสงหนาวเย็น
เสิ่นเยว่หลันมองดาบนั้น แล้วจู่ ๆ โลกทั้งใบก็คล้ายเงียบลง
นางไม่กลัวตายอีกแล้ว
สิ่งที่นางกลัวคือการตายไปโดยไม่มีโอกาสถาม์ว่า เหตุใดคนชั่วจึงยืนอยู่ใต้ร่มทอง เหตุใดคนซื่อสัตย์จึงตายใต้ดาบ เหตุใดความรักที่นางมอบให้อย่างโง่งมจึงกลายเป็เชือกมัดคอคนทั้งตระกูล
“เสิ่นเยว่หลัน” เสิ่นอวี้หรงกระซิบจาก้า เสียงเบาพอให้นางได้ยินเพียงคนเดียว “พี่หญิง ท่านรู้หรือไม่ ความจริงแล้วจดหมายฉบับแรก ข้าเป็คนวางไว้เอง”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
เสิ่นอวี้หรงยิ้มทั้งน้ำตา
“ท่านดีเกินไป ดีจนทำให้ทุกคนเห็นข้าเป็เพียงเงาของท่าน ข้าเบื่อเต็มทีแล้วกับการต้องยืนอยู่ข้างหลังท่าน ตอนนี้ทุกอย่างที่เป็ของท่านจะเป็ของข้า ทั้งตำแหน่ง ทั้งเกียรติ ทั้งองค์ชายสาม และแม้แต่ชื่อเสียงของสตรีที่น่าสงสารที่สุดในเมืองหลวง…ก็จะเป็ของข้าเช่นกัน”
เสิ่นเยว่หลันจ้องนาง ดวงตาแห้งผากแต่ลึกเหมือนหลุมฝังศพ
“อวี้หรง” นางกล่าวเบามาก “หากมีชาติหน้า ข้าจะไม่เป็พี่สาวของเ้าอีก”
เสิ่นอวี้หรงหัวเราะเสียงเบา “ท่านยังคิดว่าจะมีชาติหน้าอีกหรือ”
ทันใดนั้น ลมหนาวพัดแรงขึ้น ธงปะาสีดำสะบัดดังพรึ่บเหนือศีรษะ เสียงโซ่ตรวนจากที่ใดไม่รู้ดังแว่วมาในอากาศ เสิ่นเยว่หลันพลันรู้สึกว่าความเย็นบางอย่างกำลังไหลผ่านกระดูกสันหลัง ไม่ใช่ความหนาวจากหิมะ แต่เป็ความเย็นของโลกอื่น
นางได้ยินเสียง
ตอนแรกเป็เสียงกระซิบแ่เบา จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็ร้อย เป็พัน เป็หมื่นเสียง
“นายหญิง…”
เสิ่นเยว่หลันชะงัก
นางมองไปรอบตัว แต่ผู้คนในลานปะายังคงนิ่ง ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครเห็น หิมะยังตก ดาบยังอยู่เหนือศีรษะนาง แต่เสียงนั้นกลับดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีผู้คนจำนวนมากยืนอยู่หลังม่านหมอก มองนางด้วยดวงตาที่ไร้ชีวิต
“นายหญิง…ในที่สุดท่านก็กลับมา…”
หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะ
นี่คือเสียงใคร
เหตุใดจึงเรียกนางเช่นนั้น
หมอกสีเทาดำเริ่มลอยขึ้นจากพื้นลานปะา ปะปนกับไอเย็นของหิมะ จนทุกอย่างรอบตัวพร่าเลือน เสิ่นเยว่หลันเห็นเงาคนจำนวนมากยืนอยู่หลังผู้คนในลาน บางคนไร้ศีรษะ บางคนมีลูกธนูปักเต็มร่าง บางคนสวมเกราะทหารชายแดนที่นางคุ้นตา พวกเขาทั้งหมดมองมายังนางด้วยแววตาโศกเศร้าและเคารพอย่างลึกล้ำ
หนึ่งในนั้นคือบิดาของนาง
ไม่ใช่ร่างไร้ิญญาที่เพิ่งถูกปะา แต่เป็เงาิญญาซีดจางของแม่ทัพเสิ่นจื้อหยวน เขายืนอยู่ท่ามกลางหิมะ มองนางด้วยแววตาอ่อนโยนเหมือนเมื่อครั้งนางยังเด็ก
“ท่านพ่อ…” เยว่หลันหลุดเสียงออกมา
ไม่มีใครได้ยินนอกจากเงาเ่าั้
ิญญาของบิดาขยับริมฝีปาก คล้าย้าพูดบางอย่าง แต่เสียงของเขาถูกลมหนาวกลืนหายไป ก่อนที่เงาร่างของเขาจะค่อย ๆ สลายเป็ไอขาว
“ไม่นะ…” เยว่หลันพยายามขยับไปข้างหน้า แต่เชือกที่มัดนางไว้รั้งจนข้อมือฉีก “ท่านพ่อ อย่าไป!”
เพชฌฆาตยกดาบขึ้นสูง
ขุนนางผู้คุมปะาโบกป้ายคำสั่งลง
“ปะา!”
ดาบฟันลงมา
เสี้ยวลมหายใจก่อนคมดาบแตะลำคอ เสิ่นเยว่หลันเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ปลายลานปะา
เขาสวมชุดดำสนิทดุจค่ำคืนไร้ดาว เสื้อคลุมยาวปักลายเมฆเงินไหวเบา ๆ ตามแรงลม ใบหน้าของเขางดงามเ็าจนคล้ายหยกที่ถูกหล่อด้วยน้ำแข็ง ดวงตาคู่นั้นลึกดำราวบ่อน้ำโบราณที่ไม่มีผู้ใดหยั่งถึง แม้อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย กลับไม่มีใครเหมือนมองเห็นเขาเลย
มีเพียงนาง
บุรุษผู้นั้นมองนางนิ่ง ๆ
ไม่สงสาร ไม่เยาะเย้ย ไม่หลบตา
ในแววตาของเขามีความเศร้าอันเก่าแก่ ราวกับเขาเคยเห็นนางตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ริมฝีปากของเขาขยับช้า ๆ
“หากเ้าอยากกลับไป จงจำไว้…”
เสียงของเขาดังขึ้นในหัวนาง ไม่ใช่ในหู
“คนเป็หลอกเ้าได้ แต่ิญญาไม่เคยโกหก”
คมดาบตัดผ่านลำคอ
ความเ็ปแล่นวาบเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนทุกอย่างจะกลายเป็ความมืด
ในความมืดนั้น เสิ่นเยว่หลันคิดว่าตนควรจะหายไป ควรดับสูญเหมือนตะเกียงที่น้ำมันหมด แต่กลับมีเสียงิญญานับหมื่นดังขึ้นพร้อมกัน เสียงนั้นะเืลึกถึงแก่นิญญาของนาง
“นายหญิง จงคืนชะตา”
“นายหญิง จงเปิดตา”
“นายหญิง จงจำความตายของท่านไว้”
ภาพมากมายไหลทะลักเข้ามาในหัวนาง
นางเห็นบิดาถูกกล่าวหาในท้องพระโรง เห็นจดหมายปลอมถูกวางในห้องหนังสือ เห็นฮูหยินรองยิ้มขณะหย่อนผงยาลงในถ้วยชา เห็นเสิ่นอวี้หรงสวมชุดเ้าสาวสีแดงยืนเคียงองค์ชายสาม เห็นทหารชายแดนนับพันถูกลอบฆ่าในคืนฝนตก เห็นเด็กหญิงรับใช้ถูกฝังใต้ต้นเหมยหลังจวน และเห็นประตูขนาดใหญ่สีดำเปิดออกกลางสุสานหลวง มีมือซีดขาวนับไม่ถ้วนยื่นออกมาจากหลังประตูนั้น
สุดท้าย นางเห็นตนเอง
ไม่ใช่เสิ่นเยว่หลันผู้คุกเข่าบนลานปะา แต่เป็สตรีในอาภรณ์ดำทองยืนอยู่หน้าประตูิญญา ดวงตาของสตรีผู้นั้นมีแสงสีเงินเย็นเยียบ ริมฝีปากเปื้อนเื แต่แผ่นหลังตรงสง่างามราวราชินี
สตรีผู้นั้นหันกลับมามองนาง
ใบหน้าเหมือนนางทุกประการ
“ชาตินี้ อย่าตายแทนผู้ใดอีก”
เสิ่นเยว่หลันสะดุ้งเฮือก
นางลืมตาขึ้นอย่างรุนแรง
สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่ลานปะา ไม่ใช่หิมะ ไม่ใช่ดาบ และไม่ใช่ศีรษะของคนในตระกูลที่เรียงรายอยู่บนแท่นไม้
แต่เป็ม่านแพรสีอ่อนเหนือเตียงนอนของนางเอง
กลิ่นกำยานดอกเหมยจาง ๆ ลอยอยู่ในห้อง แสงเช้าส่องผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาอย่างนุ่มนวล เสียงนกกระจอกเกาะชายคาร้องเจื้อยแจ้วไกล ๆ ทุกอย่างสงบเกินไป สะอาดเกินไป มีชีวิตเกินไป จนความจริงเมื่อครู่คล้ายฝันร้ายอันยาวนาน
เสิ่นเยว่หลันหอบหายใจแรง มือสั่นขณะยกขึ้นแตะลำคอตนเอง
ยังอยู่
ศีรษะของนางยังอยู่
ข้อมือไม่มีเชือกมัด แผ่นหลังไม่มีแผลโบย เสื้อผ้าไม่เปื้อนเื และร่างกายยังอบอุ่น
ประตูห้องถูกผลักเปิดอย่างรีบร้อน สาวใช้ตัวเล็กวิ่งเข้ามาพร้อมอ่างน้ำในมือ
“คุณหนูใหญ่ ท่านตื่นแล้วหรือเ้าคะ บ่าวใแทบแย่ เมื่อคืนท่านไข้ขึ้นสูง—”
เสียงของสาวใช้หยุดลงเมื่อเห็นใบหน้าของเยว่หลัน
“คุณหนู…ท่านร้องไห้หรือเ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันมองสาวใช้ตรงหน้า
ชิงหลัว
สาวใช้คนสนิทของนาง
ในชาติก่อน ชิงหลัวถูกโบยตายเพราะพยายามช่วยนางหนีออกจากจวนก่อนตระกูลเสิ่นถูกจับ เสิ่นเยว่หลันยังจำได้ดีว่าเด็กสาวคนนี้นอนจมกองเือยู่หน้าประตูเรือน พลางยื่นถุงหอมเปื้อนเืมาให้นางแล้วกระซิบว่า “คุณหนู หนีไป…”
แต่บัดนี้ชิงหลัวยังมีชีวิตอยู่ ใบหน้าเล็กยังสดใส ดวงตายังเต็มไปด้วยความห่วงใย
เสิ่นเยว่หลันเอื้อมมือไปจับมือสาวใช้ไว้แน่น
ชิงหลัวสะดุ้ง “คุณหนู?”
นางพยายามพูด แต่ลำคอตีบตันไปหมด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เยว่หลันจึงเอ่ยเสียงแหบพร่า “วันนี้…วันที่เท่าใด”
ชิงหลัวงุนงงเล็กน้อย แต่ตอบอย่างนอบน้อม “วันที่สิบสอง เดือนสามเ้าค่ะ อีกสามเดือนก็ถึงวันมอบปิ่นหมั้นจากองค์ชายสามแล้ว คุณหนูลืมหรือเ้าคะ”
วันที่สิบสอง เดือนสาม
อีกสามเดือนก่อนวันหมั้น
อีกหกเดือนก่อนบิดาถูกส่งไปชายแดน
อีกหนึ่งปีก่อนตระกูลเสิ่นถูกปะา
เสิ่นเยว่หลันหลับตาลงช้า ๆ
นางกลับมาแล้วจริง ๆ
กลับมายังวันที่ทุกสิ่งยังไม่พังทลาย กลับมายังเวลาที่ศัตรูยังยิ้มหวานอยู่ข้างกายนาง กลับมายังจวนเสิ่นที่บิดายังมีชีวิตอยู่ ชิงหลัวยังไม่ตาย และชื่อของตระกูลเสิ่นยังไม่ถูกป้ายด้วยคำว่าฏ
์ให้โอกาสนาง หรือขุมนรกส่งนางกลับมาเพื่อทวงแค้น นางไม่รู้
แต่นางรู้เพียงอย่างเดียว
ชาตินี้ นางจะไม่ยอมเป็หมากของผู้ใดอีก
ไม่ยอมรักคนผิด
ไม่ยอมเมตตางูพิษ
ไม่ยอมให้บิดาถูกใส่ร้าย
ไม่ยอมให้ตระกูลเสิ่นตายอย่างไร้ความยุติธรรม
และไม่ยอมให้เสิ่นอวี้หรงกับหลี่จวินเฉิงได้เหยียบเืของครอบครัวนางขึ้นสู่ที่สูงอีกเป็อันขาด
ทันใดนั้น ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านห้อง ทั้งที่หน้าต่างปิดสนิท
เปลวเทียนบนโต๊ะสั่นไหว
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองมุมห้อง
ตรงนั้นมีหญิงชราชุดเทายืนอยู่
ใบหน้าของหญิงชราซีดขาว ดวงตาขุ่นมัว เท้าทั้งสองไม่แตะพื้น นางยืนอยู่ข้างตู้ไม้เก่า มองเยว่หลันด้วยสีหน้าหวาดกลัวและเวทนา
ชิงหลัวไม่เห็น
แต่เยว่หลันเห็นชัดเจน
หญิงชราผู้นั้นค่อย ๆ ยกมือขึ้น ชี้ไปยังถาดน้ำชาที่สาวใช้ด้านนอกเพิ่งยกเข้ามาวางไว้บนโต๊ะ
ริมฝีปากแห้งซีดของนางขยับช้า ๆ
“คุณหนูใหญ่…”
เสียงนั้นเบาเหมือนฝุ่นที่ตกลงบนพื้น
“อย่าดื่มชาถ้วยนั้น”
เสิ่นเยว่หลันมองถ้วยชา ก่อนรอยยิ้มเย็นเยียบจะค่อย ๆ ปรากฏบนริมฝีปากซีดของนาง
ดี
ดูเหมือนว่านรกจะเริ่มส่งของขวัญชิ้นแรกมาให้นางแล้ว
นางปล่อยมือชิงหลัว ลุกขึ้นนั่งช้า ๆ ดวงตาคู่เดิมที่เคยอ่อนโยนบัดนี้เย็นลึกดุจหิมะเหนือหลุมศพ
“ชิงหลัว” นางเอ่ยเสียงเรียบ
“เ้าคะ คุณหนู”
“ไปบอกเรือนฮูหยินรองว่า ข้าฟื้นแล้ว”
ชิงหลัวชะงักเล็กน้อย “คุณหนูจะให้บอกเพียงเท่านี้หรือเ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับคราบน้ำตาที่ปลายตาอย่างช้า ๆ
“บอกนางด้วยว่า ชาที่นางส่งมา…”
นางเหลือบมองิญญาหญิงชราที่กำลังสั่นเทาอยู่มุมห้อง
จากนั้นจึงยิ้ม
เป็รอยยิ้มงดงาม สุภาพ และเย็นจนทำให้บรรยากาศในห้องคล้ายมีหิมะตกลงมาอีกครั้ง
“ข้าชอบมาก”
นอกหน้าต่าง ดอกเหมยแรกของฤดูร่วงหล่นลงบนพื้นหิมะ
ขาวบริสุทธิ์
แต่ใต้กลีบบางนั้น กลับมีสีแดงจาง ๆ ซึมออกมาราวกับลางบอกเหตุ
ชาติก่อน นางตายเพราะไว้ใจคนเป็
ชาตินี้ นางจะฟังเสียงคนตาย
และคนทุกคนที่เคยยิ้มอยู่เหนือศีรษะนางในลานปะา จะต้องคุกเข่าลงต่อหน้าความจริงที่พวกเขาฝังไว้ด้วยมือตนเอง