ขณะกำลังไล่เรียงรายชื่อผู้ที่จะต้องสืบข่าวอยู่นั้นไป๋เพ่ยเจินก็เข้ามายอบกายรายงาน “องค์หญิงเพคะ เหม่ยเฟยมาขอเข้าเฝ้ารออยู่หน้าตำหนัก”
สหายทั้งสองหันไปสบตากัน“พูดถึงผี ผีก็มา เจ้าเห็นหรือยังว่าที่วังหลังนี่น่ากลัวเพียงใด?” องค์หญิงหลวนหันไปพยักหน้ากับไป๋เพ่ยเจิน“เชิญนางเข้ามา”
“เคราะห์ดีที่ข้ามิได้อยู่วังหลัง”พระชายาหานซู่ลี่ห่อไหล่เล็กน้อยนึกถึงคราวที่ตนต้องมาถวายตัวเป็นเครื่องบรรณาการเพราะแคว้นบ้านเกิดแพ้สงครามหากต้องกลายมาเป็นหนึ่งในพระสนมของฮ่องเต้เห็นทีคงจะแอบหนีออกจากวังเป็นแน่
“เจ้าคิดว่าข้าอยากอยู่หรือไร?ถ้าค่าจ้างไม่สูงลิบข้าก็คงไม่ยอมเสี่ยงทำงานนี้ดอก” หงซือซือไหวไหล่เล็กน้อย“บรรดาภรรยาของพี่สามนี่ช่างเยอะแยะยุบยั่บจนน่ารำคาญเสียจริง”
“เจ้าเพิ่งได้ต้อนรับแค่สองนางเองนะอย่าลืมว่ายังมีอีกหลายสิบนาง” พระชายาหานซู่ลี่ลดเสียงลงจะว่าไปขนาดพื้นที่ของแคว้นหมิงก็ใหญ่กว่าแคว้นเว่ยอยู่พอสมควรแต่ความแข็งแกร่งของอาณาจักรที่สถาปนาผู้ปกครองขึ้นไปฮ่องเต้ได้ยามนี้ก็มีแคว้นหมิงกับแคว้นจินที่เหลืออีกสามแคว้นผู้นำยังคงดำรงตำแหน่งอ๋อง
วังหลังของแคว้นหมิงแม้จะมีลำดับของพระสนมลดหลั่นชัดเจนทว่าฮ่องเต้กลับรับพระสนมเอาไว้เท่าที่จำเป็นจึงมิได้มีมากอย่างที่เล่าลือกันหลายคนที่ถวายตัวเข้ามาแล้วได้ตำแหน่งแต่กลับยังมิเคยมีโอกาสร่วมเรียงเคียงหมอนกับฮ่องเต้เลยสักครั้งนานไปอาจทูลขอพระราชทานออกจากตำแหน่ง หากเร้นกายไปอยู่เมืองที่มิมีผู้ใดรู้จักหรือไปอยู่ต่างแคว้นก็อาจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับบุรุษสักคน
ทว่าสตรีบางส่วนที่เลือกจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายก็ยังอยู่ได้ในวังหลวงหากไม่ดิ้นรนจะเป็นคนโปรดก็ย่อมไม่เดือดร้อนเพียงแต่ต้องละทิ้งความหวังที่จะมีสามีและบุตรเอาไว้ข้างหลังเพราะเรื่องของการแย่งชิงความโปรดปรานจากฮ่องเต้มีเพียงนางสนมที่มีอิทธิพลหนุนหลังเท่านั้นที่จะมีโอกาสเนื่องจากตำแหน่งในการเข้ามาอยู่ในวังหลังนั้นพวกนางจะครองตำแหน่งที่สูงกว่าและได้รับความเกรงใจจากข้าราชบริพารมากกว่า
เหม่ยเฟยแห่งตำหนักห่าวซินเป็นสตรีรูปร่างระหงดูงามสง่าใบหน้าของนางถูกแต่งไว้อย่างปราณีตบรรจงดูคล้ายหุ่นปั้นมากกว่าสตรีมีชีวิตพี่ชายของนางคือหัวหน้าองครักษ์แห่งวังหลวงบิดาเป็นหนึ่งในราชบัณฑิตอาวุโสที่เคยให้คำแนะนำในการปกครองบ้านเมืองแก่ฮ่องเต้เมื่อบิดาของนางถวายตัวนางเข้ามาพร้อมกับความสามารถของหัวหน้าองครักษ์เหม่ยที่ดูแลวังหลวงได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องและจงรักภักดีฮ่องเต้จึงทรงรับนางไว้และให้อยู่ในตำแหน่งเฟย
“เหม่ยเฟยคารวะองค์หญิงหลวนและพระชายา”
“ตามสบายเถิดเปิ่นกงยังไม่เคยเจอเจ้าสักครั้ง ขอบใจที่มาเยือนถึงตำหนักนี้”
นางค้อมศีรษะ“เป็นหม่อมฉันที่บังอาจเข้ามารบกวนองค์หญิงโดยพลการแต่พอได้ยินว่าเสิ่นกุ้ยเฟยก็มาคารวะองค์หญิงแล้ว หม่อมฉันก็สมควรเข้ามาตามลำดับ”ตำแหน่งของนางนั้นต่ำกว่าเสิ่นกุ้ยเฟยจึงไม่บังอาจข้ามหน้าข้ามตาเข้ามาขอพบกับองค์หญิงหลวนได้ก่อน
ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าแค่คุยกันตามมารยาทเพราะต่อไปบรรดาพระสนมทั้งหลายก็ต้องมาพบเพื่อแสดงความเคารพฮองเฮาทุกเช้าตามธรรมดาแล้วจะต้องเดินทางไปคารวะฮองไทเฮาทว่าสตรีสูงวัยผู้นั้นเห็นว่าหากต่อไปมีฮองเฮาก็ปล่อยหน้าที่นี้ให้ฮองเฮาเสียดีกว่าพระนางเบื่อหน่ายธรรมเนียมนี้เต็มทนแล้วเมื่อบรรดาสนมทั้งหลายได้ยินก็ล้วนนึกอิจฉาที่ฮองเฮาผู้มาจากชายแดนได้รับสิทธิพิเศษในการยืดอำนาจวังหลังไปจากฮองไทเฮาอย่างง่ายดาย
“องค์หญิงหลวนพระองค์ยังมิได้ทรงแสดงน้ำพระทัยต่อพระสนมเลยนะเพคะ”พระชายาหานซู่ลี่รีบเตือนให้สหายรู้ว่านางจะต้องมอบของมีค่าสักอย่างให้พระสนมเหม่ยเฟยเพื่อแสดงน้ำใจไมตรี
“จริงสินะ ขอบใจพระชายาที่เตือน”
แม้ตำแหน่งของพระชายาชินอ๋องก็นับว่าแทบจะสูงสุดแต่ก็ยังต้องให้เกียรติว่าที่ฮองเฮาเหม่ยเฟยเห็นการสบตาและพูดคุยระหว่างสตรีทั้งสองตรงหน้าดูสนิทสนมกันยิ่งนักก็อดจะสงสัยมิได้
“ขออภัยองค์หญิงไม่ทราบว่าพระองค์กับพระชายาทรงรู้จักกันมาก่อนหรือ? เหตุใดจึงดูสนิทสนมยิ่งนัก”
“ใช่! พวกเราเป็นสหายเก่ากัน”
คำตอบขององค์หญิงหลวนทำให้เหม่ยเฟยรีบประเมินขุมอำนาจที่คอยสนับสนุนองค์หญิงผู้นี้หากสตรีทั้งสองสนิทกันเช่นนั้นท่านอ๋องเก้าก็ต้องให้การสนับสนุนฮองเฮาผู้นี้แน่อีกทั้งการเสนอชื่อนางขึ้นเป็นฮองเฮาก็เพราะเสนาบดีฟ่าน หลี่เจี๋ย พระสนมเหม่ยเฟยครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะลิดรอนความสำคัญของฮองเฮา‘ที่เคยคิดว่านางจะเข้ามาที่นี่อย่างคนหัวเดียวกระเทียมลีบกลับไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว’
“ไป๋เพ่ยเจินเจ้าไปเอากล่องสีแดงที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งมาเปิ่นกงมาที” เพื่อให้การแสดงงิ้วราบรื่นฮ่องเต้ทรงรอบคอบนักให้อู๋กงกงเอากล่องใส่ปิ่นหลากแบบมาให้นางเพื่อให้มอบแก่ผู้ที่มาแสดงคารวะเสียดายที่นางลืมไปมิได้เอาให้เสิ่นกุ้ยเฟยได้เลือกก่อนคนแรก
เมื่อนางกำนัลประจำตำหนักเสียนเหลียงถือกล่องแดงที่วาดลวดลายดอกเหมยลงไปด้านบนมาถึงองค์หญิงหลวนก็เปิดฝาแล้วเลือกปิ่นงดงามอันหนึ่งขึ้นมา “เปิ่นกงช่างเสียมารยาทนักเมื่อคราวเสิ่นกุ้ยเฟยมาเยือนที่นี่ก็มิได้นำออกมาให้นางได้เลือกก่อนจึงขอเลือกเก็บไว้ให้นางสักชิ้น”การเอ่ยขึ้นเช่นนี้ทำให้เหม่ยเฟยหน้าม้าน นี่เท่ากับการตบหน้านางให้รู้ถึงตำแหน่งอันต่ำต้อยของตนชัดๆ
เหม่ยเฟยขึงตาขึ้นชั่วประเดี๋ยวก็ข่มใจให้สงบลง“เพคะ แค่นำมาให้หม่อมฉันเลือกก็เป็นพระกรุณายิ่งแล้ว”นางก้มหน้าเล็กน้อยซ่อนใบหน้าแค้นเคืองแล้วจึงหยิบปิ่นทองคำประดับมุกขึ้นมา“หม่อมฉันชอบชิ้นนี้เพคะ”
“ชิ้นนั้นสวยมากจริงๆ เป็นมุกที่วาววับที่สุดในกล่องนี้เลยเทียวพระสนมช่างตาถึงโดยแท้” พระชายาหานซู่ลี่เอ่ยชื่นชมนางพยายามพิจารณาเหม่ยเฟยผู้ที่ดูนิ่งและรักษามารยาทอย่างเคร่งครัด
“หม่อมฉันรู้สึกว่าชิ้นนี้ประณีตคงจะเป็นงานที่มาจากช่างแคว้นเหลียนเพราะเป็นเมืองที่มีหอยมุกสวยงามนัก”
“อืม...พระสนมรอบรู้เสียจริงฝ่าบาทตรัสว่านี่คือปิ่นที่ได้รับมาจากท่านอ๋องแคว้นเหลียนในคราวที่นำเกลือสินเธาว์ไปส่ง”หงซือซืออมยิ้มเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นสนมคนใดของพี่สามก็ล้วนแต่ไว้ใจมิได้ยิ่งเหม่ยเฟยดูนิ่งนางยิ่งไม่วางใจ
“หม่อมฉันชอบศึกษาที่มาของเครื่องประดับล้ำค่าเพคะเพราะการอยู่ในวังหลังเช่นนี้มีโอกาสได้เห็นสิ่งเหล่านี้อยู่บ่อยๆหากได้รู้ว่ามาจากที่ใดย่อมจะคาดคะเนมูลค่าของมันได้ชัดเจนนัก”
หานซู่ลี่รู้สึกว่าเหม่ยเฟยผู้นี้ควรเป็นคนแรกที่ควรจะแฝงกายไปสืบสอบดูความเป็นอยู่ที่ตำหนักเสียหน่อยนินจาหญิงหันไปสบตาสุดยอดนักแปลงโฉมก็เห็นสหายยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม “มิน่า!ฝ่าบาทจึงตรัสชมเหม่ยเฟยให้เปิ่นกงฟังว่าเป็นผู้มีปัญญาเหนือกว่าสนมวังหลังทั้งปวง”
เหม่ยเฟยได้ยินเช่นนั้นก็อดจะยืดตัวขึ้นแล้วเชิดหน้าเล็กน้อยมิได้คำชมจากฮ่องเต้ย่อมจะแสดงให้เห็นว่านางเป็นผู้ได้รับความโปรดปรานกว่าผู้ใด
******************
