Yume ราชันไร้บัลลังก์

    บทที่ 43 บุกดินแดนเทพ (1)

    บทที่ 43 บุกดินแดนเทพ (1)

     

                แม้จะกะทันหันไปบ้างแต่สุดท้ายทุกคนก็ตอบรับคำชวนของยูเมะ โดยใช้เวลาเตรียมตัวทั้งหมด 1 วัน ซึ่งเป็นเวลาที่สั้นมากหากเทียบกับในอดีตที่ต้องเตรียมตัวกันนานนับอาทิตย์

                แต่ถึงจะมีเวลาเตรียมตัวที่น้อยเกินไปทุกคนก็ไม่รู้สึกกดดันเท่าไหร่นัก

                เมโลดี้นั้นไม่รู้สึกกดดันเลยแม้แต่น้อยเพราะเธอเชื่อว่าด้วยฝีมือของเธอและยูเมะในปัจจุบันต้องสามารถผ่านดินแดนเทพไปได้แน่

                ส่วนอัลเบิร์ตกับนิกกี้นั้นแม้จะรู้สึกกดดันอยู่บ้าง แต่ก็ตื่นเต้นมากกว่าเพราะทั้งสองเพิ่งจะเปลี่ยนสายเสร็จจึงมีความรู้สึกอยากทดสอบขีดจำกัดของตัวเองหลังจากเปลี่ยนแนวการเล่นอยู่บ้าง

                ขณะที่ชีอานั้นเนื่องจากเธอไม่เคยไปดินแดนเทพมาก่อน เธอจึงไม่รู้สึกกดดันอะไรจะมีก็มีเพียงความตื่นเต้นและความสนใจใคร่รู้เท่านั้น

                เวลาเตรียมตัว1 วันนั้นสั้นเกินไป สั้นจนแทบจะทำอะไรไม่ได้ ยังดีที่ 1เดือนที่ผ่านมาพวกเขาไม่ได้ผ่านการต่อสู้ครั้งใหญ่มาก่อน ทำให้พวกเขาสามารถซื้อเสบียงที่มีการจำกัดการซื้อจากเมืองต่างๆรวมไปถึงอุปกรณ์สนับสนุนจำพวกม้วนตำราหรือแผ่นยันต์ได้อย่างเพียงพอ

                ยูเมะตระเวนไปซื้อของที่จำเป็นทั้งหมดมาจนเต็มอัตราจากนั้นซื้อหาวัตถุดิบอีกเล็กน้อย ก็กลับมาหลอมดาบระดับวีรชนเล่มใหม่ซึ่งครั้งนี้เขาได้ปรับเปลี่ยนสูตรการหลอมเล็กน้อย เพื่อเปลี่ยนรูปร่างของอาวุธ

                เขาใช้ความรู้ที่มีอยู่จากการหลอมสร้างอาวุธมาหลายครั้งทำการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบบางชิ้นเพื่อเปลี่ยนคุณสมบัติของอาวุธให้ตรงตามความต้องการ รวมไปถึงการเปลี่ยนรูปร่างของอาวุธ

                ด้วยความสามารถและความชำนาญของยูเมะมันไม่ได้ยากนักหากจะเปลี่ยนคุณสมบัติ ‘รอง’ ของอาวุธ ส่วนคุณสมบัติหลักนั้น หากไม่มีการทดลองที่มากพอ เขาก็คงไม่สามารถสร้างคุณสมบัติหลักที่มีพลังในระดับวีรชนได้

                หลังจากใช้เวลาเกือบ1 วัน หลอมสร้าง ดาบระดับวีรชนเล่มใหม่ก็ถูกหลอมออกมาจนสำเร็จ มันกลายเป็นดาบสองคมที่มีใบดาบส่วนด้ามที่หนาและมีปลายแหลมจนมองดูเหมือนลิ่มเหล็กมันเป็นดาบที่เหมาะสำหรับการแทงเป็นพิเศษ

                รูปลักษณ์ของมันคล้ายกระบี่เล็กน้อยแต่มีน้ำหนักและความแข็งที่มากกว่าจึงไม่สามารถใช้มันเป็นกระบี่ได้ แต่สกิลบางสกิลของสายกระบี่ก็ยังสามารถใช้ผ่านดาบเล่มนี้ได้เช่นกัน

                นี่นับเป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่งของเกมดินแดนเทพเจ้าแห่งการต่อสู้ที่จะสามารถใช้สกิลของอาวุธอื่นได้หากอาวุธที่ใช้มีรูปร่างที่คล้ายคลึงหรือมีคุณสมบัติบางส่วนที่เหมือนกัน

                ตัวอย่างที่พบเจอกันบ่อยครั้งที่สุดก็คือหอกและพลอง หากใช้ส่วนคมก็จะสามารถใช้สกิลหอกได้ แต่ถ้าใช้ส่วนด้ามที่ไร้คมฟาดก็ยังสามารถใช้สกิลพลองได้หากชำนาญพอ

                ในจุดนี้ดาบสั้นและมีดเองก็มีจุดร่วมที่คล้ายๆกัน ซึ่งบางคนที่มีความชำนาญมากพอก็สามารถใช้สกิลผสมจากสายอาวุธที่ต่างกันได้

                ยูเมะไม่เคยใช้สกิลผสมจากต่างสายอาวุธมาก่อนแต่เขาก็มีความมั่นใจมากพอที่จะใช้

                หลังจากอาวุธถูกหลอมขึ้นสำเร็จยูเมะก็เริ่มฝึกให้ชินมือ จากนั้นก็ปรับสกิลใหม่อย่างตั้งใจ เขาใช้เวลาไป 1วันในการจัดการกับเรื่องนี้จนทำให้เขามีเวลาอยู่กับครอบครัวน้อยกว่าเดิมเล็กน้อย

                แต่แม่กับน้องสาวก็ไม่ได้แปลกใจนักต้องบอกว่าในอดีตเขาเป็นมากกว่านี้ด้วยซ้ำ1 เดือนที่ผ่านมานี้ยูเมะนับได้ว่าทำตัวเป็น ‘เด็กดี’ มากพอแล้ว การจะกลับไปเล่นเกมมากขึ้นหน่อยจึงไม่ทำให้ทั้งสองประหลาดใจ

                ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนก็คือยูเมะยังคงทำอาหารเช้าและเย็นให้กับครอบครัวเหมือนเดิมและยังคงออกกำลังกายเป็นประจำไม่ขาด

                สองสิ่งนี้ได้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาไปแล้วซึ่งเขาจะไม่เปลี่ยนมันไปแม้จะทุ่มความพยายามลงไปกับเกมออนไลน์เหมือนในอดีต

                เมื่อผ่านไป1 วัน ทุกคนก็เตรียมตัวในรูปแบบของตัวเองจนเสร็จ แม้จะไม่สมบูรณ์เท่ากับในอดีตแต่ก็มากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกคนว่าจะสามารถผ่านดินแดนเทพไปได้

                ในวันต่อมาตามเวลานัดยูเมะกับเมโลดี้และชีอาก็มารออัลเบิร์ตกับนิกกี้ในวิหารศักดิ์สิทธิ์ของภาคกลางมันเป็นสถานที่รวมพลของคนที่จะไปตะลุยแดนเทพ มันเป็นทั้งจุดรวมพลและทางเข้า ทำให้มีผู้เล่นอยู่โดยรอบไม่น้อย

                มีหลายกลุ่มที่เตรียมตัวเพื่อลุยแดนเทพเช่นกันทำให้มีบางคนที่เอ่ยปากชวนพวกเขาไปร่วมด้วย

                หากเป็นช่วงเวลาปกติยูเมะก็อาจจะตอบรับเพราะแดนเทพนั้นมีระดับความยากที่คงที่ ไม่ว่าจะนำคนไปมากเท่าไหร่พลังชีวิตของมอนเตอร์ จำนวนและระดับความยากก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง

                สิ่งที่ไม่เปลี่ยนนั้นยังรวมไปถึงวัตถุดิบที่ได้จากมอนเตอร์ภายในแดนเทพด้วยเช่นกันดังนั้นการรวมทีมเพื่อลุยแดนเทพนั้น จึงไม่นิยมพาคนเข้าไปมากเกินไปเพราะจะทำให้ยากที่จะแบ่งของกัน

                นอกจากนั้นแดนเทพนั้นสามารถเข้าได้เพียง1 ครั้งต่อเดือน ซึ่งไม่ว่าจะชนะหรือพ่ายแพ้ สิทธิ์ในการเข้าก็จะหายไปในทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในดินแดนเทพ

                ดังนั้นยูเมะจึงไม่ตอบรับคำชวนของใครเพราะเป้าหมายของเขาคือการหลอมเทพศาสตราใน7 วัน ซึ่งตอนนี้เขาเหลือเวลาเพียง 6 วันเท่านั้นและถ้านับเวลาที่ต้องใช้ในการหลอมเทพศาสตราด้วยแล้วเขาก็จะเหลือเวลาอีกเพียง 5 วันเท่านั้น

                5วันนั้นสั้นเกินไปสำหรับการผ่านแดนเทพที่ปกติอาจจะต้องใช้เวลาหลายอาทิตย์ในการผ่านไปจนถึงปลายทางทว่ายูเมะก็จำต้องเสี่ยงเพราะภารกิจที่เขาได้รับบังคับให้เขาทำแบบนั้นและเขาก็ยินดีที่จะเสี่ยงเพราะเขามีความเชื่อมั่นว่าจะทำได้สำเร็จ

                ขณะที่รอคอยยูเมะก็หลับตาทำสมาธิเขาวางแผนอย่างง่ายๆ ในหัวเพื่อประเมินเวลาที่ต้องใช้ในดินแดนเทพแต่ละส่วน

                หลังจากนั้นไม่นานอัลเบิร์ตกับนิกกี้ก็มาถึงยูเมะก็ลืมตาขึ้นแล้วหันไปมอง ก่อนจะเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเพราะตอนนี้ทั้งสองต่างจากในอดีตโดยสิ้นเชิง

                อัลเบิร์ตอยู่ในชุดเกราะหนังที่มีเครื่องประดับเขี้ยวสัตว์และกระดูกสัตว์มีคันธนูขนาดใหญ่ที่หลอมสร้างจากกระดูกและเส้นเอ็น ทำให้เกิดเป็นภาพลักษณ์ของนักล่าเผ่าคนเถื่อน

                ส่วนนิกกี้นั้นเธออยู่ในชุดคลุมของจอมเวทย์ที่แท้จริง มันเป็นชุดคลุมที่กรุยกรายทำให้ยากต่อการเคลื่อนไหวซึ่งขัดกับแนวการเล่นเดิมของเธอที่ทำให้เธอได้รับสมญานามว่าจอมขมังเวทย์เถื่อนโดยสิ้นเชิง

                นอกจากนั้นที่ด้านหลังของเธอยังมีลูกแก้วลอยอยู่ถึง5 ลูก ทั้งยังมีไม้คทาขนาดใหญ่ที่สูงกว่าตัวของเธอเองลอยอยู่ที่ด้านหลัง

                ชุดอาวุธของจอมเวทย์ขนานแท้นี้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของนิกกี้ไปโดยสิ้นเชิงทำให้ยูเมะต้องตกตะลึง

                แต่เขาก็คงไม่คิดว่าทางอัลเบิร์ตและนิกกี้เองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน

                ภาพลักษณ์ของยูเมะในตอนนี้ก็ต่างจากเดิมมากเช่นกันเขาไม่ได้อยู่ในชุดซามูไรตัวโปรดที่เขาชอบแต่กลับสวมชุดนักบู๊สีม่วงทองที่มีลายเปลวเพลิง ที่ด้านหลังมีดาบเล่มหนึ่งใส่ไว้ในฝักดาบด้ามดาบอยู่ตรงแนวกระดูกสันหลังพอดี มันเป็นภาพที่ชวนให้คิดถึงจอมยุทธ์ในนิยายกำลังภายในมากกว่าซามูไรปีศาจในอดีต

                แต่คนที่เปลี่ยนไปมากที่สุดดูเหมือนจะเป็นเมโลดี้เธอในตอนนี้ไม่ได้ใช้แส้เป็นอาวุธ แต่กลับถือเครื่องดนตรีที่สร้างจากไม้กระดูกสัตว์มันเป็นเครื่องดนตรีแบบเครื่องสายของเผ่าคนเถื่อน

                ชุดนั้นเป็นชุดหนังสัตว์ที่สวมทับกันหลายๆชั้น มีลวดลายปักทอที่ปักด้วยเส้นขนของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นอกจากนั้นก็ยังมีเครื่องประดับอีกมากที่สร้างจากกระดูกสัตว์และถูกแต้มด้วยเลือดมันเป็นชุดที่ดูเหมือนคนทรงของเผ่าคนเถื่อนไม่มีผิด

                ชุดนี้หากมีคนที่ศึกษาชุดของเผ่าคนเถื่อนก็จะรู้ได้ว่ามันเป็นชุดเซตระดับวีรชนที่มีชื่อเครื่องดนตรีเองก็เป็นระดับวีรชนเช่นกัน แม้จะไม่เคยเห็นมาก่อนแต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันถูกสร้างขึ้นจากสูตรที่ผ่านการปรับปรุงมาอย่างพิถีพิถัน

                เพียงแค่เห็นชุดและอาวุธของเมโลดี้อัลเบิร์ตกับนิกกี้ก็แอบสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ด้วยความตกใจเพราะมูลค่าของชุดนี้น่ากลัวว่าจะแพงไม่น้อย

                ยิ่งถ้าอัลเบิร์ตทราบว่าเมโลดี้ทำชุดนี้ขึ้นในวันเดียวด้วยแล้วทั้งสองก็คงคิดไม่ออกเลยว่ามูลค่าของมันจะสูงขนาดไหน

                แม้กระทั่งยูเมะก็ยังรู้สึกผิดในใจที่ทำให้เมโลดี้ต้องทำอะไรแบบนี้เพียงเพราะต้องการช่วยเขาผ่านดินแดนเทพ

                หากมีเวลามากกว่านี้เมโลดี้ก็คงมีเวลาศึกษาสูตรการสร้างของตัวเองและสร้างอุปกรณ์ระดับวีรชนได้ไม่ยากไม่จำเป็นต้องฝืนใช้เงินจำนวนมากซื้อสูตรและวัตถุดิบจากคนอื่นแบบนี้

                สุดท้ายคนที่ดูธรรมดาที่สุดก็คือชีอาทั้งนี้ก็เพราะเธอเพิ่งจะเล่นเกมนี้ได้ไม่ถึงเดือน ความรู้ของเธอจึงมีน้อยที่สุดความมั่งคั่งเองก็น้อย หากไม่ใช่ว่าเธอกัดฟันจ่ายเงินซื้อกระบี่และชุดระดับวีรชนมาละก็เธอก็คงไม่มีแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะก้าวไปยังดินแดนเทพด้วยซ้ำ

                หลังจากหายตกใจกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของกันและกันทั้งสองฝ่ายก็ทักทายกันง่ายๆ ก่อนจะพูดคุยกันเป็นครั้งสุดท้าย

                “เอาจริงดิ 5 วันเนี่ยนะ จะทำลายสถิติหรือไงเพื่อน”

                “บอกตรงๆ ว่าไม่ได้หวังถึงขนาดนั้นหรอกแต่ว่า..ฉันอยากหลอมเทพศาสตราเล่มใหม่นะและต้องหลอมให้ได้ใน 6 วันดังนั้นจึงต้องผ่านดินแดนเทพให้ได้ใน 5 วัน”

                เมื่อได้ฟังเหตุผลของยูเมะ อัลเบิร์ตกับนิกกี้ก็สับสนไปชั่วขณะเพราะทั้งสองไม่เข้าใจว่าทำไมยูเมะถึงต้องทำอะไรแบบนี้

                แต่สุดท้ายทั้งสองก็ได้แต่หันมามองหน้ากันก่อนจะยิ้มให้กันโดยไม่ถามอะไรเพิ่มอีก

                “ตกลง! ถือว่ามาท้าทายขีดจำกัดก็แล้วกัน!!”

                “อืม โทษทีนะอัล แล้วก็ขอบใจที่มาช่วย”

                “เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้วเพื่อน!! จริงสิ ทำไมไม่ช่วยพวกมาเพิ่มสักหน่อยละเอาคนที่พวกเรารู้จักก็ได้นี่”

                “ก็อยากอยู่หรอกนะ แต่เรื่องแบ่งวัตถุดิบนี่สิ มันลำบาก”

                ได้ยินแบบนั้นอัลเบิร์ตก็พยักหน้ารับ เรื่องนี้ถ้าเป็นเพื่อนสนิทก็คงพูดกันง่ายหน่อยแต่ถ้าเป็นแค่เพื่อนที่รู้จัก มันคงจะมีปัญหาอยู่บ้าง อัลเบิร์ตก็เลยไม่ถามอีก

                หลังจากเตรียมของกันอีกเล็กน้อยทั้ง5 คนก็ก้าวเข้าไปบนแท่นพิธีแล้วหยิบเอาป้ายผ่านทางออกมาพร้อมกัน

                วินาทีนั้นแสงสว่างจากป้ายผ่านเข้าสู่แดนเทพก็เรืองแสงขึ้นก่อนจะแตกสลายกลายเป็นกลุ่มแสงห่อหุ้มร่างกายของทุกคนเอาไว้แล้วพุ่งขึ้นไปยังท้องฟ้า

                ภาพแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจึงไม่มีใครให้ความสนใจนักจะมีก็เพียงบางคนที่มองไปด้วยความแปลกใจเพราะกลุ่มของยูเมะมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

                เพียงชั่วอึดใจยูเมะกับพวกก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูหน้าของดินแดนเทพพร้อมกับการต้อนรับของทหารเทพซึ่งเป็นมอนเตอร์ที่มีจำนวนมากที่สุดในดินแดนเทพ

                วินาทีที่ทั้งห้าปรากฏตัวเหล่าทหารเทพที่ประจำอยู่บริเวณทางเข้าก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทันทีเสียงเป่าเขาสัตว์ดังกึกก้อง ตามมาด้วยเสียงอาวุธและชุดเกราะกระทบกันดังระรัวจากนั้นจึงเกิดเสียงน้าวสายคันธนูที่ดังจนแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน

                พริบตาที่ทั้งห้ามองเห็นภาพตรงหน้ารอยยิ้มของยูเมะก็หายไป สีหน้าของเขากลายเป็นเย็นชา ฝ่ามือขยับขึ้นแล้วสะบัดลงดาบที่กลางหลังก็ดีดออกมาจากฝักด้วยตัวของมันเองแล้วลอยมาอยู่ในมือของเขา

                อัลเบิร์ตที่กำลังน้าวสายคันธนูเห็นแบบนั้นก็ตาโตด้วยความตกใจ

                “ใช้ปราณเรอะ!”

                “ใช่ สกิลชุดใหม่นี้เหมาะกับปราณที่สุด ฝากด้านหลังด้วยนะอัล”

                “อ..โอ้! แน่นอนพวก!!”

                หลังจากอุทานออกมาเบาๆ อัลเบิร์ตก็กลับมามีสติอีกครั้งแล้วเปิดช่องเก็บของโยนซองธนูลงไปปักที่พื้น จากนั้นคีบลูกธนูขนาดใหญ่ที่มีส่วนคมแปลกตาขึ้นมา

                ยูเมะสังเกตเห็นได้เล็กน้อยก็แอบประหลาดใจก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ ด้วยความชื่นชม

                “ธนูผสมดาบงั้นหรือ เข้าใจเล่นนะ”

                “แน่นอน! จะปล่อยให้ของเก่ามันเสียเปล่ามันก็ทำร้ายจิตใจเกินไปเลยต้องประยุกต์ใช้หน่อย”

                ขณะที่สองหนุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนานสามสาวที่อยู่ด้านหลังก็เตรียมพร้อมจนเสร็จ เมโลดี้เริ่มขยับนิ้วดีดสายเครื่องดนตรีอย่างแผ่วเบาพร้อมกับเสียงร้องที่อ่อนหวาน

                ท่วงทำนองของเมโลดี้ยังให้ความรู้สึกที่อ่อนหวานแต่มันก็ไม่ได้นุ่มนวลไปเสียทั้งหมดเหมือนตอนแรกที่เธอเพิ่งจะเปลี่ยนมาเล่นสายกวีน้ำเสียงของเธอแม้จะอ่อนหวาน แต่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ที่ร้อนแรงและดิบเถื่อนซึ่งเป็นทำนองที่แปลกหูมากทีเดียว

                แต่เมื่อเมโลดี้เริ่มร้องบรรเลงออร่าสีแดงเลือดก็พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของทุกคน กลิ่นอายความบ้าคลั่งเพิ่มขึ้นมาในสายตาทุกคู่ทำให้พลังต่อสู้เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

                นิกกี้ก็เริ่มลอยตัวขึ้นจากพื้นโดยมีลูกแก้ว5 ลูกโอบล้อม ทำหน้าที่พยุงเธอให้ลอยตัว เบื้องหน้าของเธอคือคทาขนาดใหญ่ที่มาหยุดอยู่บนฝ่ามือก่อนจะหมุนควงตามการควบคุมจนเกิดเป็นวงแหวนเวทขนาดเล็กจำนวนมากลอยออกมาจากคทาไม่ขาดสาย

                คนสุดท้ายคือชีอาที่ดูเหมือนจะธรรมดาที่สุดทั้งนี้ก็เพราะเธอมีเวลาเล่นน้อยกว่าใคร สกิลทั้งหมดจึงฝึกได้อย่างจำกัดซึ่งสกิลนั้นไม่เหมือนกับอุปกรณ์ที่สามารถใช้เงินซื้อได้ การเตรียมพร้อมของเธอจึงธรรมดามาก

                แต่ก็ไม่มีใครกล้าดูถูกชีอาอยู่ดีเพราะถึงเธอจะใช้สกิลของเกมได้น้อยแต่ทักษะการต่อสู้ของเธอนั้นอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญแล้ว

                “เตรียมตัว! โล่จะหายไปแล้ว!!”

                สิ้นเสียงสัญญาณเตือนจากยูเมะโล่ป้องกันที่ทำหน้าที่หยุดการโจมตีของเหล่าทหารเทพก็ค่อยๆ อ่อนแสงลงจนกระทั่งหายไปในที่สุด

                วินาทีนั้นวงแหวนเวทมากมายก็แตกออกกลายเป็นประกายแสงนับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกไปยังพลธนูบนแนวกำแพงป้อมทำให้ทหารเทพผู้ใช้ธนูเกิดการรวนเรขึ้นมาชั่วขณะ

                ความวุ่นวายเกิดขึ้นในแนวหลังทำให้เกิดช่องว่างขึ้น ยูเมะก็ก้าวออกไปด้วยสกิลยอดนิยมของสายปราณ สกิล ‘ย่นระยะ’ เพียงก้าวเดียวเขาก็ปรากฏตัวขึ้นข้างทหารเทพนายหนึ่งจากนั้นก็ก้าวผ่านไปพร้อมกับการขยับมือแทงดาบออกไปในพริบตา

                คมดาบทะลวงผ่านลำคอของทหารเทพจนขาดในดาบเดียวปลิดชีวิตของมันไปในเสี้ยววินาที ทำให้อัลเบิร์ตถึงกับต้องผิวปากด้วยความทึ่ง

                “โคตรเท่!! หมอนั่นไปซุ่มฝึกใช้สกิลปราณมาตอนไหนฟระใช้ได้น่ากลัวกว่าเซียนกระบี่อีก!!”

                แม้ปากจะตะโกนออกมาด้วยความตกใจ แต่อัลเบิร์ตไม่ได้ชะงักมือเลยสักนิดปลายนิ้วที่คีบลูกศรขึ้นมาน้าวสายก็ปล่อยออกไปทันทีคมศรพุ่งทะยานผ่านอากาศตัดผ่านเส้นทางไปพร้อมกับรังสีดาบที่ห่อหุ้มส่วนปลาย

                คมศรทั้งหมดระเบิดรังสีดาบออกมาได้อย่างน่าทึ่งจากการผสมสกิลสายดาบจำนวนหนึ่งร่วมกับสกิลที่เรียกว่า ‘ดาบบิน’ ที่ถูกประยุกต์มาใช้เป็นลูกศรได้อย่างน่าตกใจ

                การผสมผสานสกิลของอัลเบิร์ตนั้นเป็นอะไรที่สร้างสรรค์มากทีเดียว แม้จะมีข้อจำกัดหลายด้านและไม่สามารถเปล่งประสิทธิภาพของสายดาบหรือธนูออกมาได้จนถึงขีดสุดแต่สกิลลูกผสมนี้ก็มีเอกลักษณ์ที่น่าจดจำและมีความแข็งแกร่งในรูปแบบของตัวมันเอง

                แต่ละศรดาบที่พุ่งออกไปจะปลิดชีวิตของทหารเทพได้หนึ่งคนความน่ากลัวของศรดาบนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านการโจมตีนี้

                ขณะเดียวกันนั้นนิกกี้ก็ร่ายเวทออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสนับสนุนแนวหน้าอย่างยูเมะ

                จนเหลือเพียงชีอาที่ไล่ตามออกไปราวกับเงาเธอไม่ได้พุ่งตรงเข้าหาศัตรูเหมือนยูเมะและไม่ได้ตรงเข้าไปช่วยเขาอย่างที่ควร แต่วนออกไปรอบๆพร้อมกับกระบี่ในมือแล้วเริ่มร่ายรำกระบี่ราวกับนางรำ

                เธอไม่ได้เข้าปะทะกับศัตรูโดยตรงเหมือนในตอนแรกที่เพิ่งจะเริ่มเล่นหากแต่ใช้เอกลักษณ์ของสายผสมอย่างนักรบเวทออกมาอย่างเต็มที่

                คมกระบี่กรีดกรายราวบุปผาเบ่งบานส่งรังสีกระบี่ที่แหลมคมออกไปอย่างต่อเนื่อง รังสีกระบี่แต่ละสายไม่มีพลังทำลายที่มากนักแต่มันสามารถจู่โจมใส่จุดอ่อนอย่างดวงตาได้

                มันอาจจะไม่แม่นยำแต่มีพลังในการรบกวน ทำให้การเคลื่อนไหวของศัตรูติดขัดจนยากที่จะใช้พลังได้เต็มที่

                ขณะเดียวกันการร่ายรำของชีอาก็แฝงไว้ด้วยกระบวนท่าสังหารที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางมวลบุปผากระบี่ที่เบ่งบานมันเป็นกระบวนท่าสังหารที่เงียบงันปรากฏขึ้นโดยปราศจากแสงสีท่ามกลางแสงสีของบุปผากระบี่

                ใครที่พลาดท่าเพราะคิดว่าบุปผากระบี่ทำได้เพียงรบกวนสายตาและสร้างความวุ่นวายแล้วมันผู้นั้นจะก็ตายไปโดยไม่รู้สึกตัว

                แต่ก็น่าเสียดายที่สกิลของชีอาระดับต่ำเกินไปทำให้กระบวนท่าสังหารที่ใช้ได้ผลเสมอของเธอไม่สามารถสังหารศัตรูได้อย่างที่ตั้งใจ

                ทหารเทพหลายนายที่ถูกกระบวนท่าสังหารเล่นงานพากันกระอักเลือกออกมาเป็นสายทว่าพวกมันก็ยังไม่ตาย แม้ว่าลำคอจะถูกเจาะเป็นรูก็ตาม

                ทั้งนี้ก็เพราะค่าสถานะต่างกันมากเกินไปทำให้แม้จะจู่โจมโดนจุดตาย แต่ก็ยากที่จะสร้างความเสียหายในระดับที่สามารถสังหารได้ในพริบตาเหมือนยูเมะหรืออัลเบิร์ต

                แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นชีอาก็ไม่ได้สนใจเพราะเธอไม่ลืมว่าเธอไม่ได้ต่อสู้คนเดียว

                ทหารเทพที่ถูกเจาะลำคอจะติดสถานะ‘ชะงักงัน’ เพราะอาการบาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกับที่บอสปีศาจเมเปิ้ลพันปีเคยถูกท่าไม้ตายของยูเมะซัดใส่จนเลือดหายไปก้อนใหญ่

                มอนเตอร์ธรรมดาเองก็มีสถานะชะงักงันเช่นกันทั้งยังติดง่ายกว่าซึ่งทันทีที่พวกมันติดสถานะชะงักงัน แนวหลังก็จะทำหน้าที่จัดการ ธนูเขี้ยวสัตว์ของอัลเบิร์ตก็จะพุ่งตามมาซ้ำให้ในทันทีไม่ก็หอกแสงของนิกกี้ หรือดาบของยูเมะ

                ด้วยวิธีนี้ทำให้แม้ชีอาจะไม่สามารถสังหารมอนเตอร์ได้ในทันทีแต่เธอก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการฆ่าทหารเทพไม่น้อยไปกว่าใคร

    คล้ายกับเรื่องYume ราชันไร้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน