คัมภีร์หมัดสยบฟ้า

    ตอนที่ 45 ก้าวข้ามสะพาน ไปยังสำนักหลวง

    “การเตรียมตัวเป็นเช่นไรบ้าง” สตรีวัยกลางคนในอาภรณ์สีเขียวอ่อนหันมาถามเขา 

    เซิ่งมู่วางตะเกียบในมือลง “มั่นใจเกินแปดส่วนขอรับ ต้องขอบคุณท่านเจิ้งจื่อหานและจื่ออี้ที่คอยช่วยเหลือ” 

    หลิวหรู่อวิ๋นซับริมฝีปากด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนบาง “เจิ้งเหวยหลี่บอกข้าแล้ว หลายวันมานี้เจ้าพยายามหนักมากจริงๆ” นางพรูลมหายใจสั้นๆ ก่อนเอ่ยเสียงไม่พอใจ “วันนี้เจ้าตระกูลไม่อยู่ ทั้งที่เจ้าอุตส่าห์พำนักในจวนหลิวเป็นวันสุดท้ายแท้ๆ กลับไม่มีแม้แต่เวลาจะมาพบหน้ากัน”

    หลิวจื่ออี้ยิ้มบาง นางหันไปเอ่ยกับมารดา “สำนักหลวงอยู่ห่างจากจวนหลิวไม่มากนัก ท่านแม่ก็ให้คนไปรับเขามาสิ”

    เซิ่งมู่เอ่ยเสริม “มิต้องให้คนไปรับ ข้าก็ต้องกลับมาเยี่ยมเยียนท่านแน่นอนขอรับ อีกทั้งหม่าจ้านและท่านลุงเจิ้งก็ยังอยู่ที่นี่ หลายวันมานี้ข้าสนิทสนมกับพวกเขามิน้อย” 

    ฮูหยินหลิวโบกมือปัดคล้ายรำคาญ ทว่าใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “ช่างเถิดๆ ข้าไม่พูดเรื่องนี้แล้ว” 

    เซิ่งมู่หันไปยิ้มให้กับหลิวจื่ออี้ ก่อนที่เขาจะขยับริมฝีปากบอกกล่าวนางแบบไร้สรรพเสียง 

    หลิวจื่ออี้พยักหน้าพลางหันไปพูดกับมารดา “ท่านแม่ เข้าสำนักวสันต์เขียว ข้าจะพาอิ๋งอิ๋งไปด้วย” 

    ฮูหยินหลิวที่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มขานรับสั้นๆ “อืม” 

    หลิวจื่ออี้เอ่ยต่อ “ส่วนกู้เฟย ข้าอยากให้นางสอบเข้าสำนักหลวงพร้อมเซิ่งมู่”

    ฮูหยินหลิวขานรับอีกครั้ง “อืม” ก่อนชะงักเงียบไปครู่หนึ่ง นางขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ “เจ้าว่าเช่นไรนะ?”

    หลิวจื่ออี้พูดต่อคล้ายเป็นเรื่องปกติ “หากนางสอบไม่ผ่าน ค่อยให้นางติดตามเขาเข้าสำนักในฐานะสาวใช้ ท่านแม่คิดเห็นเช่นไร?”

    ฮูหยินหลิวถามกลับอย่างสงสัย “แล้วเหตุใดเจ้าไม่ให้นางติดตามเจ้าไปแทนเล่า?”

    หลิวจื่ออี้ถอนหายใจยาว “สำนักวสันต์เขียวโดดเด่นด้านการปรุงโอสถ แม้ข้ามิอาจปฏิเสธว่านางหลักแหลมมากก็จริง ทว่าประสบการณ์ยังเป็นรองอิ๋งอิ๋ง อีกทั้งเซิ่งมู่บอกข้าแล้วว่านางชมชอบการเล่นหมากล้อมมากกว่านั่งเฝ้าหน้าเตา แทนที่จะให้นางไปเขี่ยไฟเล่น มิสู้ให้นางไปศึกษาตำราปราชญ์กับเขาแทนจะดีกว่า” เอ่ยจบนางก็เชิดปลายคางไปทางเซิ่งมู่

    เซิ่งมู่พยักหน้าให้ฮูหยินหลิว เสริมคำของหลิวจื่ออี้ “เป็นดั่งที่นางกล่าวขอรับ”

    ฮูหยินหลิวมีสีหน้าลังเล นางหันมาถามเซิ่งมู่ “เจ้าคิดว่านางจะผ่านได้จริงหรือ?” 

    เซิ่งมู่หยัดกายยืนขึ้นด้วยความนอบน้อม ประสานมือเอ่ยตอบ “สหายของข้าเคยบอกว่า ขอเพียงโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง สำนักหลวงก็พร้อมจะฟูมฟักคนมีความสามารถขอรับ” 

    ฮูหยินหลิวซักต่อ “สหายเจ้าคนนั้นเชื่อใจได้หรือไม่?” 

    เซิ่งมู่พยักหน้ามั่นใจ “เขาเป็นอาจารย์ในสำนักหลวงขอรับ” 

    ฮูหยินหลิวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นางมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงดัง “กู้เฟย! เข้ามา” 

    ไม่นานบานประตูห้องพลันเปิดออกเบาๆ สาวใช้ในชุดสีฟ้าอมเขียวเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม นางยอบกายคารวะอย่างสง่างาม พลางเอ่ยถามเสียงเรียบ “ฮูหยินมีรับสั่งสิ่งใดหรือเจ้าคะ?” 

    หลิวหรู่อวิ๋นเอ่ยถามนางตรงๆ มิอ้อมค้อม “เจ้าอยากเข้าสำนักหลวงหรือไม่?” 

    แววตาของกู้เฟยสั่นไหวระริก ก่อนจะก้มหน้าส่ายศีรษะ “มิกล้าเจ้าค่ะ การได้รับใช้ฮูหยินในจวนแห่งนี้ก็เพียงพอแล้ว” 

    ฮูหยินหลิวพรูลมหายใจยาว กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เอ่ยความต้องการจากใจจริงของเจ้ามาเถอะ หากต้องการก็เพียงพูดออกมา ข้าดูเหมือนสตรีใจดำที่คอยขัดขวางความก้าวหน้าของคนใต้ปกครองเช่นนั้นหรือ?”

    กู้เฟยรีบส่ายหน้า โค้งกายลงต่ำ “ไม่เหมือนเจ้าค่ะ” 

    ฮูหยินหลิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง “เช่นนั้นก็บอกความต้องการของเจ้ามา” 

    กู้เฟยเงียบงันไปชั่วอึดใจ นางเหลือบสายตามองเซิ่งมู่ พลางกล่าวเสียงแผ่ว “ข้าอยากไปศึกษาในสำนักหลวงเจ้าค่ะ” 

    หลิวหรู่อวิ๋นระบายยิ้มออกมา นางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เพียงเท่านี้เอง เช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ตามคุณชายเซิ่งไปร่วมการทดสอบเข้าสำนักเถิด ทีนี้ก็ไปเตรียมตัวเก็บข้าวของได้แล้ว” นางโบกมือเบาๆ

    กู้เฟยยอบกายขอบคุณนาง ก่อนหันมาทางเขากับหลิวจื่ออี้แล้วยอบกายคารวะอีกครั้ง 

    รอกระทั่งแผ่นหลังของกู้เฟยลับสายตา ภายในห้องอาหารจึงกลับมาเงียบกริบ ทว่าบรรยากาศกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย ทั้งสามล้วนมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า 

    ฮูหยินหลิวยกชาขึ้นจิบ ก่อนหันมาถามเซิ่งมู่ “จากที่เจ้าใช้เวลาอยู่กับนางมาหลายวัน เจ้าคิดว่านางเป็นเช่นไร? จะสอบผ่านเข้าสำนักหลวงได้หรือไม่?”

    เซิ่งมู่มีใบหน้ากังวลเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับเคร่งเครียด “เอ่ยตามตรง ตบะและเคล็ดวิชาของนางในตอนนี้ยากที่จะโดดเด่นในด่านทดสอบที่หนึ่งถึงสาม ทว่าจากที่ข้ารู้มา ในปีนี้ด่านที่สี่จะเป็นการทดสอบทฤษฎีความรู้ สำหรับนางที่ใช้เวลาว่างทั้งชีวิตอยู่กับตำราปราชญ์ ข้าคาดว่านางมีโอกาสที่จะโดดเด่นกว่าผู้อื่นมิน้อย” เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “เสียดายเพียงแต่ว่านางไม่ยอมฝึกตน มิเช่นนั้นตบะคงเพียงพอที่จะมั่นใจในการผ่านสามด่านแรก”

    ฮูหยินหลิวพยักหน้าเห็นด้วย “จากที่ข้าเฝ้าดูเด็กคนนี้มาหลายปี นางเหมาะสมกับตำราปราชญ์เสียจริง หากนางเห็นแก่ตัวมากกว่านี้อีกสักหน่อย การจะกลายเป็นผู้โดดเด่นด้านวิถีการฝึกตนก็มิใช่เรื่องเกินเอื้อม”

    หลิวจื่ออี้ที่นั่งเงียบมาสักพักบ่นพึมพำอุบอิบ “ทีข้าไม่เห็นท่านแม่ชมแบบนี้บ้างเลย” 

    ฮูหยินหลิวกลอกตาพลางแค่นเสียง “หึ! ใครใช้ให้เจ้าเอาแต่ไปอยู่กับท่านปู่ที่เคารพรักจนละเลยบิดามารดากันเล่า… หลายปีมานี้ไม่ยอมมาหาพวกข้าเลยสักนิด กลับมาครั้งนี้อยู่ไม่ทันไรก็จะเข้าสำนักวสันต์เขียวอีก หากเจ้ากลับมาช้ากว่านี้สักสองสามปี ข้ากับบิดาเจ้าคงเอาอิ๋งอิ๋งกับกู้เฟยมาเป็นทายาทจวนหลิวแทนแล้ว” 

    หลิวจื่ออี้เบ้ปาก “ท่านปู่อยู่ข้างข้า พวกท่านไม่กล้าหรอก!” 

    ฮูหยินหลิวอมยิ้ม ยกมือทำท่าจะเขกศีรษะบุตรสาว “นี่ไง! เจ้าพูดอ้างถึงปู่เจ้าอีกแล้ว!” 

    เสียงหัวเราะอบอุ่นดังคลอเบาๆ ไปทั่วห้องอาหาร 

    เซิ่งมู่เอนกายพิงพนักเก้าอี้ ทอดสายตามองสองแม่ลูกหยอกล้อกัน ในใจก็พลันรู้สึกสงบไปด้วย

    …

    บริเวณหน้าจวนหลิว นอกจากหลิวจื่ออี้ อิ๋งอิ๋ง และสองสามีภรรยาแซ่เจิ้งแล้ว ยังมีฮูหยินหลิวที่นานทีปีหนจะปรากฏกายในเมืองหลวง ยืนส่งยิ้มอบอุ่นอยู่หน้าบานประตู

    เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนที่เดินผ่านไปมาล้วนชะเง้อมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น เป็นผู้ใดกันที่ถึงขั้นทำให้ฮูหยินตระกูลแพทย์อันดับหนึ่งในเมืองหลวง ถึงกับต้องออกมายืนส่งด้วยตนเอง

    “ไว้ข้าจะส่งจดหมายไปหา” หลิวจื่ออี้เอ่ยยิ้มๆ พลางยื่นกล่องไม้ใบหนึ่งให้เขา “อย่าลืมสมุนไพรสำหรับหลอมกายของเจ้าด้วยเล่า” 

    เซิ่งมู่รับกล่องไม้ใบนั้นมา ก่อนจะพลิกมือเก็บมันเข้าไปในพัดพับไม้ไผ่ “เช่นนั้นข้าจะรอฟังข่าวดีของเจ้าที่สำนักหลวง”

    เขาหันไปค้อมกายให้สองสามีภรรยาและฮูหยินตระกูลหลิวที่ยืนอยู่หน้าธรณีประตู “ขอบพระคุณพวกท่านมาก หากมีเวลาข้าต้องกลับมาเยี่ยมเยียนแน่นอน” 

    เจิ้งจื่อหานโบกมือปัด “ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณ เพราะเจ้า ค่ายกลของหม่าจ้านถึงพัฒนาไปมิน้อย”

    เซิ่งมู่พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม เขาหันไปมองกู้เฟยที่เพิ่งร่ำลากับอิ๋งอิ๋งเสร็จสิ้น ก่อนจะหันกายก้าวขึ้นรถม้าตระกูลหลิว 

    ชายหนุ่มเลิกผ้าม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น โบกมืออำลา ก่อนที่รถม้าจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างเชื่องช้า

    “ก็แค่ลาจากกันชั่วคราว” เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ 

    ทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่างแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากแนวกำแพงจวนหลิวอันคุ้นเคย เริ่มเข้าสู่ย่านร้านรวงและบ้านเรือน 

    รถม้าเคลื่อนผ่านร้านบะหมี่ที่เขาเคยนั่งกิน ผ่านร้านตัดเสื้อที่เคยเห็นพ่อแม่ลูกสามคนเดินจูงมือกันออกมา 

    กระทั่งร้านค้าเริ่มบางตาลง ภาพเบื้องหน้ากลับกลายเป็นคลื่นกระแสของคนหนุ่มสาวจำนวนมหาศาล ที่ยืนแออัดกันจนแน่นขนัดไปทั่วบริเวณ 

    “คนมากขนาดนี้เชียวหรือ…” เซิ่งมู่เลิกม่านขึ้นมองดูฝูงชน 

    รถม้าตระกูลหลิวค่อยๆ หันหัวมุ่งหน้าไปทางสะพานหลักที่ใช้เดินทางเข้าสู่เขตเมืองชั้นหลัก ข้างบนสะพานหินที่กว้างขวางพอให้รถม้าวิ่งสวนกันได้ห้าคัน มีกลุ่มองครักษ์หลวงในชุดเกราะเหล็กหลายสิบคนยืนเฝ้าระวัง กั้นไม่ให้ผู้ใดเดินข้ามไปอีกฝั่งได้ตามอำเภอใจ ส่งผลให้บรรดาผู้เข้าสอบล้วนต้องยืนรวมกันอยู่บริเวณตีนสะพาน

    เมื่อรถม้าขยับเข้าไปใกล้ คนหนุ่มสาวหลายคนก็เริ่มบ่นอุบอิบจนได้ยินเสียงเซ็งแซ่ บางคนถึงขั้นสบถด่าทอ 

    “ผู้ใดกันถึงกล้าขับรถม้ามาที่ตีนสะพาน!”

    เสียงก่นด่ายังคงดังระงม ก่อนจะมีเสียงหนึ่งร้องอุทานขึ้นมา “นั่นมันรถม้าตระกูลหลิว!”

    ฝูงชนที่ได้ยินคำนั้นต่างรีบหันขวับมามอง ก่อนจะรีบแหวกทางเปิดพื้นที่ให้รถม้าเคลื่อนผ่านไปอย่างง่ายดาย 

    เซิ่งมู่พึมพำ “มีอำนาจขนาดนี้เชียว…”

    สายตานับร้อยคู่ของฝูงชนเบื้องล่างต่างจับจ้องมา เมื่อรถม้าค่อยๆ เคลื่อนมาหยุดนิ่ง พวกเขาจึงได้เห็นบุรุษในอาภรณ์สีขาว ท่าทางสง่างามคล้ายบัณฑิตก้าวลงมาช้าๆ โดยมีสาวใช้หน้าตางดงามในชุดสีฟ้าอมเขียวเดินตามหลังลงมา

    เสียงซุบซิบของฝูงชนดังขึ้นเรื่อยๆ หลายประโยคลอยเข้าหูเซิ่งมู่ ทว่าเขาก็มิได้ใส่ใจนัก

    ชายหนุ่มกวาดสายตาสังเกตไปรอบด้าน พบว่านอกจากรถม้าที่ประดับธงสีเขียวของตระกูลหลิวแล้ว ยังมีรถม้าของตระกูลอื่นจอดเทียบอยู่ด้วย เพียงแต่ว่ารถม้าเหล่านั้นมิใช่ของสี่ตระกูลใหญ่เดิม

    เซิ่งมู่ไล่สายตามองไปเรื่อย กระทั่งธงสีดำผืนหนึ่งสะดุดตาเขาเข้าอย่างจัง “เฟิง…” 

    เป็นธงสีดำของตระกูลเฟิง ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเพียงตระกูลเดียวที่ไม่ได้มีรากฐานมาจากขุมอำนาจเก่า และเป็นตระกูลที่สวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ชิงมากที่สุด

    อักษร 风 (เฟิง) สีขาวสลักโดดเด่นตัดกับผืนธงสีดำสนิท แม้มองในความมืดมิดก็คงยังเห็นชัดเจน ยามมันปลิวไสวไปตามสายลม คล้ายมีกลิ่นอายอำนาจบางอย่างแผ่ซ่านออกมา 

    เซิ่งมู่มองเห็นฝูงชนเริ่มแหวกทางออกเป็นสายจากระยะไกล ช่องว่างนั้นขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งกลุ่มคนหนุ่มสาวเบื้องหน้าเขาหลีกทางให้ จึงปรากฏร่างของสตรีในชุดเกราะหนังสีดำ ก้าวเดินอย่างมั่นคงตรงมาทางเขา 

    เรือนผมสีดำขลับยาวสวยถูกมัดรวบไว้เป็นหางม้า อาภรณ์สีดำที่สวมใส่ดูคล้ายชุดของบุรุษมากกว่าสตรี เกราะไหล่นั้นแม้เพียงมองผ่านตาก็รู้ทันทีว่าเป็นของชั้นเลิศ 

    ใบหน้าเรียวรูปไข่ คิ้วบางเฉียบ ดวงตาคมกริบมีไฝเสน่ห์ประดับที่หางตาเหมือนกับกู้เฟย แม้ท่วงท่าของนางจะดูสง่างาม ทว่าก็แฝงกลิ่นอายเผด็จการดุดันในเวลาเดียวกัน

    นางก้าวมาหยุดยืนเบื้องหน้าเขา กวาดสายตามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่คิดจะปิดบัง “ข้าไม่ยักรู้ว่าตระกูลหลิวมีคุณชายใหญ่กับเขาด้วย” นางเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นชา 

    เซิ่งมู่คลี่ยิ้ม ประสานมือคารวะทักทายตอบ สายตาเหลือบมองสาวใช้ในชุดฟ้าอมเขียวข้างกายตนเล็กน้อย “ข้าเป็นเพียงแขกของตระกูลหลิว มิใช่คุณชายใหญ่อย่างที่แม่นางเข้าใจ”

    นางพยักหน้ารับคำ “อ้อ…” พลางยกมือขึ้นมาสบายๆ ประสานมือกลับ “เฟิงฉือหลาน”

    เซิ่งมู่กล่าวตอบ “เซิ่งมู่”

    สตรีชุดดำจ้องมองเขาอย่างเคลือบแคลงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงแหวกฝูงชนดังแทรกมาจากด้านข้าง บุรุษร่างสูงโปร่งในชุดผ้าฝ้ายสีเทาเก่าพลันโผล่หน้าออกมา ด้านหลังของเขาห้อยกระบี่ยาวเล่มหนึ่งเอาไว้

    เมื่อเห็นเซิ่งมู่ บุรุษผู้นั้นก็ฉีกยิ้มกว้าง “สหายเซิ่ง!” 

    เซิ่งมู่ยิ้มตอบ “สหายอู๋” 

    อู๋ซือหยวนเดินมายืนขนาบข้างเขา สายตามองสลับไปมาระหว่างเซิ่งมู่และเฟิงฉือหลาน เขายกมือประสานทักทายสตรีตรงหน้า “ข้าอู๋ซือหยวน มิทราบว่าแม่นางคือ…?” 

    นางเอ่ยตอบเรียบๆ พร้อมกำมือหลวมๆ “เฟิงฉือหลาน” 

    อู๋ซือหยวนค้างรอยยิ้มไว้ได้เพียงครู่เดียว ก่อนค่อยๆ หดหายไป เขากระซิบเสียงเบาถามเซิ่งมู่ “นี่เจ้าไปสนิทกับคนจากตระกูลเฟิงตั้งแต่เมื่อใดกัน?!”

    เซิ่งมู่กระซิบตอบ “ข้าเพิ่งเคยพบนางเป็นครั้งแรกก็วันนี้นี่แหละ” 

    เฟิงฉือหลานกระแอ่มเสียงเบา “ข้าได้ยินนะ” 

    ชายหนุ่มทั้งสองได้แต่ยกมือเกาหัวแก้เก้อ เอ่ยขออภัยเสียงเบา 

    พวกเขายืนรออยู่ตรงนั้นได้ไม่นาน กลุ่มองครักษ์บนสะพานก็ค่อยๆ ขยับตัวแหวกเปิดทางออก ขันทีเฒ่าในชุดคลุมสีม่วงก้าวเดินออกมายืนเบื้องหน้า 

    ฝูงชนนับพันที่เคยส่งเสียงจอแจพลันเงียบกริบลงทันที ขันทีเฒ่ากวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ก่อนจะเปิดปากประกาศด้วยน้ำเสียงกังวานกึกก้อง “ผู้ที่ถือครองป้ายเหล็ก จงก้าวออกมาเบื้องหน้า”

    อู๋ซือหยวนกับเฟิงฉือหลานจึงเริ่มก้าวเดิน ผู้คนรอบข้างล้วนพร้อมใจกันหลีกทางให้ 

    “โชคดีนะ” เซิ่งมู่หันมาเอ่ยทิ้งท้ายกับกู้เฟย นางเพียงยอบกายรับคำเงียบๆ ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าเดินตามคนทั้งสองไป 

    บริเวณพื้นที่ว่างตรงตีนสะพาน มีหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขายืนรวมกลุ่มกันอยู่ประมาณสิบกว่าคน บ้างแต่งกายหรูหราคล้ายชนชั้นสูง บ้างสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายธรรมดาเฉกเช่นอู๋ซือหยวน ทุกคนล้วนแตกต่างกัน ทว่าสิ่งเดียวที่ทุกคนมีเหมือนกัน คือป้ายเหล็กสลักอักษร 青 (ชิง) ที่ถืออยู่ในมือ

    ขันทีเฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะหันกายเตรียมนำทาง “พวกเจ้าทั้งสิบสี่คนจงตามข้ามา ส่วนผู้ที่เหลือ ให้เข้ารับการทดสอบสามด่านแรกตามเดิม”

    พวกเขาจึงก้าวเดินตามหลังขันทีเฒ่าข้ามสะพานหินไป สะพานหลักที่ใช้ข้ามเข้าสู่เขตชั้นหลักนั้นทั้งกว้างขวางและทอดยาวหลายจั้ง เมื่อพวกเขาเดินข้ามสะพานมาถึงอีกฝั่ง เสียงดัง 'ตึง!' ก็ดังสนั่นมาจากบนสะพานเบื้องหลัง 

    เซิ่งมู่หันขวับกลับไปมอง ภาพที่เห็นคือแท่นหินศิลาขนาดมหึมา ค่ายกลอักขระลึกลับ และลานประลองไม้กว้างขวางหลายแห่ง ผุดขึ้นมากลางสะพาน

    “แท่นหินทดสอบพลังกาย ค่ายกลทดสอบจิตใจ ส่วนลานไม้ใช้แสดงเคล็ดวิชา” เฟิงฉือหลานเอ่ยอธิบาย

    เซิ่งมู่หันมามองนาง “แม่นางดูจะคุ้นเคยกับขั้นตอนการทดสอบเป็นอย่างดีนะ” 

    เฟิงฉือหลานแค่นเสียงไม่พอใจ “หึ! ข้าเติบโตมาในเมืองหลวง ย่อมต้องเคยเห็นพิธีคัดเลือกทุกปีอยู่แล้ว อีกอย่าง… เรียกข้าว่าสหายเฟิงเถอะ” นางพ่นลมหายใจยาว สะบัดตัวก้าวเดินตามกลุ่มไปอย่างรวดเร็ว 

    “ข้าทำให้นางไม่พอใจรึเปล่า?” เซิ่งมู่เอ่ยถามอู๋ซือหยวน บุรุษชุดเทาเพียงยักไหล่ตอบกลับ คล้ายจะสื่อว่าเขาก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเช่นกัน 

    เขตชั้นหลักปราศจากบ้านเรือนของชาวเมือง มีเพียงกำแพงสูงตระหง่านรายล้อมพระราชวังอันโอ่อ่า พวกเขาเดินผ่านแนวกำแพงวังหลวงไป กระทั่งพบกับกำแพงอีกชั้นที่สูงชันเสียจนแทบมองไม่เห็นเชิงเทินด้านบน 

    กลุ่มพวกเขาเดินเลียบกำแพงไปเรื่อยๆ จนพบกับประตูเหล็กบานยักษ์ที่เปิดอ้าค้างไว้ ด้านบนประดับป้ายศิลาทมิฬสลักอักษร ‘สำนักศึกษาหลวง’ เอาไว้อย่างสง่างาม 

    เมื่อพวกเขาก้าวพ้นบานประตูเหล็กตามหลังขันทีเฒ่าเข้ามา สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือลานหินกว้างขวางปูด้วยลวดลายวิจิตร กินพื้นที่กว้างไกลหลายร้อยจั้ง มากพอจะปลูกสร้างเรือนได้หลายสิบหลัง สุดปลายสายตาคือบันไดหินทอดยาวขึ้นไปตามแนวเขา ด้านบนมีเรือนพักหลังเล็กปลูกสร้างประปรายตามทาง นอกจากนี้ ห่างออกไปยังมียอดเขาขนาดย่อมอีกหลายลูก ซึ่งล้วนมีสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่เช่นกัน 

    ทางซ้ายมือของพวกเขาคือสระบัวกว้างใหญ่ไพศาลมากพอจะเรียกได้ว่าเป็นทะเลสาบขนาดย่อม ศาลากลางน้ำน้อยใหญ่หลายสิบหลังถูกสร้างเรียงรายเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระเบียบงดงาม 

    เขาเห็นคนหนุ่มสาวหลายคนสวมอาภรณ์สีแดงปักดิ้นทองเดินสวนกันไปมา บ้างก็นั่งจับกลุ่มสนทนาอยู่ในศาลา บ้างก็หันมามองทางกลุ่มผู้มาใหม่ด้วยท่าทางสนอกสนใจ 

    ขันทีเฒ่าพาทั้งกลุ่มเดินลัดเลาะไปตามทางเดินกรวดหินมุ่งสู่ฝั่งขวา เบื้องหน้าปรากฏอาคารไม้โอ่อ่าหลายหลัง บางหลังยังมองเห็นอาจารย์ของสำนักหลวงกำลังนั่งอบรมสั่งสอนกลุ่มศิษย์อยู่อย่างเคร่งครัด 

    กลุ่มของพวกเขามาหยุดยืนอยู่หน้าอาคารหลังใหญ่ที่สุดซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลาง 

    เมื่อมองผ่านบานประตูไม้ที่เปิดกว้างทิ้งไว้เข้าไป เซิ่งมู่จึงได้เห็นโถงกว้างที่มีโต๊ะตำราตั้งเรียงรายเป็นระเบียบมากกว่าร้อยตัว ลึกเข้าไปด้านในสุดของห้องโถงมีเก้าอี้ตั้งอยู่สามตัว เก้าอี้ตัวกลางสลักลวดลายงดงามที่สุด อีกทั้งตำแหน่งการจัดวางยังถูกยกสูงที่สุด คล้ายเป็นที่นั่งสำหรับผู้มีอำนาจ

    นอกจากเก้าอี้สามตัวนั้นแล้ว ยังมีผู้อาวุโสเครายาวผู้หนึ่งยืนค้อมกายอยู่อย่างนอบน้อมเบื้องล่าง อาภรณ์สีแดงปักลวดลายสีทองของเขาคล้ายกับชุดของศิษย์สำนักหลวง ทว่าสิ่งที่แตกต่างคือความซับซ้อนและความวิจิตรของลวดลายบนผืนผ้านั้นเหนือล้ำกว่ามาก

    เมื่อเห็นขันทีเฒ่าและกลุ่มเด็กหนุ่มสาวที่ตามหลังมา ผู้อาวุโสท่านนั้นจึงเดินปรี่เข้ามาประสานมือคารวะทักทาย “คารวะขันทีเจิน” 

    ขันทีเฒ่าโบกมือปัดไม่ใส่ใจ พลางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวข้าง “ข้านำผู้ถือตราเหล็กในปีนี้มาส่งแล้ว”

    ผู้อาวุโสเครายาวส่งยิ้มอบอุ่น พลางหันมามองพวกเขา พลางพยักหน้าชื่นชม “ปีนี้มีผู้ได้รับป้ายเหล็กมากถึงเพียงนี้เชียว…” เขากวาดสายตาสำรวจทุกคนช้าๆ ก่อนจะเปิดปากกล่าว “นั่งรอก่อนเถิด คงอีกพักใหญ่กว่าการทดสอบสามด่านแรกจะจบ”

    ผู้เข้าสอบทั้งสิบสี่คนพร้อมใจกันยกมือประสานคารวะ ก่อนจะแยกย้ายเลือกที่นั่งตามใจชอบ ผู้ที่คุ้นเคยกันก็เริ่มเปิดปากสนทนา เซิ่งมู่กวาดสายตามองคนทั้งสิบสี่คนที่ได้รับป้ายเหล็ก ก่อนจะต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ 

    สายตาของเขาไปหยุดชะงักอยู่ที่บุรุษหนุ่มหน้าขาว ใบหน้างดงามโดดเด่นกว่าผู้ใดในบรรดาคนทั้งสิบสี่คน เขาสวมใส่อาภรณ์สีเทาอ่อนเนื้อผ้าชั้นดี นัยน์ตาคู่นั้นสอดส่ายมองไปทั่วห้อง หยุดมองที่คนหนุ่มสาวหลายคน แต่กลับหยุดจ้องมองเหล่าสตรีนานเป็นพิเศษ เมื่อเขาสังเกตเห็นสายตาของเซิ่งมู่ที่มองมา นัยน์ตานั้นก็พลันส่องประกายวาวด้วยความดีใจ ก่อนจะยกมือขึ้นโบกทักทายอย่างร่าเริง 

    เซิ่งมู่ระบายยิ้มแห้งๆ ก่อนเบือนหน้าหนี 

    “เจ้ารู้จักเขาด้วยหรือ?” อู๋ซือหยวนขยับกายมาถาม “เขาดูคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่มิน้อย”

    เซิ่งมู่หัวเราะแห้งเอ่ยตอบ “เขาก็คือคนที่พยายามเกี้ยวหลี่ซิ่วบนเรือเซียนนั่นไง นามว่าโจวจิ่ง”

    อู๋ซือหยวนพยักหน้า สายตาเปลี่ยนเป็นคมกริบประหนึ่งพบเจอศัตรูตัวฉกาจ

    เซิ่งมู่หัวเราะหึๆ ในลำคอ สายตากลับไปสอดส่ายสำรวจรอบบริเวณอีกครา ทว่าครั้งนี้คิ้วของเขาต้องขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความฉงนหนักกว่าเก่า “มันจะบังเอิญเกินไปกระมัง?” 

    บุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำตาล บนบ่ามีนกอินทรีสีทองเกาะอยู่อย่างสง่างาม ดูโดดเด่นแปลกตากว่าผู้เข้าสอบคนใด 

    ชายผู้นี้คืออีกคนที่เขาจำได้ขึ้นใจ ท่าทางยียวนกวนประสาทตอนที่นั่งเคี้ยวถั่วพลางมองเขากับโจวจิ่งปะทะคารมกันบนเรือเซียน ยังคงทำให้เซิ่งมู่รู้สึกสนใจในตัวอีกฝ่ายไม่น้อย 

    ระหว่างที่เขากำลังจมอยู่ในความคิด เสียงกระแอมไอของผู้อาวุโสชุดแดงก็พลันดึงสติทุกคนกลับมา “ช่วงรอผู้เข้าทดสอบคนอื่น ข้าจะให้พวกเจ้าสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับด่านที่สี่”

    สิ้นคำกล่าวของผู้อาวุโส โจวจิ่งพลันยืนขึ้นทันที ก่อนจะค้อมกายประสานมือถาม “สอบถามผู้อาวุโส ด่านที่สี่คือการทดสอบอันใดหรือขอรับ?”

    ผู้อาวุโสเครายาวพยักหน้าชื่นชมในความกระตือรือร้น พลางกล่าวเสียงเรียบ “ด่านนี้เป็นการทดสอบทฤษฎีความรู้ ใช้ระยะเวลาสองชั่วยาม ส่วนเนื้อหาที่จะใช้ออกสอบ ข้ามิขอเอ่ยตอบ”

    โจวจิ่งซักถามต่อโดยไม่ปล่อยให้เสียเวลา “เช่นนั้นระหว่างรอ ข้าสามารถหยิบตำราขึ้นมาอ่านได้หรือไม่?”

    ผู้อาวุโสพยักหน้าอีกครา ใบหน้าระบายยิ้มออกมาบางๆ “ทำได้ตามสบาย คิดเสียว่าเป็นสิทธิของผู้ถือป้ายเหล็กก็แล้วกัน”

    โจวจิ่งจึงทรุดตัวลงนั่ง พลางหยิบตำราออกมาเปิดอ่านอย่างเงียบเชียบ ท่าทีสอดส่ายสายตามองสตรีเฉกเช่นก่อนหน้ามลายหายไปจนสิ้น 

    เมื่อเห็นดังนั้น คนหนุ่มสาวคนอื่นๆ จึงเริ่มทยอยลุกขึ้นยืนสอบถามข้อสงสัยของตนทีละคน 

    สตรีสาวในชุดสีชมพูลุกขึ้นถามบ้าง “หากได้อันดับหนึ่งในด่านนี้ จะมีรางวัลมอบให้หรือไม่เจ้าคะ?” 

    ผู้อาวุโสส่ายหน้าปฏิเสธ “รางวัลจะมอบให้เฉพาะผู้ที่มีคะแนนรวมทั้งห้าด่านสูงที่สุดเท่านั้น” 

    ชายหนุ่มในชุดสีม่วงลุกขึ้นถามต่อ “ถ้าเช่นนั้นจะนับคะแนนของพวกเราเช่นไรหรือขอรับ ในเมื่อพวกข้ามิได้เข้ารับการทดสอบในสามด่านแรก” 

    ผู้อาวุโสแย้มยิ้มตอบไขข้อข้องใจ “ผู้ที่ถือครองป้ายเหล็ก จะได้รับคะแนนเต็มในด่านที่หนึ่งถึงสามไปโดยปริยาย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่า ต่อให้พวกเจ้าทำคะแนนได้รั้งท้ายในสองด่านหลังสุด ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะได้เป็นศิษย์สำนักหลวงอยู่ดี”

    คนหนุ่มชุดม่วงอ้าปากกว้างด้วยความตื่นเต้น ก่อนค้อมกายขอบคุณแล้วกลับไปนั่งเช่นเดิม

    “มีคำถามอีกหรือไม่?” ผู้อาวุโสกวาดสายตาไปรอบโถง 

    เซิ่งมู่ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงชัดเจน “เช่นนั้นในทางกลับกัน หากมีผู้รั้งท้ายในด่านที่หนึ่ง สอง สามและห้า ทว่าได้โดดเด่นในด่านที่สี่เพียงด่านเดียว ผู้นั้นจะถือว่าสอบผ่านได้เป็นศิษย์สำนักหลวงหรือไม่ขอรับ?”

    ผู้อาวุโสเอียงคอมองเขาด้วยความสนใจ ระเบิดเสียงหัวเราะเบาๆ “เป็นคำถามที่น่าสนใจ… น่าสนใจมากทีเดียว” เขาสบตาเซิ่งมู่พลางเอ่ยตอบ “หากมีเหตุการณ์เช่นที่เจ้าว่าเกิดขึ้นจริง ก็ถือว่าบุคคลผู้นั้นมีพรสวรรค์ที่ล้ำเลิศในด้านตำราปราชญ์เป็นพิเศษ ซึ่งแน่นอนว่า… ตัวข้าและสำนักหลวงย่อมจับตามองอย่างแน่นอน”

    เซิ่งมู่ระบายยิ้มบางเบา ประสานมือคารวะอีกครา “ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะขอรับ”