เมื่อสงครามครั้งใหญ่จบสิ้นลงไป ทวีปโพ้นทะเล หนานหยาง ต่างก็เต็มไปด้วยโลหิตอาบย้อมพสุธา กลายเป็นดินแดนความตาย กลิ่นอายคาวเลือดลอยออกมาคละคลุ้ง ทำให้ดินแดนเทพในยามนี้ ดูสงบสุขขึ้นมาก ศัตรูต่างดินแดนเองก็ไม่เฉียดกาย เหยียบย่ำ เข้ามาภายในดินแดนเทพอีกต่อไป
ชื่อของอี้เฉิน จึงถูกกล่าวขาน สรรเสริญ จากผู้คนทั่วดินแดนเทพ แม้แต่เรื่องราวเล่าขานของอี้เฉิน ภายในศึกสงครามอันรุ่งโรจน์ ยังถูกกล่าวขาน เล่าลือออกไปทั่ว แม้แต่เด็กเล็กที่เกิดมา ยังได้ชื่อว่าเกิดยังยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ ของจักรพรรดิหนุ่มนามว่า อี้เฉิน
…ณ เมืองเป่ยอัน ใจกลางเมืองเขต ทางใต้สุดของดินแดนเทพ บัดนี้ผ่านมา20ปีอย่างรวดเร็ว แต่การแสดงเชิดหุ่นตุ๊กตา ของชายหนุ่ม บัดนี้ต่างก็เต็มไปด้วยผู้คนจับจ้องสนใจ อยู่ในช่วงฉากสำคัญ ของการแสดง
หลังจากตุ๊กตาตัวน้อย พุ่งเข้ามาขวาง เอ่ยพูดน้ำเสียงเท่ๆ ออกมา “พวกเจ้า จงกลับดินแดน ของพวกเจ้าไปเสีย ข้าเห็นแก่สตรีประมงนางหนึ่ง ที่ช่วยเหลือ ข้าเอาไว้”
“หลังจากสิ้นคำพูด ทิ้งท้ายของ จักรพรรดิหนุ่มผู้ปกครองดินแดนเทพ เขาก็สืบฝีเท้า หายจากไปทันที ..นับตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใคร เคยเห็นจักรพรรดิหนุ่ม ผู้ปกครองดินแดนเทพ อีกต่อไป”
น้ำเสียงชายหนุ่ม ที่กล่าวพูด พร้อมแสดงท่วงท่า หุ่นเชิดผมสีขาวโพลนบินทะยานจากไป เสียงตบมือของหมู่ชนที่มามุงดู การแสดงตุ๊กตาเชิดหุ่น ต่างก็ปรบมือออกมาให้ชายหนุ่ม ที่ทำการแสดงออกมาก้อง
แม้เรื่องราวอี้เฉินจะผ่านมานานนม ผู้คนก็ยังคงไม่ลืมเลือนนามของอี้เฉิน โดยเฉพาะเหล่าเด็กน้อย ชนรุ่นหลังที่เกิดใหม่ พวกเขาต่างก็เกิดและเติบโตมาพร้อม ข่าวคราวของอี้เฉิน ก่อนเด็กน้อยนางหนึ่ง นางจะกล่าวไต่ถาม ชายหนุ่มกำลังเตรียมเก็บของ ด้วยความสงสัยใคร่รู้
“แล้วจักรพรรดิอี้เฉิน เขาไปไหน เหตุใดเขาถึงไม่ปรากฏตัวออกมา”
ชายหนุ่มที่ได้ยิน เขากระแอมไอออกมาน้อยๆ ก่อนจะกล่าวพูดออกมา “ข้าได้ยินว่าจักรพรรดิอี้เฉิน เขากลับไปหาคนรักของเขา ..แต่บางคนก็บอกว่า จักรพรรดิอี้เฉิน เขาอาจกำลังมองการกระทำของพวกเรา คนดินแดนเทพอยู่ก็เป็นได้ เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือแม่หนูน้อย"
เด็กหญิงได้ยินคำตอบ นางตัวสั่นมีท่าที ร้องไห้กระจองอแงออกมาทันใด เมื่อได้ยินน้ำเสียงกึ่งข่มขู่ ของชายหนุ่ม ก่อนเขาจะรีบเก็บของพะรุงพะรัง แล้วรีบสืบฝีเท้าจากไป ครั้นรับรู้ว่ามีสายตา ของใครบางคน จับจ้องสายตามาที่ตัวของเขาอยู่
“เกรงว่าข่าวลือเรื่องสมบัติล้ำค่าปรากฏขึ้นมา ภายในดินแดนทางใต้สุด ผู้คนน่าจะรู้ออกไปทั่วแล้ว มิน่าล่ะเมืองเป่ยอัน บัดนี้ถึงได้ดูครึกครื้นนัก” ก่อนหญิงสาวที่โบกสะบัด พัดลวดลายเมฆ สวมใส่อาภรณ์แต่งกายคล้ายชายหนุ่ม
ภายในโรงเตี๊ยมชั้นสอง จะกล่าวพูดขึ้นมาอีกครา พร้อมสายตานาง ที่จับจ้องไปที่ชายหนุ่ม ที่หอบของพะรุงพะรัง จากไปอย่างไม่วางตา “เหมือนว่าไอ้หมอนั่น ที่แสดงตุ๊กตาหุ่นเชิด มันก็จะมาหา สมบัติตามข่าวลือด้วยซินะ”
“ทางนั้นเองก็ใช่คุณหนู” ก่อนผู้ติดตามนางจะกล่าวพูดออกมา พร้อมชี้นิ้วมือ ไปยังทิศทางโรงน้ำชาอีกด้านหนึ่ง
“อืมๆ เหมือนว่าเมืองเป่ยอัน บัดนี้จะกลายเป็นแหล่ง รวมตัวของจอมยุทธ์อนุชนรุ่นใหม่ จากที่ต่างๆ ไปเสียแล้ว พวกเขาเองก็คงหมายตา ของล้ำค่าบริเวณหุบเขาทมิฬ เฉกเช่นพวกเราซินะ”
เกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น” ผู้ติดตามของนางพยักหน้ารับคำ กล่าวตอบอย่างไม่ลังเล ครั้นรับรู้ปราณพลัง ของสถานที่แห่งนี้ มีแต่จอมยุทธ์อนุชนรุ่นใหม่ ไม่ธรรมดาอยู่กันหลายคน
ทว่า จู่ๆ ก็มีบุรุษผู้หนึ่ง ก้าวฝีเท้าเข้ามาทักทาย หญิงสาวครั้นรับรู้ตัวตน ที่แท้จริงของนางเป็นใคร “องค์หญิงชิงถง ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่ ยังเขตทางใต้สุด เล่า แล้วการแต่งตัวของท่าน คิดจริงหรือว่าท่านจะเหมือนเหล่าบุรุษ ใบหน้าท่านหวาน งดงามเกินไป มองอย่างไรข้าก็ดูออกว่าท่านเป็นสตรี”
ผู้ติดตามของนางขมวดคิ้ว ขึ้นมาเป็นปมในทันใด ครั้นเห็นว่าเป็นองค์ชาย ซ่านซือ แห่งราชวงศ์ซือ มายังสถานที่แห่งนี้ ‘เกรงว่าไอ้หมอนี่คงไม่ได้ตาม สืบข่าวคราวขององค์หญิง ชิงถง นายข้าอยู่หรอกกระมัง’
องค์ชาย ซ่านซือ ที่เห็นสายตาของผู้ติดตามนาง จ้องมองมาที่ตัวเขาด้วยสายตาเขม็ง ชายหนุ่มโบกฝ่ามือ ออกมาน้อยๆ พร้อมนั่งลงในทันใด
องค์หญิงชิงถง เอ่ยเสียงเรียบ เย็นเหยียบออกมาทันที “เจ้านี่ช่างมารยาทแย่จริงๆ ไม่คิดถามไถ่ ข้าสักคำ ว่าข้าให้เจ้านั่งหรือไม่”
องค์ชาย ซ่านซือ คลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ มองสตรีที่อยู่ตรงหน้า แต่งตัวเป็นบุรุษในชุดสีขาว ใบหน้าสะอาดสะอ้าน ทำให้องค์หญิง ชิงถง หน้าแดงขึ้นมาน้อยๆ ก่อนยกพัดเก็บอาการเขินอายของนางกลับไป องค์ชาย ซ่านซือ เขากระแอมไอออกมาน้อยๆ เอ่ยพูดถึงสิ่งที่เขาสงสัยออกมาทันที “มันไม่แปลกหรือ ที่องค์หญิงชิงถง ที่ไม่สนใจการฝึกฝน แถมการปลอมตัวยังไม่ได้เรื่อง กลับสนใจของล้ำค่า นั้นมันหมายความว่าอย่างไร หรือท่านคิดจะเอาของล้ำค่า ไปมอบให้ใครสักคน”
องค์หญิงชิงถงได้ยิน นางเม้มริมฝีปากขึ้นมาน้อยๆ ก่อนพยักหน้ารับคำ ไม่ได้ปิดบังอีกต่อไป นางหวังกับของขวัญชิ้นนี้ ที่จะมอบให้ท่านพ่อของนางไม่น้อย
องค์ชาย ซ่านซือคลี่ยิ้มบางพร้อมไต่ถาม “จักรพรรดิ ชิงอู๋เหล่ย ราชินีหลิวอี้เฟย สบายดีซินะ เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าอีกแรงแล้วกัน ส่วนเจ้าก็จะถือว่าติดหนี้ข้า หนึ่งครั้งดีหรือไม่ องค์หญิง ชิงถง”
สตรีน้อย นางมีสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมาไม่ตก ครั้นหันปรายตาไปมองผู้ติดตาม ชายหนุ่มเองก็ไม่กล่าวค้านเช่นกัน อย่างไรสถานที่แห่งนั้นก็อันตราย หากได้คนขององค์ชาย ซ่านซือ ช่วยคุ้มกันอีกแรง ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แม้แต่เขาเองก็ยังไม่มั่นใจ ว่าจะเข้าไปด้านในหุบเขาทมิฬ ได้ลึกแค่ไหน
“ได้ๆ เช่นนั้นข้าตกลงรับขอเสนอของเจ้า องค์ชาย ซ่านซือ”
องค์ชาย ซ่านซือ ครั้นเห็น องค์หญิง ชิงถงเอ่ยพูด ด้วยความไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก เขาขำแห้งๆ กล่าวพูดพลางอธิบายออกมาทันใด “เช่นนั้นพวกเจ้าตามหลัง พวกเราไว้ก็พอ เทือกเขาทมิฬ เห็นว่าลมพายุรุนแรงเป็นอย่างมาก แต่ในช่วงหลายปีมานี้ มันกลับเบาบางลง แถมยังมีข่าวลือประหลาด ในยามที่แสงสาดส่องเชิงผาสูง จะปรากฏแสงอักขระพร่างพราว ฉายออกไปทั่วเนินผา”
“อืมๆ!! ข้าเองก็ได้ยินข่าวลือนี้มาเช่นกัน”
“เช่นนั้นไปดูกับตาตัวเอง น่าจะได้ข้อสรุปมากกว่า” องค์ชาย ซ่านซือ กล่าวพูดพร้อมลุกขึ้นพรวดพราด ผายมือเชิญองค์หญิงชิงถง ออกเดินทาง ไปดูด้วยตนเองในทันใด
...ไม่นานที่พวกเขาออกจากเมืองเป่ยอันมาได้สักพัก ภาพภายในครรลองสายตาเบื้องหน้าพวกเขา ต่างก็เต็มไปด้วยลมพายุสีดำมืดที่บ้าคลั่ง พร้อมด้วยเทือกเขากว้างใหญ่ ที่สลับซับซ้อน ได้ยินเสียงลมกัดเซาะช่องเขา ดังออกมาหวีดหวิวเป็นระยะๆ ราวกับเสียงกรีดร้องอันโหยหวน ประกายตาพวกเขา ฉายประกายความกังวลขึ้นมาทันใด ครั้นเห็นภัยธรรมชาติที่บ้าคลั่ง พัดไหวอย่างรุนแรง จนพวกเขารู้สึกถึงความเฉียบคม ของคลื่นลม ที่แปรเปลี่ยนเป็นคมกระบี่ใบมีด
องค์หญิงชิงถง ครั้นปรายตาไปมอง มีกลุ่มคนอีกหลายกลุ่ม เดินทางออกไปในทิศทางเดียวกับพวกเขาเช่นกัน ทว่าที่สะดุดตาที่สุดเกรงว่าจะเป็น ชายหนุ่มที่หอบสัมภาระ พะรุงพะรัง สืบฝีเท้าตรงดิ่ง ออกไปทิศทางเบื้องหน้า อย่างไม่หวาดเกรง ทำให้นางมีสีหน้าฮึดสู้ ตามชายหนุ่มผู้นั้นขึ้นมาทันใด
ชายที่หอบสัมภาระ เขาปรายตาไปมอง องค์หญิงชิงถง ที่แต่งตัวเป็นบุรุษหนุ่ม อยู่แวบหนึ่ง “หืม!! ไอ้หนุ่มใบหน้าสะอาดสะอ้าน เหตุใดมันหน้าหวานได้ขนาดนี้เชียว” ก่อนชายหนุ่ม จะห้อตะบึงหายเข้าไป ภายในพายุที่บ้าคลั่ง ไม่ได้สนใจนางอีกต่อไป
จากลมพายุที่รุนแรง พร้อมด้วยวิสัยทัศน์ที่เลวร้าย ทำให้พวกเขา ที่เข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ หลงทางภายในเทือกเขาทมิฬเอาง่ายๆ หลายคนจึงมีกลวิธี ต่างๆ กันออกไป ที่จะไม่ให้หลงทางอยู่ภายในลมพายุ ที่บ้าคลั่งแห่งนี้ แต่เกรงว่าวิธีที่นิยมที่สุด คงจะเป็นการประทับตรา ทิ้งไว้เป็นสัญลักษณ์ตามพื้น โขดหินที่พวกเขาผ่านทาง