เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

เล่มที่7 ตอนที่ 188 : ฉันเป็นนักธุรกิจ

        หลินรั่วซีไม่ได้ตอบหยางเฉินเธอเพียงมองนาฬิกาข้อมือ Vacheron Constantin ไปพลางกล่าวขึ้นว่า

        "งานเฉลิมฉลองใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าผู้ร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็นคนวงใน แต่เราก็ไม่ควรจะไปสาย"

        "เมินกันอย่างงั้นหรือ?" หยางเฉินถามด้วยน้ำเสียงหดหู่

        "เดินไปอธิบายไปพลางก็แล้วกัน"

        ทั้งหมดออกจากรีสอร์ตเล็กๆ นี้ โดยรถของซูจื้อหงขับนำหน้าตามมาด้วยรถของหลินรั่วซี ซึ่งจัดที่นั่งตำแหน่งเดิมเหมือนตอนขามาคือโม่เชี่ยนนีเป็นคนขับ หยางเฉิน และหลินรั่วซีนั่งด้วยกันอยู่ด้านหลัง

        แล้วค่อยๆ อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้หยางเฉินฟัง

        เริ่มจากฉางหลินมีเดียต้องการเข้ามาทำตลาดในเมืองจงไห่

        แผนการในขั้นแรกคือการเข้ามาติดต่อรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยที่สนิทสนมอย่างหลินรั่วซีเพื่อเป็นใบเบิกทางโดยการเข้ามาเยี่ยมเยียนเหมือนรุ่นพี่แสนดีที่ไม่ได้เจอกันมาเนิ่นนานแต่เมื่อเฉิงซินหลินเริ่มพูดถึงการร่วมมือลงทุนกับมู่หยุนหลินรั่วซีก็เริ่มตระหนักและเริ่มตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของฉางหลินอย่างละเอียดถี่ถ้วน

        ในการเอาชนะฉางหลินนั้นหลินรั่วซีจะต้องเก็บทุกอย่างเป็นความลับไม่เพียงไม่บอกหยางเฉิน แม้แต่โม่เชี่ยนนีก็เพิ่งมารู้เมื่อสองวันที่ผ่านมา

        ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแม้มันจะไม่มีผลกระทบกับความร่วมมือกับมู่หยุนแต่การจะก้าวข้ามอวี้เหล่ยนั้นยากดั่งปีนป่ายขึ้นเขาพระศิวะ

        โดยเฉพาะหยางเฉินเป็นผู้ที่ทำความดีความชอบไว้มากที่สุดไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีอะไรจึงทำให้ได้หุ้นส่วนจากการลงทุนทั้งสามบริษัทถึง 65% ทำให้หลินรั่วซีทำการดำเนินแผนการนี้โดยไม่ลังเล

        ในส่วนของซูจื้อหงที่แอบทำสัญญากับหลินรั่วซีนั้นแทบไม่มีอะไรจะเสีย และยังได้โอกาสลงทุนในธุรกิจใหม่ในอนาคตอีกด้วย

        หยางเฉินถามหลินรั่วซีว่า

        “คุณขายรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยอย่างงั้นหรือ?"

        "ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ฉันต้องทำ" หลินรั่วซีพูดเสียงแข็งดูเหมือนว่าเธอจะไม่ชอบคำว่า 'ขาย' เท่าไรนัก

        เธอมองออกไปนอกหน้าต่างและกล่าวว่า

        "เขาเป็นผู้ที่คอยให้คำปรึกษาแต่เราก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกัน"

        "แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องโกหกผมจนวินาทีสุดท้ายอย่างนี้" หยางเฉินกล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจบ้าง

        โม่เชี่ยนนีที่กำลังขับรถอยู่มองกระจกหลังและเห็นหยางเฉินที่กำลังแสดงท่าทางอันทุกข์ระทม เธอหัวเราะขึ้นและกล่าวว่า

        "แล้วนายจะเก็บความลับนี้ได้หรือเปล่าล่ะ?"

        หลินรั่วซีพยักหน้าเห็นด้วยทันที

        หยางเฉินเบ้ปากเขาค้นพบว่าตัวเองมักอยู่ภายใต้การควบคุมของภรรยาเสมอ

        อย่างไรก็ตามหยางเฉินหน้านิ่วถามต่อว่า

        "คุณบอกว่าคุณร่วมมือกับซูจื้อหง แต่ทำไมมันยังส่งนักฆ่ามาฆ่าผมกับโม่เชี่ยนนีตอนเราไปฮ่องกงอีก"

        หลินรั่วซีหันหน้ากลับมาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขอโทษว่า

        "ฉันขอโทษสำหรับเรื่องนี้ด้วยซูจื้อหงบอกฉันว่าจะทำให้เฉิงซินหลินเชื่อว่าพวกเราไม่ได้ร่วมมือกันแต่ฉันก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำถึงขนาดนั้น"

        โม่เชี่ยนนีกลัวว่าหยางเฉินจะโกรธหลินรั่วซีจึงเอ่ยขึ้นทันทีว่า

        "หยางเฉินรั่วซีไม่รู้เรื่องด้วย ซูจื้อหงอาศัยโอกาสนี้เพื่อที่จะฆ่านายเพราะสำหรับเขาไม่ว่าใครจะตายก็เป็นผลดีกับเขาทั้งนั้นครั้งต่อไปเราค่อยหาโอกาสเอาคืน อย่าไปโทษเธอเลย"

        หยางเฉินมองโม่เชี่ยนนีด้วยสีหน้าหดหู่หญิงโง่คนนี้เกือบจะตายไปแล้วแท้ๆ แต่เธอกลับยังคอยปกป้องหลินรั่วซีอยู่ดังนั้นเขาจึงหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า

        "ผมไม่สนใจชีวิตตัวเองหรอกนะเพราะว่าคนอย่างผมมันหนังเหนียวอยู่แล้วแต่ถ้าเกิดครั้งนั้นกระสุนปืนดันยิงถูกคุณเข้าคุณยังจะสามารถขับรถได้อย่างนี้อีกหรือไง?"

        โม่เชี่ยนนีนิ่งเงียบไปในทันทีเธอรู้ว่ารอดมาจากเหตุการณ์ในคราวนั้นนับว่าโชคดีมากแล้ว

        หลินรั่วซีก้มหน้าอยู่ในความเงียบงันนับว่าการคาดการณ์ของเธอผิดพลาด เธอไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของหยางเฉินและโม่เชี่ยนนีมากพอ

        "ครั้งต่อไปฉันจะคิดถึงคนมากกว่าชัยชนะ"

        หยางเฉินได้ยินประโยคดังกล่าวก็ยังคงไม่พอใจ

        "เชี่ยนนีไม่โทษคุณเพราะว่าเธอเป็นคนใจกว้างถ้าคุณจะเล่นเกมเสี่ยงๆ แบบนี้อีก คุณต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้เห็นซูจื้อหงเป็นพวกสมองกลวงหรือไง ที่คุณจะไปปั่นหัวมันได้ง่ายๆ?"

        เมื่อได้ยินหยางเฉินพูดเช่นนี้หัวใจดวงน้อยของโม่เชี่ยนนีก็พลันรู้สึกวาบหวาม แต่ก็ยังพยายามมองกระจกหลังเพื่อดูว่าหลินรั่วซีจะมีท่าทีอย่างไรแต่รั่วซีกับไม่แสดงสีหน้าอึดอัดแต่อย่างใด

        "หยางเฉินรั่วซีไม่ใช่พระเจ้านะ ที่จะทำถูกไปซะทุกเรื่อง"

        หยางเฉินเม้มริมฝีปากส่ายศีรษะ และไม่เอ่ยปากพูดอะไรอีก

        หลินรั่วซีเงยหน้าขึ้นมาในที่สุดเธอชำเลืองมองหยางเฉินด้วยดวงตาใสกระจ่าง

        "ไม่ต้องห่วงไปหรอกซูจื้อหงจะต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างสาสม"

        "ไม่เพียงแค่เฉิงซินหลินแต่ถึงคราวซูจื้อหงแล้วงั้นหรือ?"หยางเฉินแทบกระโดดขึ้นยืนบนเบาะรถยนต์หลังจากได้ยินคำพูดของหลินรั่วซีผู้หญิงคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว

        หลินรั่วซีกะพริบตากล่าวว่า

        "เดี๋ยวนายก็จะรู้เอง"

        หลังจากนั้นไม่นานรถก็จอดอยู่หน้าอาคารสีขาวสไตล์บารอก ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและบอดี้การ์ดยืนประจำตามจุดต่างๆ อีกจำนวนมาก

        ทั้งสามลงจากรถเดินไปตามพรมแดงที่มีซูจื้อหงรออยู่ก่อนแล้ว

        "นี่เป็นคฤหาสน์เล็กๆ ของผมเองการเฉลิมฉลองแก่ความสำเร็จในครั้งนี้ เน้นความเป็นส่วนตัวดังนั้นที่นี่จึงเหมาะสมที่สุด"ซูจื้อหงกล่าวพลางทำท่าทางเชิญชวน

        เมื่อเข้าไปในห้องโถงผู้คนจำนวนมากถือแก้วค็อกเทลบ้าง แชมเปญบ้าง ทุกคนต่างส่งเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนานแขกที่ได้รับเชิญให้มาที่นี่นั้นมาจากทั้งอวี้เหล่ยและตงหัว

        ใบหน้าของทุกคนเรืองรองไปด้วยความสุขชัยชนะในครั้งนี้เป็นชัยชนะที่ท่วมท้น ซึ่งคุ้มค่าแก่การเฉลิมฉลองเป็นอย่างยิ่ง

        เมื่อเห็นซูจื้อหงและหลินรั่วซีเดินเข้ามาทุกคนก็ปรบมือต้อนรับอย่างอบอุ่น

        หลินรั่วซีและโม่เชี่ยนนีเริ่มจับกลุ่มสนทนากับคนจากตงหัว

        หยางเฉินจึงไม่เข้าไปร่วมวงด้วย ทันใดนั้นเองเขาสังเกตเห็นสาวๆ จากอวี้เหล่ยโบกมือมาทางเขาซึ่งเป็นจางไช่เพื่อนร่วมงานที่นั่งใกล้เขาที่สุด ตามมาด้วยหลิวหมิงอวี้และจ้าวหงเยี่ยน

        หลังจากมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับหลิวหมิงอวี้ไปแล้วเธอกลับไม่มีท่าทีที่แปลกไปแต่อย่างใดดูเหมือนหญิงสาวจะค่อนข้างเก็บอารมณ์ได้เก่งทีเดียว

        "ยินดีด้วยนายเป็นพระเอกของงานเลยรู้มั้ย"จ้าวหงเยี่ยนชนแก้วกับหยางเฉิน

        หยางเฉินยิ้มกล่าวว่า

        "ล้อเล่นแล้วผมยังสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เลย"

        หลิวหมิงอวี้ยกแก้วที่เต็มไปด้วยของเหลวสีอำพันจรดริมฝีปาก พลางกล่าวว่า

        "บอสมักจะทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายเสมอเพิ่งเสร็จสิ้นการเซ็นสัญญาไปไม่นาน ฉางหลินก็โดนเข้าจนได้"

        ได้ยินหลิวหมิงอวี้พูด สาวๆ อีกสองคนต่างพยักหน้ารับเห็นได้ชัดว่าสาวๆ ต่างชื่นชมในตัวเจ้านายตัวเองอย่างสุดใจ

        หญิงสาวทั้งสามคุยกันได้สักพักหลิวหมิงอวี้ก็ขมวดคิ้วขึ้นจากนั้นจึงชี้ไปที่ประตู

        "ดูนั่นสินั่นคุณเฉิง ซีอีโอของฉางหลินใช่หรือเปล่า?"

        หยางเฉินหันกลับไปมองเป็นเฉิงซินหลินจริงๆ ท่าทางดูภูมิฐานและใบหน้าอันหล่อเหล่าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเดินเข้ามาในห้องโถง

        นั่นทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาทันที

        หยางเฉินดื่มไวน์เฝ้ามองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเงียบๆเขาอยากรู้ว่าหลินรั่วซีจะทำอย่างไร

        "ประธานหลิน ประธานซูผมเฉิงซินหลินแม้ไม่ได้ถูกเชิญมา แต่ไม่ทราบว่าเป็นการรบกวนพวกคุณหรือเปล่าครับ?" เฉิงซินหลินกล่าวพลางยื่นมือออกมา

        หลินรั่วซีส่ายหัวเธอจับมือกับเฉิงซินหลินตรงๆ และทางซูจื้อหงเองก็ยังต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นเช่นเดียวกัน

        "ประธานเฉิงพอจะมีเวลาดื่มด้วยกันซักแก้วมั้ยครับ?"ซูจื้อหงเอ่ยถาม

        เฉิงซินหลินหัวเราะด้วยความขมขื่นเล็กน้อย

        "ผมขอดื่มแสดงความยินดีกับคุณทั้งสองผมหวังว่าอีกสิบปีฉางหลินจะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งพวกคุณอีกครั้ง"

        "ไม่ใช่สิบปีแต่แค่แปดปีต่างหาก"หลินรั่วซีกล่าวอย่างใจเย็นว่า "ฉางหลินจะได้รับกำไรในการลงทุนร่วมกับมู่หยุนและสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว"

        "รั่วซี คุณทำกับผมไว้แสบมากผมไม่คิดเลยว่าหญิงสาวที่ไร้เดียงสาคนนั้นจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้"

        "ฉันขอโทษค่ะรุ่นพี่ฉันเป็นนักธุรกิจ"หลินรั่วซีกล่าว

        คำกล่าวนี้แม้จะโหดร้ายมากแล้วแต่คำที่ออกมาจากปากเล็กๆ ของหลินรั่วซีนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาและหนาวเหน็บอย่างยิ่ง

        เฉิงซินหลินเผยรอยยิ้มผยอง

        "ใช่ แม้ครั้งนี้ผมจะเป็นฝ่ายแพ้แต่ผมก็ได้รับบทเรียนอันล้ำค่าแล้ว"

        จากนั้นก็หันไปพูดกับหยางเฉินด้วยท่าทางที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง

        "คุณหยาง ผมจะไม่ลืมเรื่องในครั้งนี้เด็ดขาดการแข่งขันของเรายังไม่จบลงง่ายๆ"

        "ถ้าคุณยังไม่ไสหัวไปผมจะระเบิดล้อรถคุณทิ้งซะ”หยางเฉินตอบโต้ตรงๆ

        แข่งขัน!? เธอเป็นเมียฉันนะโว้ยความหน้าด้านนี้มันอะไรกัน!?

        เฉิงซินหลินใช้สายตาอันแข็งกร้าวมองมาเขาหัวเราะในลำคอเล็กน้อย และหันหลังเดินจากไปในทันที

        เมื่อเห็นว่าเฉิงซินหลินเดินพ้นประตูไปแล้วซูจื้อหงก็หันกลับไปถามหลินรั่วซีว่า

        "เขาเป็นคู่ต่อสู้ที่ดีแต่น่าเสียดายที่ประสบการณ์ของเขาน้อยเกินไปคุณแน่ใจหรือว่าจะให้เขาเป็นหุ้นส่วนในผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังจะออกมา? มันอาจเป็นการติดปีกให้พยัคฆ์ก็เป็นได้"

        "เสือก็เหมือนแมวตัวหนึ่งถ้าคุณสามารถฝึกมันให้เชื่องได้ล่ะก็นะ" หลินรั่วซีเอ่ยขึ้นเบาๆ "ฉันจะทำตามข้อตกลงของพวกเรา"

        ชูจื้อหงพยักหน้า

        "ดูท่าว่าอีกไม่นานเราก็จะต้องเป็นคู่แข่งกันในผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังจะออกมาในไม่ช้านี้"

        หลินรั่วซีส่ายหัวกล่าวว่า

        "ไม่ใช่คู่แข่งกันหรอกค่ะเพราะทางเราย่อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เร็วกว่าอยู่แล้ว"

        "ยากที่จะบอกได้ว่าใครเร็วกว่าผมรู้ว่าทางมู่หยุนมี ดร.หลี่กวางซุ่นอยู่แต่ทางตงหัวเราก็ยังมี ดร.กรีนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกัน"ซูจื้อหงกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ

        หลินรั่วซีหันมากล่าวอย่างเยาะเย้ยว่า

        "ดร.กรีนจะลาออกจากบริษัทของคุณแลัวจะไปฮ่องกงในสัปดาห์หน้านี้ เพื่อร่วมกันทำวิจัยกับ ดร.หลี่กวางซุ่น ทีนี้... คุณคิดว่าใครจะเร็วกว่ากันล่ะ?"

คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน