ตอนที่ 74 ราตรีนิรันดร์กาล (4)
บุคคลเบื้องหน้ามีรูปร่างตัวเล็กหากแต่สมส่วน ตัวเล็กราวกับเด็กน้อย มันดูสูงกว่าลาซิเฟียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภายใต้ผ้าคลุมสีดำขลับ ไม่สามารถเห็นใบหน้าของมัน ทว่า จางเหว่ยรู้สึกราวกับถูกแววตาของเทพมรณะปราดมอง ขุนพลสวรรค์ผู้เกรียงไกรกำลังรู้สึกหวาดกลัว!! ฝ่ามือที่หวังคว้าจับลาซิเฟียพลันชะงักงัน มันปรากฏอาการสั่นระริก ทั่วร่างต่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ
ลาซิเฟียที่อยู่ข้างกายจางเหว่ยยังรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วร่าง แม้ตัวเธอกำลังจะอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู หากแต่ ต่อหน้าบุคคลปริศนาผู้นี้ ความหวาดกลัวที่มีต่อจางเหว่ยราวกับเรื่องเล็กน้อยไปเลย กลิ่นอายที่บุคคลผู้นั้นแผ่ออกมา มันราวกับเทพมรณะอย่างไรอย่างนั้น กลิ่นอายของความน่าสะพรึงที่คล้ายถูกชโลมไปด้วยโลหิตตลอดเวลา นอกเหนือจากนั้น มันกลับมีความรู้สึกต่ำต้อยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เมื่อเผชิญหน้ากับมัน เหล่าทวยเทพผู้สูงส่งชั้นฟ้ากลับรู้สึกต่ำต้อยโดยสัญชาตญาณ!!
จางเหว่ยไม่กล้าขยับกายแม้แต่น้อย ลมหายใจยิ่งแผ่วเบาลงคล้ายกลัวว่าจะไปทำให้บุคคลเบื้องหน้านั้นโกรธา ในขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ห่างออกไปราวสิบกิโลเมตร เหล่าขุนพลสวรรค์และทหารใต้อาณัตินับพันล้วนประจักษ์ต่อเหตุการณ์เบื้องหน้า แต่ทว่า พวกมันไม่ได้รับรู้ถึงกลิ่นอายที่จางเหว่ยกำลังประสบ
หัวหน้าขุนพลสวรรค์คิ้วพลันขมวดมุ่น เห่ยหวู่เอ่ยปากอย่างฉงน “เด็ก? มันปรากฏกายตั้งแต่ตอนไหน? ทำไมข้าไม่อาจรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของห้วงมิติเลย?”
ความรู้สึกประหลาดวาบผ่านความคิดของเห่วหวู่เพียงผู้เดียว เห่ยหวู่นับว่าฉลาดล้ำเป็นบุคคลที่รับมือได้ยาก เพียงการเปรยมอง เขายังรู้สึกได้เลยว่าสถานการณ์ตอนนี้ มันดูไม่ชอบมาพากล ลึกล้ำลงไปข้างในจิตใจ มันกลับกรีดร้องถึงความอันตรายบางอย่างที่ยากจะอธิบาย นอกเสียจากเห่วหวู่และจางเหว่ยที่กำลังเผชิญหน้าด้วยตัวเองแล้ว ขุนพลสวรรค์และทหารใต้อาณัติที่เหลือล้วนไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น
พวกมันต่างเชื่อสนิทใจว่าโลกเบื้องล่างนี้เต็มไปด้วยความโสมม ต่ำตมและอ่อนแอ ดังนิทานของชาวสวรรค์ เพียงการโบกมือแค่ครั้งเดียวก็มากพอจะฆ่าสิ่งมีชีวิตนับพันของโลกเบื้องล่างให้ตกตาย พวกมันล้วนเชื่อกันเช่นนั้น ความเชื่อนี้ฝังรากลึกถึงกระดูกดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าขุนพลสวรรค์และทหารใต้อาณัติด้วยแล้ว พวกมันต่างคิดว่าตนเองนั้นยิ่งใหญ่ในสรวงสวรรค์ การมาของพวกมันล้วนไม่ต้องหวาดกลัวอันใดต่อโลกเบื้องล่างนี้แม้แต่น้อย
หวังลี่ที่เห็นจางเหว่ยไม่กระทำการดังปากว่า หญิงสาวพลันขมวดคิ้วเป็นปม ในสายตาของเธอ จางเหว่ยและสาวน้อยกำลังจ้องมองบุคคลผู้นั้นด้วยอาการแข็งทื่อราวกับหวาดกลัวจับจิต ทั้งที่ตัวเธอนั้นไม่ได้รู้สึกถึงมันเลย หญิงสาวคล้ายทนไม่ไหวอีกต่อไป จางเหว่ยปรารถนาจะแย่งเหยื่อของเธอ การที่จางเหว่ยนิ่งชะงักงันราวกับสวรรค์ประทานพรให้เธอแล้ว
“ฮ่าฮ่าฮ่า---จางเหว่ย! เห็นทีสวรรค์คงลงทัณฑ์เจ้า!! บังอาจแย่งเหยื่อของข้างั้นหรือ ตอนนี้ สวรรค์มอบโอกาสให้ข้าแล้ว!!” หวังลี่แผดเสียงก้องกังวาล เธอพลันทะยานร่างพุ่งไปหาลาซิเฟียด้วยความเร็วสูงสุด
หากแต่เรื่องราวภายใต้เสี้ยววินาทีนั้น น้ำเสียงของเห่วหวู่ที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อนพลันดังกึกก้องทั่วนภา “หวังลี่! ถอยออกมา!! เจ้านั่นอันตราย!!” น้ำเสียงนี้ดังขึ้นในชั่วเสี้ยววินาที
เนื่องด้วยความเร็วสูงสุดของขุนพลสวรรค์ หวังลี่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นอย่างชัดเจน ทว่า ในเพียงตาเดียว เธอก็ได้ไปปรากฏอยู่ข้างกายของลาซิเฟีย ในขณะนั้นเองที่หญิงสาวได้ประจักษ์พบเจอด้วยตนเอง กลิ่นคาวเลือดที่ราวกับภูเขาซากศพสูงเสียดฟ้า มันเด่นชัดยิ่งราวกับเบื้องหน้านั้นมีภูเขาซากศพอยู่จริงๆ ทั้งที่ข้างหน้ามีเพียงบุคคลตัวเล็กราวกับเด็กเท่านั้น!!
หวังลี่ตื่นตะลึงลาน ภายใต้กลิ่นคาวเลือดของมัน ความรู้สึกหวาดกลัวจับจิตพลันทำให้ขุนพลสวรรค์ผู้นี้สั่นสะท้าน กลิ่นอายของมันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเอาแปดขุนพลสวรรค์มามัดรวมกันเสียอีก มิอาจหยั่งรู้ได้เลยว่า บุคคลปริศนาเบื้องหน้าได้เข่นฆ่าพรากชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมหาศาลถึงเพียงใด ในช่วงเวลานั้นเองที่เธอกลับรู้สึกมิอาจยอมรับได้ นอกเสียจากกลิ่นคาวเลือดน่าผวา ตัวตนเบื้องหน้ากลับทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองนั้นต่ำต้อยเสียนี่กระไร ต่อหน้าของมัน เธอราวกับรู้สึกว่าตนเองนั้นเปรียบดั่งมดปลวกตัวหนึ่ง
หวังลี่พลันเรียกใช้ศาสตราวุธประจำกาย หอกยาวราวสามเมตรปรากฏในฝ่ามือเนียนงามของหญิงสาว เส้นผมสีทองอร่ามพริ้วไสวตามคลื่นพลังที่ส่งผ่านออกมาเป็นระลอกๆ หวังลี่พลันพุ่งแทงใส่บุคคลปริศนาเบื้องหน้าในฉับพลัน ส่วนสูงของเธอและมัน ต่างกันประมาณสามเท่าเลยทีเดียว
เสียงกู่คำรามของสายลมอันเกรี้ยวกราดราวกับลมพายุยักษ์ดังขึ้นอื้ออึงพลันพัดโถมใส่บุคคลร่างเล็กจ้อยอย่างไม่ปราณี ผ้าคลุมสีดำขลับที่ปกปิดส่วนศีรษะพลันขาดสบั้น แหลกละเอียดไปกับเกลียวคลื่นของวายุ หากแต่อาภรณ์ตั้งแต่คอจรดขาล้วนไม่ได้รับความเสียหายอันใด
ในชั่วพริบตานั้น ภาพเบื้องหน้ากลับสร้างความหวาดกลัวให้กับทวยเทพทั้งปวง เทพผู้ที่คิดว่าตัวเองสูงส่งชั้นฟ้า!! หอกยาวกลับถูกหยุดด้วยฝ่ามือข้างเดียว บุคคลผู้นั้นไม่ได้จับหอกแต่อย่างใด ทว่า มันปล่อยให้หอกทิ่มแทงเข้ามาที่ฝ่ามือของตน ภาพนั้นราวกับว่าศาสตราวุธประจำกายของขุนพลสวรรค์มิอาจทะทวงผ่านเนื้อหนังของมันได้ แม้กระทั่งทำให้มันหลั่งโลหิตยังกลับกลายเป็นเรื่องตลก
หวังลี่ตกตะลึงงัน เธอเข้าใจศักยภาพของศาสตราวุธของเธอเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกเบื้องล่างที่มีแหล่งควบแน่นของพลังที่ต่ำต้อย เพียงการตวัดหอกแค่ครั้งเดียว มันสมควรแยกฟ้าผ่าปฐพี หากแต่เหตุการณ์ตรงหน้าล้วนไม่มีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น!! หอกที่สมควรแทงทะลวงผ่านร่างกายของมันยังมิอาจทำได้แม้กระทั่งทำให้มันหลั่งโลหิตสีแดง!! หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าตนกำลังใช้ไม้จิ้มฟันแทงขุนเขาเหล็กกล้ามหึมา
ในที่สุด ภายใต้ผ้าคลุมสีดำขลับก็ได้ปรากฏใบหน้าของบุคคลผู้หนึ่ง คิ้วคมเข้มให้ความรู้สึกทรงพลัง ผิวขาวผ่องหากแต่แววตานั้นไร้ซึ่งชีวา!! รูปลักษณ์ของบุคคลเบื้องหน้าสมควรเรียกได้ว่าตัวตนในจิตนาการ!! ไม่สิ มันเหนือล้ำยิ่งกว่านั้น แม้กระทั่งในจิตนาการของทวยเทพยังมิอาจฝันวัดถึงองค์ประกอบอันสมบูรณ์ของมัน!! บุคคลผู้เบื้องหน้านั้นปรากฏเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งดูอายุราวสิบปี
“ตาแก่นั่นส่งข้ามาที่นี้งั้นหรือ…” เด็กชายกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ แววตาปรากฏอาการตายยากอย่างยิ่งยวด มันดูราวกับคนเบื่อหน่ายต่อโลกหล้าทั้งใบ
ในชั่วพริบตา หนึ่งมือก็ได้ตวัดผ่าน มันรวดเร็วยิ่งราวฉีกมิติให้บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ทันใดนั้นเองที่กลุ่มโลหิตมหาศาลได้สาดพุ่งกระจาย แผละ! เรือนร่างของหวังลี่แหลกละเอียดในพริบตา แม้กระทั่งเนื้อหนังยังไม่หลงเหลือ ละอองโลหิตบางส่วนต่างสาดกระเซ็นโดนลาซิเฟียและจางเหว่ยเล็กน้อย สีหน้าของพวกเขาในตอนนี้ราวกับวิญญาณได้หลุดออกจากร่างไปแล้ว
!!!!!!!!!!!
เห่ยหวู่เบิกตาโพลงกว้างจนสุด ไม่ใช่แค่เพียงมัน ขุนพลสวรรค์และทหารใต้อาณัตินับพันล้วนตกตะลึงลืมหายใจ พวกเขาต่างตระหนักถึงความสามารถของหวังลี่เป็นอย่างดี ถึงกระนั้นต่อหน้าทวยเทพนับพัน กลับไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถมองตามการโจมตีได้ทัน ในสายตาของพวกมัน ทุกอย่างราวกับว่าอยู่ดีๆหวังลี่ก็มลายหายไปและถูกแทนที่ด้วยกลุ่มโลหิตมหาศาลพุ่งออกมา
“บัดซบ! ฆ่ามันให้ตาย!! ทุ่มสุดกำลังไม่ต้องยั้ง” เห่ยหวู่ราวกับเส้นความอดทนถูกสบั้นขาด การสูญเสียขุนพลสวรรค์ มันคือความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อขุมกำลังของชาวสวรรค์!!
ขุนพลสวรรค์ที่เหลือยังอยู่ในอาการตื่นตะลึงตกไปในห้วงภวังค์ หากจะบอกว่าใครคุ้นเคยกับพลังของหวังลี่ดีที่สุด เห็นทีคงมีเพียงขุนพลสวรรค์ด้วยกันเท่านั้น พลังของหวังลี่สมควรเป็นรองเห่ยหวู่แค่ผู้เดียว บรรยากาศกลับกลายเป็นหนักหน่วง จิตสังหารต่างโอบคลุมทั่วน่านฟ้า แรงกดดันส่งผ่านไปยังเด็กชายวัยสิบขวบเพียงผู้เดียว!!
ในชั่วพริบตาเดียว
ฉัวะ!!----ฉูดดดดดดดดดดดดดด
เสาโลหิตโพยพุ่งตกลงมาราวกับห่าฝนสีแดง ทวยเทพนับสิบตกตายในชั่วพริบตา ระยะห่างที่ห่างไกลกว่าสิบกิโลเมตร มันกลับยังอยู่ในระยะการโจมตีของเด็กชายผู้นั้น!! ภาพเบื้องหน้าปรากฏศาสตราวุธหลากหลายสีสัน กลิ่นอายของมันสูงส่งค้ำฟ้าเหนือศาสตรวุธใดๆ เพียงการตวัดดาบแค่ครั้งเดียว ต่างทรงอานุภาพราวกับฉีกมิติให้เบี้ยวบิด ทวยเทพนับสิบตกตายลงอย่างง่ายดาย
ทวยเทพนับพันพลันทะยานร่างเข้าหาเด็กชายคนหนึ่งด้วยความเร็วสูงสุด การสังหารเทพสิบคนในชั่วพริบตาไม่ได้ทำให้พวกมันลดความเร็วลงแต่อย่างใด กลับกัน พวกมันยิ่งทวีคูณความรวดเร็วของตนมากขึ้น เบื้องหน้าของเทพนับพันนั้นต่างถูกนับมาด้วยขุนพลสวรรค์ที่เหลืออยู่
“มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นว่ะเนี่ย!!” หลงชู่กล่าวตะโกนก้อง บุรุษร่างกำยำผู้นี้คือหนึ่งในขุนพลสวรรค์ เขาคล้ายสติแตกจนมิอาจควบคุม
การเคลื่อนที่ของเทพ สมควรมาปรากฏอยู่ต่อหน้าเด็กชายในชั่วพริบตา ทว่า ในช่วงเวลานั้นเองที่แววตาประหนึ่งปลาตายได้ทอดมองกลุ่มก้อนนับพันเบื้องหน้า ใบหน้าไร้อารมณ์ยิ่งสร้างความหวาดกลัวจับจิตให้แก่ศัตรู!! ในชั่วเสี้ยววินาที หนึ่งดาบสารพัดสีได้ตวัดผ่านในอากาศ ทันใดนั้นเองที่มวลโลหิตมหาศาลได้ท่วมลงอยู่ผืนปฐพีเบื้องล่าง
เสียงโลหิตตกกระทบพื้นดังขึ้นก้องสะท้านกัมปนาท ทะเลทรายสีทองอร่ามถูกอาบชโลมพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงสดของโลหิต ระยะห่างกว่าสิบกิโลเมตร ตอนนี้ ระยะห่างได้ลดลงจนเหลือสามร้อยเมตร เหล่าขุนพลสวรรค์ต่างชะงักงันกลางอากาศธาตุ พวกเขาทั้งหมดค่อยๆเคลื่อนสายตามองที่มาของเสียงสาดท่วมราวกับน้ำมหาศาลตกกระทบพื้น ทันทีที่ประสบราวกับโลกทั้งใบถูกผนึกปิดโดยสมบูรณ์ ทั่วร่างต่างแข็งทื่อด้วยอาการตกตะลึงงัน ทหารใต้อาณัติของขุนพลสวรรค์นับพันล้วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย!! ปรากฏเพียงทะเลทรายเบื้องล่างที่ราวกับสีของโลหิตสีแดงสด
ใบหน้าของขุนพลสวรรค์ต่างบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ไม่มีใครรับรู้เลยว่าเด็กชายคนนั้นได้ตวัดดาบไปแล้ว พวกมันได้แต่สงสัยว่ากองทัพของตนตกตายได้ยังไง ใบหน้าปรากฏอาการตื่นตะลึงอย่างที่สุด ความแค้นและแรงอาฆาตปลิดปลิวหายสิ้น ลึกล้ำลงไปข้างใน ล้วนปรากฏเพียงอาการหวาดสะพรึงกลัวจนสุดขอบขั้วของวิญญาณ!!! ในห้วงความคิดกลับปรากฏเพียงแค่คำว่า “หนี”
พวกมันต่างเชื่อสนิทใจว่าเป็นฝีมือของเด็กชายผู้นั้น มันเข่นฆ่าทวยเทพราวกับผักปลา ภายใต้ศาสตราวุธนานาสีส่องประกายดั่งดวงดารา ทวยเทพต่างร่วงหล่นราวกับใบไม้ร่วง!! ในช่วงเวลานี้เองที่เหล่าขุนพลสวรรค์ต่างคิดหนีเอาตัวรอดแม้กระทั่งเห่ยหวู่ผู้รักในเกียรติยศและศักดิ์ศรี เขายอมตายดีกว่าต้องเสียศักดิ์ศรีในสงคราม!! ทว่า เขายังปรารถนาจะตกตายโดยรับรู้ว่าตนได้ตกตาย มิใช่จู่ๆก็ตายโดยไม่รู้ตัว!! การโจมตีในพริบตาของมันสมควรฆ่าพวกเขาลงโดยตกตายลงอย่างไม่รู้ตัว!!
“เผ่าเทพ?" เด็กชายเอ่ยออกอย่างไร้อารมณ์
ขุนพลสวรรค์ที่คิดหนีพลันชะงักงัน พวกเขาค่อยๆหันกายมามองเรือนร่างที่เล็กกว่าตนไม่รู้ตั้งกี่เท่า เห่ยหวู่เอ่ยตอบอย่างสุภาพยิ่ง “ขะ---ขอรับ พวกข้าเป็นเทพจากโลกเบื้องบน”
“โลกเบื้องบน?” แววตาราวกับปลาตายปรายมองพวกมันที่ดูราวกับตัวโง่งม “โลกใบนี้คือโลกต้นกำเนิด ไม่มีโลกเบื้องบนหรือเบื้องล่าง โลกเบื้องบนสำหรับข้าคือโลกแห่งราชันย์ มดปลวกหาญกล้าบอกว่ามาจากโลกเบื้องบนได้อย่างไร”
ขุนพลสวรรค์ต่างเงียบงัน พวกมันไม่เคยโดนดูถูกขนาดนี้มาก่อน ทว่า ต่อหน้าอำนาจพลังชั้นฟ้า พวกมันได้แต่น้อมรับคำดูถูกเหยียดหยามของเด็กชายผู้นั้นอย่างจำยอม ในช่วงเวลานี้เองที่หลงชู่คิดหนี ศัตรูชวนศัตรูคุย มันสมควรกำลังประมาท ด้วยพลังของเขาเพียงการแหวกมิติกลับแดนเทพล้วนสามารถกระทำได้ในเสี้ยววินาที
ในช่วงเวลานั้นเองที่กลุ่มโลหิตได้สาดกระจายให้ขุนพลสวรรค์รอบข้าง ฉูดดดดดด เห่ยหวู่และซิ่วอิงพลันร่างสะท้าน หลงชู่ที่อยู่ข้างกายอยู่ดีๆ เขาก็กลับกลายเป็นละลองโลหิต ทั่วร่างที่แข็งทื่ออยู่แล้วยิ่งมายิ่งแข็งเกร็งขึ้น
“คิดหนีหรือ” เด็กชายกล่าวอย่างไร้อารมณ์ แววตาราวกับเบื่อหน่ายตลอดเวลา การเข่นฆ่าและพรากชีวิตผู้อื่นราวกับเป็นเรื่องชีวิตประจำวันของมันอย่างไรอย่างนั้น
คำกล่าวของเด็กชาย มันเปรียบดั่งคำพิพากษาของสวรรค์ ในช่วงเวลานี้เอง ขุนพลสวรรค์ทั้งหมดต่างตระหนักรู้แล้วว่ามันทรงอำนาจเพียงใด มันอาจสามารถมากพอจะล้างบางสรวงสวรรค์ด้วยตัวเพียงคนเดียว!! แม้กระทั่งเหล่าขุนพลสวรรค์จะนำศาสตราวุธประจำกายออกมาใช้ ถึงกระนั้นก็มิอาจสร้างข้อได้เปรียบอยู่ดี
ในช่วงเวลาถัดมา ฉูดดดดด เสียงสาดกระจายของมวลโลหิตดังขึ้นอีกครั้ง หากแต่คราวนี้เป็นจางเหว่ย ขุนพลสวรรค์ผู้อยู่ข้างกายของลาซิเฟีย โลหิตนั้นสาดกระจายย้อมอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ของเธอ แม้กระทั่งผิวขาวงามดุจหยกชิ้นดี เรือนร่างต่างถูกชโลมด้วยโลหิตสีแดงฉาน แววตาของเธอคล้ายรู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่งยวด เธอไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวขนาดนี้มาก่อนแม้ตอนเผชิญหน้ากับเทวราช ในงามพิธีอภิเษกสมรส ภายใต้สถานการณ์ที่กดดันเธอขนาดนั้น เทียบกับความกลัวในตอนนี้ มันต่างกันราวฟ้ากับเหว
บรรยากาศยิ่งมายิ่งอึดอัด ขุนพลสวรรค์ราวกับถูกขุนเขามหึมากดทับร่างจนแหลกเลว สหายต่างตกตายไปทีละคน ผู้แข็งแกร่งค้ำฟ้าตกตายอย่างง่ายดายราวกับผักปลา การสูญเสียสหายที่เพิ่มขึ้นยิ่งสร้างความหวาดกลัวจับจิตให้แก่พวกมัน ไม่มีใครรู้ว่าเด็กชายผู้นั้นสังหารจางเหว่ยเพราะสาเหตุใด ตั้งแต่เขาเริ่มฆ่ามาล้วนมีแต่คนที่คิดสังหารและหลบหนีเท่านั้น
“ข้าต้องเงยมองมดปลวกนับว่าหมิ่นเกียรติข้าแล้ว ถ้าต้องก้มมองมดปลวกอีก เห็นทีคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่” เด็กชายกล่าว แววตาคู่นั้นยังคงไร้ชีวายิ่ง ในช่วงเวลานั้นเองที่หนึ่งมือของเขาราวกับจับบางสิ่งในอากาศ พริบตาเดียว ขุนพลสวรรค์ที่ลอยนิ่งอยู่พลันร่วงตกลงมา
พวกมันรู้สึกราวกับถูกคว้าจับและกระชากลงจากฟ้า ท่ามกลางความตื่นตะลึงงัน ฮวงฟู่ที่พยายามพยุงร่างของตนอย่างรวดเร็วก็ได้เอ่ยถามไปอย่างใคร่รู้ “ทะ ทะ ทะ ท่าน… จะ---จักรพรรดิผู้โหดเหี้ยม…”
..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:7,345 พลังกาย:1,895,101 พลังเวทย์:3,231,210 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ