จารึกที่ 364 : ข้ามผ่านทะเลดาวสิ้นสูญ : อักขระพิทักษ์ผสานจิตวิญญาณ
ความหนาวเหน็บของสุสานที่ถูกลืมเลือนแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของอากาศธาตุ ปราศจากแสงเรืองรองของทินกรที่จะคอยให้ความอบอุ่น ปราศจากสายลมแห่งฤดูกาลที่จะคอยบอกเล่าความผันเปลี่ยน มีเพียงความมืดมิดอันไพศาลและเศษซากของดวงดาวที่แตกสลายล่องลอยเคว้งคว้างอย่างไร้จุดหมาย
ป้อมปราการหมื่นอักขระขนาดยักษ์เคลื่อนตัวแหวกผ่านความเวิ้งว้างนั้นไปอย่างเงียบเชียบ โครงสร้างศิลาและรากไม้ที่เชื่อมต่อกันทำหน้าที่ดึงรั้งเกาะลอยฟ้าให้มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่ถูกระบุไว้ในแผนผังฟ้าดิน คลื่นความถี่รบกวนที่ปล่อยออกมาจากหุ่นศิลายังคงทำหน้าที่กลืนกินร่องรอยทั้งหมด ทำให้เรือลำยักษ์นี้กลายเป็นเพียงเงามืดที่สัญจรไปในห้วงลึกของจักรวาล
บนลานหินกว้างหน้าตำหนักประธาน อาเจียยืนตระหง่านอยู่เพียงลำพัง อาภรณ์สีครามสะบัดพลิ้วตามแรงลมที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของเกาะ ชายหนุ่มทอดสายตามองกลับไปยังทิศทางที่พวกเขาเพิ่งจากมา วิหารศิลาในอุกกาบาตยักษ์ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ทว่าความรู้และแผนผังที่ได้มานั้น ได้สลักลึกลงไปในห้วงวิญญาณของเขาแล้ว
มือขวาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นและลวดลายอักขระสีเทาเงินยวงห้อยอยู่ข้างลำตัว น้ำหนักของมวลธาตุดั้งเดิมที่หลอมรวมอยู่ในกระดูก ยังคงกดทับข้อต่อหัวไหล่อย่างต่อเนื่อง ทว่าอาเจียคุ้นชินกับการกระจายแรงเหล่านั้นผ่านอักขระบนแผ่นหลังแล้ว เขาประคองสติสัมปชัญญะให้เยือกเย็น ใช้ความว่างเปล่าเป็นตัวกันชนระหว่างน้ำหนักมหาศาลกับสรีระของมนุษย์
"เจ้าไม่ยอมพักผ่อนเลยนะ อาเจีย"
เสียงแหบพร่าทว่าเปี่ยมด้วยความเมตตาดังขึ้นจากเบื้องหลัง มู่เฉินในชุดคลุมสีเทาก้าวเดินเข้ามาใกล้ ปรมาจารย์เฒ่าลูบเครายาว ทอดสายตามองศิษย์รักด้วยความภาคภูมิใจระคนห่วงใย "กล้ามเนื้อแขนของเจ้าเพิ่งจะประสานกันสนิท การต้านทานน้ำหนักของมวลธาตุตลอดเวลาจะกัดกินอายุขัยของทารกวิญญาณเอาได้"
"ศิษย์เพียงแค่กำลังทบทวนเส้นทางขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียหันกลับมาคารวะอย่างนอบน้อม รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้า "แผนผังที่คลี่คลายออกมาจากวิหารโบราณ ระบุชัดเจนว่า 'ทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง' เป็นศูนย์กลางของเศษซากแผ่นดินที่แตกสลาย ทว่าเส้นทางที่จะไปถึงนั้น เราต้องตัดผ่านพื้นที่ที่เรียกว่า 'ทะเลดาวสิ้นสูญ' ซึ่งเต็มไปด้วยรอยแยกมิติและพายุที่รุนแรงกว่าอสูรที่เราเพิ่งเผชิญมาหลายสิบเท่า"
ชายหนุ่มแบมือซ้ายออก เผยให้เห็น 'แก่นศิลามิติ' สีดำขลับขนาดเท่ากำปั้นที่ยึดมาจากอสูรพายุ มันแผ่กลิ่นอายความเย็นเยียบและแรงดึงดูดเล็กๆ ออกมารอบตัว
"สหายของข้า... พวกเขาล้วนหยิ่งทะนงและเต็มไปด้วยเจตจำนงแห่งการต่อสู้" อาเจียทอดสายตามองไปยังลานฝึกซ้อมอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเฟิงอี้หรานและฉินมู่หลางกำลังประลองฝีมือกันเพื่อปรับความคุ้นเคยกับศัสตราใหม่ "เมื่อครู่ พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพร้อมที่จะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเกาะลอยฟ้าแห่งนี้ ทว่า... ข้าไม่อาจทนเห็นพวกเขามีรอยขีดข่วนหรือต้องสูญเสียสิ่งใดไปเพราะความอ่อนแอของร่างกายมนุษย์ การเสียสละเป็นสิ่งที่งดงาม ทว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อก้าวเดินไปด้วยกัน ย่อมเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า"
มู่เฉินแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน "ความรับผิิดชอบคือรากฐานของผู้นำที่แท้จริง เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกับแก่นศิลามิติก้อนนั้น?"
"ข้าจะใช้มันสร้าง 'อักขระพิทักษ์มิติ' ให้แก่ทุกคนขอรับ" อาเจียกำแก่นศิลาในมือแน่น แววตาทอประกายความเด็ดขาด "หากพวกเขาต้องออกไปปะทะกับพายุในทะเลดาวสิ้นสูญ ลำพังปราณคุ้มกายย่อมถูกบดขยี้ในพริบตา ข้าจะสอนให้พวกเขาผสานวิถีเต๋าของตนเอง เข้ากับอำนาจการลบล้างมิติของศิลาก้อนนี้"
อาเจียไม่รอช้า ชายหนุ่มส่งกระแสจิตเรียกสหายทั้งห้าให้มารวมตัวกันที่โถงกลางของตำหนักประธาน
เพียงไม่นาน ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ก็ก้าวเข้ามาในโถง ทุกคนต่างมีสีหน้ากระตือรือร้นและพร้อมรับฟังคำสั่ง แม้ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับอสูรพายุจะยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง ทว่าดวงตาทุกคู่กลับสว่างไสวด้วยความเชื่อใจ
"ทุกคนนั่งลงก่อนเถิด" อาเจียผายมือเชิญให้สหายเต๋านั่งลงบนเบาะศิลาที่เรียงเป็นวงกลม ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งตรงกลาง วางแก่นศิลามิติสีดำขลับลงบนแท่นหินเตี้ยๆ เบื้องหน้า
"อาเจีย เจ้าเรียกพวกเรามาพร้อมหน้า มีแผนการอันใดสำหรับพื้นที่ต่อไปงั้นหรือ?" เฟิงอี้หรานเอ่ยถามอย่างใจร้อน เปลวเพลิงสีแดงอมทองยังคงลุกโชนอยู่ที่ปลายนิ้วของเขา
"เรากำลังจะเข้าสู่ 'ทะเลดาวสิ้นสูญ' อี้หราน" อาเจียอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง "มันไม่ใช่ดินแดนที่มีแผ่นดินให้เหยียบย่ำ ทว่ามันคือห้วงอวกาศที่เต็มไปด้วยหลุมยุบของมวลธาตุและเศษดวงดาวที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ผ่านเข้าไป อสูรพายุที่เราเพิ่งสู้ด้วย เป็นเพียงเศษซากเล็กๆ ที่หลุดรอดออกมาจากที่นั่น"
คำกล่าวของอาเจียทำให้บรรยากาศในโถงตึงเครียดขึ้นทันที หลินชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว "หากเป็นเช่นนั้น ค่ายกลพิทักษ์ของป้อมปราการเราจะต้านทานไหวหรือ? ม่านมิติที่ข้ากางไว้เมื่อครู่ก็แทบจะแหลกสลายเพียงแค่ถูกอสูรตนนั้นกระแทก"
"ค่ายกลของเกาะอาศัยรากฐานจากเตาหลอม มันเพียงพอที่จะรักษาโครงสร้างหลักไว้ได้ ทว่าหากมีเศษอุกกาบาตหรือรอยร้าวมิติหลุดรอดเข้ามา พวกเจ้าทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับมันโดยตรง" อาเจียชี้ไปยังแก่นศิลามิติบนแท่น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าเอาเนื้อหนังของมนุษย์ไปปะทะกับความวิปริตของมวลธาตุ ข้าจึงตัดสินใจที่จะสร้าง 'อักขระพิทักษ์' ที่เจาะจงเฉพาะบุคคลให้แก่พวกเจ้า"
"อักขระพิทักษ์?" เย่ปิงอวิ๋นเอียงคอด้วยความสงสัย "แต่วิถีอักขระของเจ้า อาศัยความว่างเปล่าและน้ำหนักดั้งเดิม พวกเราไม่ได้ฝึกฝนวิถีสูญตา จะรองรับอักขระของเจ้าได้อย่างไร? หากรับมา มันจะไม่ต่อต้านกับปราณพฤกษาของข้าหรือ?"
"นั่นคือเหตุผลที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาที่นี่" อาเจียแย้มยิ้มลึกล้ำ ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้น พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในกำมือ "ข้าจะไม่ได้เป็นผู้วาดอักขระลงบนร่างของพวกเจ้าเพียงฝ่ายเดียว ทว่าข้าจะสกัดพลังจากแก่นศิลานี้ออกมาเป็น 'หมึก' และให้พวกเจ้าใช้ 'เจตจำนง' ของพวกเจ้าเอง เป็นผู้กำหนดรูปแบบของมัน!"
อาเจียจรดปลายพู่กันลงบนแก่นศิลามิติสีดำขลับ เขาไม่ได้ออกแรงกระแทก ทว่าใช้วิถีแห่งความว่างเปล่า แทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างของศิลา บังคับให้แก่นพลังงานที่อัดแน่น ค่อยๆ ละลายออกมากลายเป็นหยาดหมึกสีดำสนิทที่แผ่กลิ่นอายของการบิดเบือนมิติ
"พี่มู่หลาง ท่านเป็นคนแรก" อาเจียตวัดพู่กัน ดึงหยาดหมึกสีดำเส้นหนึ่งให้ลอยขึ้นไปในอากาศธาตุ "ยื่นมือของท่านออกมา แล้วปลดปล่อยรังสีอำมหิตของวิถีกระบี่เข้าไปในหมึกเส้นนี้!"
ฉินมู่หลางไม่ลังเล ยอดกระบี่หนุ่มยื่นแขนขวาออกไป นิ้วชี้และนิ้วกลางประกบกันเป็นดรรชนีกระบี่ เขารีดเค้นรังสีความเย็นเยียบและคมกริบจากตันเถียน แทงทะลุเข้าไปในเส้นหมึกสีดำที่ลอยอยู่
*เปรี๊ยะ!*
ทันทีที่ปราณกระบี่ปะทะกับหมึกมิติ ปฏิกิริยาต่อต้านก็ปะทุขึ้น เส้นหมึกสีดำพยายามจะบิดเบือนและกลืนกินรังสีอำมหิตนั้น มู่หลางขมวดคิ้วแน่น เหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก กระบี่ของเขาเป็นเส้นตรงที่มุ่งทำลาย ทว่าหมึกมิตินั้นคือความบิดเบี้ยวที่ไร้รูป
"อย่าใช้ความแข็งกร้าวเข้าหักหาญ!" อาเจียชี้แนะเสียงก้อง "กระบี่ที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องฟันทุกสิ่งให้ขาด ทว่าต้องรู้จัก 'ตัด' เฉพาะเส้นใยที่ผูกมัด จงใช้รังสีอำมหิตของท่าน ตัดความวิปริตของหมึกให้กลายเป็นเส้นตรง แล้วผสานมันเข้ากับเส้นชีพจรของท่าน!"
มู่หลางสูดลมหายใจลึก เขาหลับตาลง เปลี่ยนวิถีของปราณกระบี่ จากการโจมตีอย่างบ้าคลั่ง กลายเป็นการกรีดเฉือนอย่างประณีต รังสีสีขาวโพลนค่อยๆ แทรกซึมและบังคับให้เส้นหมึกสีดำเหยียดตรง เส้นสายที่เคยบิดเบี้ยวถูกจัดระเบียบด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ ก่อนที่มันจะพุ่งวาบประทับลงบนหลังมือขวาของฉินมู่หลาง กลายเป็นลวดลายอักขระรูปกระบี่สีดำทมิฬ!
"สำเร็จ..." มู่หลางลืมตาขึ้น สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง รังสีอำมหิตของเขาบัดนี้แฝงไปด้วยความสามารถในการ 'บิดเบือนมิติ' รอบๆ คมกระบี่ หากมีแรงกดดันใดพุ่งเข้ามา อักขระนี้จะทำการตัดและผลักภาระนั้นออกไปด้านข้างโดยอัตโนมัติ
"ยอดเยี่ยมมาก" อาเจียพยักหน้า ก่อนจะหันไปหาเป้าหมายต่อไป "อี้หราน ตาเจ้าแล้ว!"
กระบวนการดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เฟิงอี้หรานใช้เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาล หลอมรวมหมึกมิติให้กลายเป็นอักขระรูปเปลวไฟที่ต้นคอ ทำให้เพลิงของเขาสามารถเผาผลาญได้แม้กระทั่งแรงกดดันทางอากาศ หลินชิงเสวี่ยใช้ค่ายกลมิติของนาง ถักทอหมึกให้กลายเป็นอักขระลวดลายเข็มทิศบนหน้าผาก เสริมความเสถียรให้กับการสร้างรอยพับมิติ เย่ปิงอวิ๋นใช้ปราณพฤกษาร้อยรัดหมึกให้กลายเป็นอักขระรูปเถาวัลย์พันรอบข้อเท้า ช่วยให้การยึดเกาะกับโครงสร้างต่างๆ มั่นคงดุจรากขุนเขา
และสุดท้าย คือเฟิงหลิงเอ๋อร์
ดรุณีน้อยจ้องมองหยาดหมึกเส้นสุดท้ายที่อาเจียดึงออกมาจากแก่นศิลา นางสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาสีฟ้าอมม่วงเบิกกว้าง จุดแสงแห่งดาราจักรภายในรูม่านตาหมุนวนอย่างเชื่องช้า นางไม่ได้ใช้มือสัมผัสหมึก ทว่าใช้ 'สายตา' จ้องมองเข้าไปในแก่นแท้ของความบิดเบี้ยวนั้น
"วิถีแห่งดารา คือการสะท้อนความจริงของจักรวาล..." หลิงเอ๋อร์พึมพำ น้ำเสียงใสกระจ่างกังวานไปทั่วโถง "หมึกแห่งมิติเอ๋ย จงสะท้อนกลับไปสู่รากฐานของเจ้า!"
แสงจากเนตรดาราสาดกระทบเส้นหมึกสีดำ หมึกนั้นไม่ได้ต่อต้าน ทว่ามันกลับสั่นพ้องและแตกตัวออกเป็นจุดละอองเล็กๆ นับร้อยจุด ก่อนจะพุ่งเข้าประทับอยู่รอบๆ ดวงตาทั้งสองข้างของนาง กลายเป็นรอยสักจุดสีดำเล็กๆ ที่เรียงตัวกันประดุจกลุ่มดาว!
หลิงเอ๋อร์กะพริบตา ความเจ็บปวดที่เคยมักจะเกิดขึ้นเมื่อใช้เนตรดารามากเกินไป บัดนี้ถูกอักขระมิติรอบดวงตาดูดซับและระบายออกไปในอากาศธาตุจนหมดสิ้น นางสามารถใช้สายตาสแกนทะลุโครงสร้างได้ยาวนานและลึกซึ้งยิ่งขึ้นโดยไม่ทำร้ายทารกวิญญาณของตนเอง
"สมบูรณ์แบบ..." อาเจียลดพู่กันลง หยาดเหงื่อผุดเต็มใบหน้า การควบคุมให้หมึกมิติอยู่ในสภาพที่สหายสามารถผสานได้นั้น กินสมาธิและพลังของเขาไปไม่น้อย ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มและความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นของทุกคน ความเหนื่อยล้าก็มลายหายไปจนสิ้น
"อักขระพิทักษ์เหล่านี้ จะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อพวกเจ้าเผชิญกับแรงกดดันทางมิติที่รุนแรง" อาเจียอธิบาย "มันไม่ใช่เกราะที่แข็งทื่อ ทว่ามันคือส่วนหนึ่งของวิถีเต๋าของพวกเจ้าเอง จงทำความคุ้นเคยกับมัน เพราะหลังจากนี้... เราจะมุ่งหน้าเข้าสู่พายุที่แท้จริง"
"ให้มันมาเถอะ!" เฟิงอี้หรานกำหมัดแน่น เปลวเพลิงที่บัดนี้แฝงความมืดมิดของมิติลุกโชนขึ้น "ข้าอยากจะรู้เหมือนกัน ว่าทะเลดาวสิ้นสูญที่เจ้าว่า มันจะทนไฟของตระกูลเฟิงได้สักกี่น้ำ!"
เสียงหัวเราะและบรรยากาศแห่งความฮึกเหิมดังก้องไปทั่วโถงวิหาร พวกเขาไม่ใช่ผู้หนีตายที่อ่อนแออีกต่อไป ทว่าคือกลุ่มก้อนของยอดฝีมือที่ได้รับการยกระดับรากฐานอย่างต่อเนื่อง การเดินทางที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
อาเจียทอดสายตามองออกไปนอกบานหน้าต่างศิลาของตำหนัก ความมืดมิดที่รออยู่เบื้องหน้ามิได้น่าหวาดกลัวอีกต่อไป ตราบใดที่เขามีสหายที่พร้อมจะก้าวเดินไปบนเส้นทางเดียวกัน และมีพู่กันนิรันดร์ที่พร้อมจะบัญญัติทุกกฎเกณฑ์ที่ขวางหน้า เส้นทางสู่ 'ทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง' ย่อมถูกถางให้เปิดกว้างด้วยสติปัญญาและสายเลือดของผู้ไร้นาม!