70’s ข้ามเวลามาคว้าชามข้าวเหล็ก

    ตอนที่ 117 สถานการณ์การเมือง

            “เคยคิดที่จะขายอย่างอื่นแทนไหมคะ?”

            สีหน้าของเหอไหลตี้เต็มไปด้วยความขมขื่น ตั้งแต่ที่ได้ลองตั้งแผงขายไข่ต้มชา เธอก็ตกหลุมการตั้งแผงลอยเข้าอย่างจัง นี่เป็นวิธีการหาเงินที่ง่ายกว่าการลงแปลงผลิตเป็นไหนๆ อีกทั้งรายรับที่ได้ต่อวันยังมากกว่าการที่เธอหาเงินทั้งปีอีก แล้วแบบนี้ใครจะไม่อยากทำต่อไปกันล่ะ

            แต่หัวหน้าหมู่บ้านหมายหัวเธอไว้ ขอเพียงเกวียนถูกลากออกจากบ้าน ทุกคนก็จะรู้แล้วว่าเธอกำลังจะเริ่มธุรกิจอาหารอีกครั้ง

            “ฉันอยากขายซาลาเปาไส้ผักกับถั่วแดง แต่ก็นั่นแหละ เกวียนฉันถูกหยุดไว้ตั้งแต่ยังไม่ออกจากหมู่บ้านเลยด้วยซ้ำ”

            “อืม แล้วทำไมไม่ลองขายของอย่างอื่นที่เล็กๆ ดูล่ะ เอาแบบที่สามารถถือออกไปได้โดยไม่ต้องใช้เกวียน” ไม่พูดเปล่าเสิ่นชิงหลัวยังถอดปกคอเสื้อของเธอออกจากเสื้อแล้วส่งให้ทุกคนดู

            ลูกตาของเหอไหลตี้แทบถลนเมื่อเห็นว่าเสื้อตัวในที่แพลมออกมานิดหน่อยของอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่เสื้ออย่างที่เข้าใจ แต่เป็นเพียง...ปกคอเสื้อ?

            ใครกันที่มีความเจ้าเล่ห์ถึงขนาดคิดวิธีการเช่นนี้ขึ้นมาได้ ทั้งประหยัดเนื้อผ้าและมีความสวยงามทันสมัย

            “ไอ้หยา อย่าบอกนะว่าสาวๆ ในเมืองใช้วิธีนี้การทั้งนั้น!”

            เสิ่นชิงหลัวกลั้วหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไร สาวๆ ในเมืองสวมเสื้อตัวในจริงๆ ค่ะ แต่ฉันรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นและอากาศก็ร้อนมาก หากต้องการความสวยงามเล็กน้อยจากปกเสื้อก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมีเสื้อตัวในเลย แค่ปกเสื้อก็น่าจะเพียงพอแล้ว”

            สะใภ้รองบ้านหนิงเหลือบตามองเสิ่นชิงหลัว ดูเหมือนเธอจะเข้าใจแล้วว่าสาวชาวเมืองคนนี้มาที่นี่เพื่ออะไร

            “คุณอยากให้สะใภ้ใหญ่ขายปกคอเสื้อพวกนี้เหรอคะ?”

            ในเมื่อมีคนเดาถูกแล้ว เสิ่นชิงหลัวก็ไม่คิดจะอ้อมค้อม เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ใช่ค่ะ การค้าขายกับฉันไม่จำเป็นต้องลงทุนสักเหมาเดียว ฉันจะให้ของพวกคุณไปก่อน ถ้าขายไม่ได้ก็นำของมาคืน หรือถ้าขายได้ก็ค่อยทยอยจ่ายคืนให้ฉัน”

            “ทำไมต้องเป็นพวกเรา คุณมีคนรู้จักมากมายในเมือง ทำไมไม่ให้คนพวกนั้นช่วยคุณค้าขายล่ะ”

            เสิ่นชิงหลัวยิ้มมุมปากแล้วเอนตัวด้วยท่าทางผ่อนคลาย

             “แล้วใครว่าฉันไม่ได้ให้พวกเขาช่วยล่ะคะ บอกตามตรงนะคะว่าถ้าไม่บังเอิญเจอพี่สาวเหอวันนี้ ฉันก็ไม่ได้คิดจะชวนพวกคุณมาร่วมมือกันหรอก สินค้าของฉันไม่ขาดแคลนคนซื้อหรอกค่ะ ไม่ว่าใครก็ขายได้ทั้งนั้น ฉันมีหน้าที่ขายสินค้าในราคาส่งเท่านั้น ใครจะรับไปแล้วบวกราคาเพิ่มเท่าไร ฉันไม่สนใจ”

            เสิ่นชิงหลัวไม่คิดจะควบคุมราคา หากใครมีความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่าก็จงทำต่อไป หรือถ้าใครจะตัดราคากันเองก็เรื่องของพวกเขา อย่างไรเสียเธอก็ได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยในฐานะผู้ผลิตอยู่แล้ว เว้นก็แต่คนอื่นจะลงมาเล่นในสนามผู้ผลิตเหมือนกันกับเธอ ซึ่งเสิ่นชิงหลัวเดาว่าตลาดในปักกิ่งคงอยู่ได้ไม่นานเท่ามณฑลส่านซีแน่นอน ขอเพียงมีอะไรใหม่ๆ เข้ามา อีกไม่นานก็จะมีคนทำตาม ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            “อ้อ แล้วไม่ใช่แค่แบบนี้นะคะ ยังมีปกคอเสื้อรูปแบบอื่นทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย ของเด็กน้อยก็มีเหมือนกัน” เช่นเคยเสิ่นชิงหลัวมอบถุงกระดาษที่ใส่ตัวอย่างของปกคอเสื้อยื่นให้แม่เฒ่าหนิง

            “ชิ้นละแปดเหมาคือราคาต้นทุนที่ฉันจะส่งให้ตัวแทน ส่วนตัวแทนจะเอาไปบวกขายหนึ่งหยวนถึงสองหยวนก็แล้วแต่เลยค่ะ”

            เสิ่นชิงหลัวมีประสบการณ์จากการเจรจาค้าขายกับสหกรณ์ร้านค้าในมณฑลส่านซีมาแล้วทำให้ได้รู้ว่าตัวเองนั้นประเมินค่าของปกคอเสื้อต่ำไปแค่ไหน เดิมทีเธอตั้งราคาส่งที่ชิ้นละ 7 เหมาเพื่อให้ทางสหกรณ์สามารถขายมันในราคาชิ้นละหยวนได้แบบสบายๆ ทว่าใครจะไปคิดว่าราคาที่สหกรณ์ตั้งไว้จะสูงถึง 1 หยวน 5 เหมาต่อชิ้น บางชิ้นที่เป็นลูกไม้มีราคาสูงถึง 2 หยวนด้วยซ้ำ

            ในเมื่อมณฑลส่านซีที่อันยากจนยังสามารถขายปลีกราคาสูงขนาดนั้นได้ทั้งยังขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เมืองหลวงอย่างปักกิ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในการตั้งราคาเท่าๆ กัน

            หัวของสะใภ้รองคำนวณอย่างรวดเร็ว เธอเองก็มีประสบการณ์จากการที่สะใภ้ใหญ่เคยค้าขายมาเช่นกันจึงรู้ว่าหากจะตั้งราคาขายก็ควรบวกเพิ่มสักหนึ่งเท่าตัวจากต้นทุน

            “รับมาแปดเหมาขายชิ้นละหนึ่งหยวนห้าเหมา กำไรตกชิ้นละเจ็ดเหมา”

            “เฮ้! ขอแค่ขายเจ็ดชิ้นต่อวันก็ได้กำไรเกือบห้าหยวนแล้วสิ!” เหอไหลตี้อุทาน

            นี่มันมากพอๆ กับการขายไข่ต้มชาในช่วงแรกอีกนะ ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ไข่ต้มชาต้องมานั่งล้างไข่ ต้มไข่ แล้วลากเกวียนไปยืนขาย ผิดกับเจ้าสิ่งนี้ที่ไม่ต้องเตรียมอะไรให้ยุ่งยาก ไม่ต้องแบกของพะรุงพะรัง แค่นำปกคอเสื้อชิ้นเล็กๆ ใส่ในถุงกระดาษวันละเจ็ดชิ้นก็ทำเงินได้มากมาย

            อย่างไรก็ตามแม้เหอไหลตี้จะโลภมาก แต่เธอก็ไม่กล้าตกลงกับเสิ่นชิงหลัวอย่างหุนหันพลันแล่น อย่าลืมว่าแม้แต่ชื่อของอีกฝ่ายเธอก็ยังไม่รู้จักเลย!

            เมื่อถูกสายตาอันเป็นประกายของลูกสะใภ้ใหญ่จับจ้อง แม่เฒ่าหนิงก็กระแอมเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

            “มีการบังคับหรือเปล่าว่าต้องขายสินค้ากี่ชิ้นต่อวัน”

            เสิ่นชิงหลัวส่ายศีรษะ “ไม่มีการบังคับค่ะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกคุณเลย ใครทำมาก็ได้มาก ใครทำน้อยก็ได้น้อย อย่างที่บอกน่ะค่ะถ้าขายไม่ได้ก็ส่งคืนฉัน ฉันจะมารับและส่งสินค้าสัปดาห์ละครั้ง ถ้ารูปแบบไหนขายดีก็จดเอาไว้แล้วสั่งเพิ่ม ส่วนรูปแบบไหนขายไม่ได้ไม่ดีจะไม่ขายอีกแล้วก็ไม่เป็นไรค่ะ”

            “ต้องทำสัญญาไหม?” หากมีการลงนามก็ต้องระมัดระวังกันหน่อยว่าจะมีกับดักอะไรในสัญญาหรือเปล่า

            “ไม่จำเป็นค่ะ”

            ได้ยินดังนั้นแม่เฒ่าหนิงก็โล่งใจ การค้าขายครั้งนี้ไม่มีข้อผูกมัดอะไรเลย ทั้งยังไม่ต้องควักเงินลงทุนก่อนด้วย

            “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง ฉันจะให้สะใภ้สองคนของฉันไปลองขายดู ว่าแต่คุณจะส่งสินค้าให้เราเมื่อไร”

            “วันพรุ่งนี้ฉันจะกลับมาอีก ส่วนตัวอย่างสองถุงนี้ฉันให้ตัวแทนทั้งสองคนเอาไปใช้เพื่อเป็นแบบให้ลูกค้าได้ดูนะคะ เวลาไปค้าขายหรือออกไปที่ไหนจะได้ดูสวยงามและดึงดูดลูกค้าได้”

            ครอบครัวหนิงไม่เหมือนกับเจียงหลานที่มีความเกรงอกเกรงใจ ทั้งสองสะใภ้รับถุงตัวอย่างมาด้วยใบหน้าชื่นมื่น ของพวกนี้เก็บไว้เพียงไม่กี่ชิ้นก็พอแล้ว ที่เหลือเธอจะเอาไปขาย ฮิฮิ

            การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น ในไม่ช้าเสิ่นชิงหลัวก็ขอตัวกลับ

             

            หอพักรุ่งอรุณ

            อากาศด้านในนั้นเย็นสบายแตกต่างจากภายนอกลิบลับ เมื่อเสิ่นชิงหลัวมาถึงเธอก็พบว่าไม่มีใครอยู่ที่สวนด้านนอกเหมือนอย่างทุกครั้ง บางทีพวกเขาอาจจะยังไม่ได้เข้ามาหรือไม่ก็กำลังประชุมอยู่ด้านใน

            และก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ พอเดินเข้ามาภายในหอพักก็เห็นว่ายกเว้นเติ้งผู่ฟาง ผู้นำคนสำคัญทั้งหมดกำลังประชุมด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เสิ่นชิงหลัวรู้สึกลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือเปล่า มันจะเป็นการเสียมารยาทไหม

            ดีที่เผิงเต๋อไหวเห็นเธอผ่านกระจกพอดีจึงกวักมือเรียกให้เข้าไป

            โจวเอินไหลคลึงขมับแล้วกล่าวว่า “ถึงเวลารักษาแล้วเหรอเนี่ย”

            “ยังหรอกค่ะ เมื่อเช้าฉันขอให้พี่ชายเติ้งเชื่อมอุโมงค์ให้ข้ามไปปักกิ่ง ตอนนี้ฉันกำลังจะกลับหมู่บ้านน่ะค่ะ”

            “ฉันก็ว่าอยู่ว่าเราประชุมกันนานขนาดนั้นเลยเหรอ ฮ่าๆ”

            แม้ต่อหน้าเธอทุกคนจะทำทีเป็นผ่อนคลาย แต่เธอก็รู้ว่าการประชุมในครั้งนี้ไม่ง่ายแน่นอน

            “เกิดอะไรขึ้นคะ? ทำไมคุณปู่ทุกคนเครียดกันจัง”

            ตั้งแต่ที่เสิ่นชิงหลัวเปิดเผยนิ้วทองคำของเธอและยังช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยให้ทุกคน ก็ไม่มีสิ่งใดที่บอกกับเธอไม่ได้

    คล้ายกับเรื่อง70’s ข้ามเวลามาคว้าชามข้าวเหล็ก ที่คุณอ่าน