ตอนที่ 7
แบนชีกับหมาป่า
· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·
ฉันกระฟัดกระเฟียดเล็กน้อย เพราะถูกอุ้มขึ้นม้าตอนเผลออีกแล้ว แต่ก็ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงอะไร เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการระวังไม่ให้หล่นตุ๊บลงไปเสียก่อน ภาคินะโตามขึ้นมา และฟองอากาศก็ถูกเสกขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะควบม้าออกจากอาคารหลังนั้น
เราก็ไม่ได้พูดอะไรกันเลยในขณะที่ภาคินขี่ม้าไปรอบๆ พื้นที่ป่าละเมาะชายแดน ที่รกร้างว่างเปล่าแห่งนี้ เขาแวะป้อมสังเกตการณ์อีกสองแห่งที่อยู่ห่างออกไป และกำลังมุ่งหน้าไปแห่งที่สามที่อยู่ห่างออกไปอีก
ฉันทั้งเมื่อย ทั้งเบื่อ “เมื่อไหร่จะกลับซักที” ฉันถามออกมาเซ็งๆ ผ่านความเงียบ
“อดทนหน่อยมนุษย์” ภาคินตอบแบบขอไปที
“นี่คือหน้าที่ของนายเหรอ... สำรวจชายแดน?”
“การมาที่นี่ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน เป็หน้าที่ของนาเดียร์ ต้องขอบคุณเธอสินะ”
ฉันกลืนน้ำลายเฮือก “ฉันขอโทษ...” และฉันก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ พอได้ยินชื่อนาเดียร์แล้วฉันก็หมดอารมณ์ที่จะพูดอะไรอีกต่อไป แล้วความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง
ผ่านไปพักใหญ่ “ถ้าฉันเป็อารัญ... ฆ่าเธอคือสิ่งแรกที่ฉันจะทำ...” เขาพูดขึ้นมาลอย ๆ
ฉันได้ยินแล้วใจหายวาบ
แล้วเขาก็พูดต่อ “แต่ตอนนี้... ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมอารัญถึงไม่ฆ่าเธอ...”
เอี้ยวตัว หันหน้าไปหาเขา “ทำไม?” ฉันถามออกมาแบบเกร็งๆ
เขาปล่อยมือข้างหนึ่งจากบังเหียนขึ้นมาเสยผม “ช่างมันเถอะ”
อืม... คำตอบที่ไม่ใช่คำตอบ... และการที่ฉันหันไปหาเขา ก็ทำให้ฉันเพิ่งรู้ว่า การอยู่บนหลังมาสองคน มันใกล้ชิดกันมากขนาดนี้ หลังของฉันแนบชิดติดกับลำตัวของเขา ฉันสามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน ใบหน้าที่ฉันไม่เคยสังเกตมาก่อน เส้นกรามชัด โครงหน้าสวย คิ้วเข้มได้รูป ตาเฉี่ยว เฉียบคม จมูกโด่งเป็สัน หรือแม้กระทั่งริมฝีปาก... ทุกอย่างดูลงตัว สมส่วน...
ภาคินไม่ได้ก้มลงมามองฉัน แต่เขาก็รู้ว่าฉันกำลังแอบมองอยู่ “ถ่ายรูปไว้ดูมั้ย?” รอยยิ้มมุมปากนั้น มั่นใจซะจนน่าหมั่นไส้
ไม่ได้เขิน แต่ขำ ฉันรีบหันกลับมามองตรงไปข้างหน้าเหมือนเดิม แต่ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ถ้าไม่คิดอะไรมาก เขาก็เท่ดีเหมือนกัน
อีกไม่กี่นาทีต่อมา... การที่หลังของฉันอยู่ชิดติดกับลำตัวภาคินมาก มันทำให้ฉันรู้สึกได้ว่า จู่ๆ ลำตัวของเขาก็เหยียดตรงขึ้น คล้ายๆ ว่าเขาสะดุ้งเล็กน้อย เขาหยุดม้ากะทันหัน มองซ้ายมองขวา ดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ดูเหมือนจะมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
“เพอร์เฟค...” เขางึมงำ กระตุกเชือกให้ม้านิ่ง เงี่ยหูฟังเสียง มองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ฉันกำลังอ้าปากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“ชู่วว..!!” เขารีบกระซิบที่ข้างหู ไม่ให้ฉันพูดอะไรออกมา
“ทำมะ—”
“เงียบ!!” เขากระซิบดุ
และแล้ว ฉันก็รู้สึกถึงกระแสอันคลุมเครืออะไรบางอย่าง ที่มองไม่เห็น มันเฉียดผ่านไป ผ่านมา มันะเื และน่ากลัว
ภาคินกระซิบสั่ง เสียงแข็ง “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามลงจากม้า ห้ามหนี ห้ามออกไปจากฟองอากาศเด็ดขาด!”
และตอนนี้ ฉันก็รู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจน กระแสที่ส่งความสยองขวัญผ่านอากาศ มันคืบคลาน คลอเคลีย เหมือนพลังชีวิตถูกสูบออกไปช้าๆ วูบวาบ หลอกหลอน และบีบหัวใจมาก ฉันรู้สึกถึงความหวาดกลัว ฉันรู้สึกถึงความตาย
เราสองคนนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนหลังม้า ก่อนที่ภาคินจะจับอะไรซักอย่างได้กลางอากาศที่ว่างเปล่า แล้วสิ่งที่เขาจับได้นั้น มันก็ปรากฏรูปร่างออกมาให้เห็น เป็กลุ่มควันสีม่วงของผู้หญิงผมยาว หน้าตาเน่าเปื่อย น่าเกลียดน่ากลัว มันกรีดร้องเสียงแหลม จนแสบแก้วหู ภาคินบีบคอมันไว้แน่น ก่อนที่จะพามันกระโจนออกไปจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ภาคินะโออกไปจากรัศมีของฟองอากาศ ฟองอากาศที่ครอบอยู่ก็แข็งตัวกลายเป็โดมแก้ว ฉันแทบจะตกจากหลังม้า เมื่อเห็นร่างกายของภาคินค่อยๆ เปลี่ยนแปลงกลางอากาศ และเมื่อเขาะโลงถึงพื้น เขาก็กลายร่างเป็หมาป่าตัวใหญ่ เขาตัวใหญ่มาก ถึงมากที่สุด ขนสีน้ำตาลทองเขาสวยงาม ขลับมัน วาววับ
หมาป่าตะครุบกลุ่มควันปีศาจเอาไว้อยู่หมัด มันแยกเขี้ยว บดขยี้ ขย้ำกลุ่มควันแห่งความตายนั้นอย่างดุร้าย ราวกับอาหารอันโอชะ กรามที่แข็งแรงกัดไม่ปล่อย ทั้งเหวี่ยง ทั้งสะบัด กลุ่มควันสีม่วงร้องเสียงหลง และขาดกระจุยออกเป็สองท่อน ส่วนหัวยังคาอยู่ในปากของหมาป่า แต่อีกส่วนนั้นกระเด็นออกไปตามแรงเหวี่ยงที่พามันมุ่งหน้ามาที่ฉัน ฉันทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หลับตาปี๋ เกาะม้าไว้แน่น
ปั้ง!!!! มันกระแทกเข้ากับผนังของโดมแก้วเข้าอย่างจัง และกระเด็นกระดอนออกไปไกลหลายเมตร ก่อนที่มันจะตั้งหลักแล้วพุ่งกลับไปชนหมาป่าด้วยความเร็วสูง หมาป่าที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเสียหลักกระเด็นล้มลง กลุ่มควันท่อนหัวหลุดออกจากปากของหมาป่า แล้วมันก็กลับมารวมร่างกันใหม่อีกครั้ง แต่ดูเหมือนมันจะยอมแพ้ มันค่อยๆ ล่าถอยออกไป หมาป่าแยกเขี้ยว ขู่คำราม เห่ากระโชกเสียงดัง กระแสแห่งความตายสีม่วงลอยห่างออกไปเรื่อยๆ แล้วก็หายวับไปในความขมุกขมัวของบรรยากาศ แล้วหมาป่าก็กลายร่างกลับมาเป็ภาคินเหมือนเดิม
เขาเดินทะลุผ่านโดมแก้วที่เหมือนจะเปลี่ยนกลับมาเป็ฟองอากาศแล้ว ส่วนฉัน ตาเบิกโพลงด้วยความที่ทั้งใ ทั้งกลัว ทั้งงง ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม อยากพูด แต่ก็พูดอะไรไม่ออก
ภาคินะโกลับขึ้นมาบนหลังม้า
“มะ... มันเกิดอะไรขึ้น” ฉันถามเมื่อพอตั้งสติได้
“มันคือสิ่งที่ไม่สมควรจะมาอยู่ที่นี่ เกิดขึ้น” เขามองหน้าเหวอๆ ของฉันแล้วพูดต่อ “มันคือ แบนชี”
“แล้ว… มันหายไปไหนแล้ว...”
“มันาเ็ หนีไป แต่ถึงมันจะถูกฉีกออกเป็พันๆ ชิ้น ก็ฆ่ามันไม่ได้ ไม่มีอะไรฆ่ามันได้...”
สันหลังเสียววาบ เกาะม้าไว้แน่น เป็ครั้งแรกที่ฉันรู้สึกดี ที่มีภาคินอยู่ใกล้ๆ “แล้ว… นาย… เป็... มนุษย์หมาป่า… ชะ...ใช่มั้ย?” ฉันถามออกมาแบบกล้าๆ กลัวๆ
เขาหยุดคิดก่อนจะตอบ “อืม... จะว่างั้นก็ได้” เขายิ้ม เป็รอยยิ้มที่ดูจริงใจที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา “ตระกูลของเรา คือตระกูลที่ปกครองอาณาจักรมรกตมาช้านาน พวกเรามีความสามารถในการกลายร่างเป็สัตว์ได้ เราจะมีพลังมากขึ้นเมื่อเราแปลงร่าง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดมาพร้อมความสามารถนี้”
ฉันเริ่มเข้าใจอะไรๆ ได้ดีขึ้น “นาเดียร์เป็แมว นายเป็หมาป่า แล้วคุณอารัญ...”
“สิงโต...”
ใช่เลย... นักล่าสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร หน้าตาหมดจดงดงาม ร่างกายสูงใหญ่ผ่าเผย ผมที่ยาวประบ่าและเงางามดุจเส้นไหม อาจจะตบตาให้เขาดูเหมือนคุณชายที่น่าทะนุถนอม แต่ในแววตาของเขา ท่าทางของเขา มันมีความเป็ราชสีห์แฝงอยู่เต็มเปี่ยม มีความน่าเกรงขาม และมีอำนาจอย่างร้ายกาจ ฉันรู้แล้วว่าทำไมตลอดเวลาที่ฉันอยู่ใกล้เขา ใจฉันถึงไม่เคยอยู่กับร่องกับรอยเลย
ภาคินเปิดประตูมิติ “เราควรจะรีบกลับ ก่อนที่มันจะกลับมาอีก”
……..
ดูเหมือนเหตุการณ์เมื่อกลางวันจะพิสูจน์ให้เห็นในเวลาอาหารค่ำของวันนี้ว่า ฉันกับภาคินนั้นปรองดองกันมากขึ้น
ฉันโผล่เข้าไปในห้องอาหาร ในเวลาอาหารค่ำ คุณอารัญนั่งรออยู่แล้วตรงที่ประจำของเขาที่หัวโต๊ะ แก้วไวน์อยู่ในมือ สายตาของเขาเบรกฉันจนแทบหัวคะมำ จริงสิ... ก็ฉันปฏิเสธเขา แล้วก็เดินหนีเขาเมื่อตอนเช้านี่นา
ภาคินตามเข้ามาพอดี และชนฉันเข้าให้อย่างจัง ฉันเกือบจะหัวทิ่มลงไปจริงๆ ถ้าภาคินไม่คว้าแขนของฉันเอาไว้ซะก่อน คุณอารัญค่อยๆ ละสายตาจากฉันไปที่ภาคิน
สีหน้าของภาคินดูแหยเล็กน้อย เหมือนไปทำอะไรผิดมา “วันนี้ฉันพาเอวาไปที่ชายแดนด้วยกัน” เหมือนจะเป็การสารภาพมากกว่าบอกให้รู้
เหลือเชื่อ... ภาคินเรียกฉันด้วยชื่อ...
“รู้แล้ว...” คุณอารัญบอก เขามองตามพวกเราทุกย่างก้าว ในขณะที่พวกเราเดินเข้าไปนั่งประจำที่
“สถานการณ์ที่ชายแดดเป็ไงมั่ง” คุณอารัญถาม วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะอาหาร
ภาคินไม่ตอบ แต่พยักพเยิดมาให้ฉันตอบแทน
ขี้ขลาดชะมัด ฉันคิด “เอ่อ… ก็… เอ่อ…” แต่ฉันก็ได้แต่เอ่อ…
ในเมื่อ เอ่อ… ไม่ได้ตอบคำถามอะไร คุณอารัญจึงถามขึ้นมาอีกครั้ง “ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มั้ย ภาคิน” คราวนี้เฉพาะเจาะจงไปที่ภาคิน
แต่ภาคินกลับส่งเสียงกระแอมเล็กน้อย แล้วปรายตามาหาฉันอีก แต่ฉันจะให้ฉันตอบว่าอะไร การ์กอยล์น่ารักมาก และฉันก็เกือบจะตายเพราะแบนชี แต่ดีที่มนุษย์หมาป่าช่วยไว้ อย่างงี้เหรอ... ก็คงไม่ใช่… ฉันจึงถลึงตากลับไปที่ภาคิน…
“อารัญ...” ภาคินกลืนน้ำลายเล็กน้อย “แบนชี... เข้ามาในอาณาจักรของเรา”
ส้อมในมือคุณอารัญ เริ่มงอ และปั้นเป็ก้อนด้วยตัวของมันเอง และฉันสาบานได้ว่า ฉันเห็นสายตาราชสีห์อยู่ในแววตาของเขา “ที่ไหน!!” เขาคำราม
ฉันพยายามตั้งสติ ฉันเพิ่งเคยเห็นคุณอารัญโกรธเป็ครั้งแรก เขาช่างดู ดุร้ายและอันตรายจริงๆ
“ใกล้ๆ กับป้อมสังเกตการณ์ อันที่สามทางทิศเหนือ” ภาคินตอบ
คุณอารัญเหลืบตามองมาที่ฉัน สีหน้าบึ้งตึง เขี้ยว กรงเล็บ และแผงคอของเขาแทบจะปรากฏออกมาให้เห็น แล้วเขาก็ลุกพรวดขึ้น ก่อนที่จะเดือดดาลออกจากห้องอาหารไป
ภาคินถอนหายใจ ผลักจานอาหารที่เพิ่งจะกินไปนิดเดียวออกจากตัว มือกุมขมับ
“เขาไปไหนอะ” ฉันกระซิบกระซาบถาม
“...ไปฆ่าแบนชี”
“ไหนบอกว่ามันฆ่าไม่ได้ไง!”
ภาคินเหลือบตาขึ้นมามอง “แต่อารัญฆ่าได้...”
· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·