หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 5 บทที่ 142 เป็นคนเหี้ยม

            บทที่ 142 เป็นคนเหี้ยม

            “เปิดฉากพรุ่งนี้หรือ? ข้าขอบอกไว้ก่อน ว่าเรื่องในครั้งนี้ข้าไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอยู่กับฉินชูก่อน ข้าจะให้คนส่งข่าวไปยังหุบเขาโอสถทิพย์ ให้ท่านพ่อของข้ามา ข่มเหงกันเกินไปแล้ว ต่อไปอย่าหวังว่าหอผู้อาวุโสของพวกเขา จะได้รับการสนับสนุนด้านโอสถอีกเลย” เพลิงโทสะของมู่เซวียนลุกโชน นางรู้สึกอัดอั้นตันใจไม่น้อย

            “ลูกรัก เจ้าพูดได้ถูกต้อง พวกเขาข่มเหงเจ้า เช่นนั้นก็อย่าหวังจะได้โอสถจากตระกูลมู่แห่งหุบเขาโอสถทิพย์ของเราอีกเลย” บุรุษในชุดสีฟ้าปรากฏตัวพร้อมสตรีในชุดขาว

            “คารวะอาจารย์ คารวะท่านอามู่” ถังหว่านเอ๋อร์โค้งตัวคำนับทั้งสอง

            สตรีชุดขาวหันมองมู่เซวียน “เสี่ยวชีเจ้าลำบากแล้ว เจ้าจะหนีไปทำไม? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร อาจารย์ล้วนต้านไว้ได้”

            “อาจารย์!” มู่เซวียนโผเข้าสู่อ้อมอกของสตรีชุดขาว ร่ำไห้จนผ้าโปร่งปิดหน้าหลุดร่วง

            นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินชูได้เห็นหน้าตาของมู่เซวียน อายุของนางคาดว่าสิบแปดถึงสิบเก้าปี ยามนี้นางร่ำไห้น้ำตาไหลรินน่าเห็นใจยิ่งนัก

            “พอแล้ว มีคนนอกอยู่ด้วย!” สตรีชุดขาวดันตัวมู่เซวียนออก ก่อนจะช่วยเช็ดน้ำตาให้นาง

            ในยามนี้เองที่ฉินชูประสานมือให้บุรุษชุดฟ้าและสตรีชุดขาว “ข้าน้อยฉินชู คารวะผู้อาวุโสทั้งสอง”

            “ข้าคือมู่หยวนหลิง ขอบคุณที่เจ้ายื่นมือเข้าช่วยในยามที่ลูกสาวของข้าตกอยู่ในอันตราย บุญคุณนี้หุบเขาโอสถทิพย์ของเราจะจำไว้” บุรุษชุดฟ้ามู่หยวนหลิงพยักหน้าให้ฉินชู เขาคือเจ้าหุบเขาโอสถทิพย์แห่งตำหนักจันทราเงิน มีฐานะเทียบเท่าผู้อาวุโส

            สตรีชุดขาวมองฉินชูอย่างพินิจครู่หนึ่ง “ข้ารู้เรื่องหมดแล้ว เรื่องในครั้งนี้ทำให้เจ้าถูกเข้าใจผิด แต่ไม่เป็นไร ข้าจะไม่ให้ผู้อื่นกระทำการส่งเดชอีก”

            ฉินชูพยักหน้า เขาคิดว่าจะเหมารวมคนในตำหนักจันทราเงินทั้งหมดไม่ได้ วาจาที่มู่หยวนหลิงและเจ้าตำหนักจันทราเงินผู้นี้เอื้อนเอ่ยออกมา มีความเป็นผู้อาวุโสอยู่บ้าง

            มู่เซวียนเช็ดน้ำตาจนแห้ง ก่อนเริ่มต้มน้ำชงน้ำชา

            “ท่านเจ้าตำหนัก ไม่ว่าจวงหานจะกล่าวเช่นไร มู่เซวียนของเราก็จะไม่แต่งงาน หากทำเกินกว่าเหตุจริง เช่นนั้นหุบเขาโอสถทิพย์ของเราก็มีแต่ต้องถอนตัวออกจากตำหนักจันทราเงิน” มู่หยวนหลิงมองเจ้าตำหนักจันทราเงินพร้อมกล่าว

            “เจ้าหุบเขามู่ ท่านต้องเชื่อข้า เรื่องบางอย่างข้ายังสามารถทำได้ หุบเขาโอสถทิพย์เข้าร่วมตำหนักจันทราเงินมานานปี อยู่ร่วมกับตำหนักจันทราเงินอย่างปรองดองมาโดยตลอด ข้าจะไม่ปล่อยให้เกิดปัญหา หากจวงหานอยากสู้ ข้าก็พร้อมสู้กับเขา” กระแสพลังบนกายเจ้าตำหนักจันทราเงินสั่นไหวทีหนึ่ง

            ฉินชูฟังอยู่ตลอด เรื่องของตำหนักจันทราเงิน เขาไม่สะดวกจะแทรกแซง

            “อาจารย์ ผู้เฒ่าเสว่มีความคิดเห็นเช่นไรเจ้าคะ? หรือว่านางสนับสนุนการเกี่ยวดองที่ผู้อาวุโสใหญ่เสนอจริงๆ?” มู่เซวียนมองเจ้าตำหนักจันทราเงินพร้อมเอ่ยถาม

            “ผู้เฒ่าเสว่เป็นคนมีเหตุผล ครั้งนี้น่าจะหลงเชื่อเรื่องโกหกของผู้อื่น เรื่องนี้อาจารย์จะจัดการเอง เจ้าต้องรู้ ว่าในตำหนักจันทราเงินไม่มีเรื่องใดที่อาจารย์ทำไม่ได้” เจ้าตำหนักจันทราเงินลูบศีรษะมู่เซวียนพร้อมกล่าว

            “ลูกรัก ความจริงผู้เฒ่าเสว่ออกมาจัดการปัญหา ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความขัดแย้งใหญ่โต ผู้เฒ่าอีกท่านหนึ่งของตำหนักจันทราเงิน ก็เป็นคนตระกูลจวงเหมือนกับผู้อาวุโสใหญ่จวงหาน หากให้ผู้เฒ่าจวงออกหน้าจัดการปัญหา เรื่องนี้จะยิ่งจัดการได้ยาก ผู้เฒ่าเสว่เป็นคนกลาง คอยดูแลเรื่องนี้ ผู้เฒ่าจวงก็ไม่อาจยุ่งเกี่ยวได้อีก” มู่หยวนหลิงกล่าว

            “สถานที่ที่มีคน ย่อมมีการต่อสู้” ฉินชูกล่าวอย่างปลงอนิจจัง

            “เจ้าชื่อฉินชูใช่หรือไม่? เจ้าเป็นคนที่ไหน?” เจ้าตำหนักจันทราเงินหันมองฉินชู นางรู้ชื่อของฉินชูแล้ว

            “ความจริงข้าน้อยเป็นคนที่ไหนนั้นไม่สำคัญ ข้าเป็นเพียงผู้ผ่านทางมา หลังจากท่านเจ้าตำหนักและผู้เฒ่าเสว่ท่านนั้นได้พบข้า ข้าน้อยก็จะไปจากที่นี่ และไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้” ฉินชูกล่าว

            เจ้าตำหนักจันทราเงินมองฉินชูอย่างพินิจครู่หนึ่ง “พูดจาระมัดระวัง คือเคล็ดลับการท่องยุทธภพ แต่เจ้าดูแคลนข้าเกินไป ต่อให้เจ้าเป็นคนของราชวงศ์ดาราเหมันต์ ต่อให้เป็นศัตรูของตำหนักจันทราเงิน ข้าก็ไม่ลังเลที่จะขจัดความลำบากให้ชนรุ่นหลังแน่”

            ฉินชูรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย เขาจำเป็นต้องระมัดระวัง เขาเป็นคนจากแคว้นหนานเหยียน มาท่องแคว้นหนานหลี หากถูกคนสังหาร คงไม่มีใครเก็บศพให้ด้วยซ้ำ

            “ท่านเจ้าตำหนัก เจ้าหนูนี่ไม่กล้าพูดจาส่งเดช ทั้งยังไม่กล้าบอกว่าตัวเองมาจากที่ใด เขาต้องมีปัญหาแน่ ลงทัณฑ์ไต่สวนดู อาจรู้ความจริงก็เป็นได้” มู่หยวนหลิงกล่าว

            หน็อย! 

            ฉินชูแอบสบถอยู่ในใจ ตาแก่มู่หยวนหลิงผู้นี้หาใช่คนดี!

            ฉินชูผ่อนลมหายใจยาว ก่อนลุกขึ้นยืน “ผู้อาวุโส ท่านช่างแล้งน้ำใจนัก ข้าน้อยช่วยลูกสาวของท่านจากพวกบ้าตัณหากลุ่มหนึ่งเชียวนะ!”

            “ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร เช่นนั้นก็ง่ายมาก ข้าจะจัดงานเลี้ยงสุราขอบคุณเจ้าก่อน จากนั้นค่อยลงทัณฑ์ไต่สวน” มู่หยวนหลิงกล่าวตอบวาจาของฉินชู

            ฉินชูหันมองมู่เซวียน “เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดเจ้า?”

            ใบหน้าของมู่เซวียนขึ้นสีแดงเรื่อ เพราะบิดาของนางทำเกินกว่าเหตุ แบบนี้เท่ากับพูดจาหาเรื่องฉินชู!

            “เจ้าหนูพูดอะไรของเจ้า?” เมื่อได้ฟังวาจาของฉินชู มู่หยวนหลิงพลันไม่พอใจ

            “ข้าน้อยท่องยุทธภพไม่ง่ายเลย ท่านผู้อาวุโสอย่าสร้างความลำบากให้ฉินชูเลย ปล่อยข้าไปเถอะ” ฉินชูกล่าว

            “เจ้าก็บอกชาติกำเนิดของตัวเองมา ไม่เห็นเป็นอะไร ต่อให้เป็นศัตรูของตำหนักจันทราเงิน ข้าก็ไม่คิดจะสร้างความลำบากแก่เจ้า ยังคงจะปกป้องเจ้าให้ปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใหญ่ของเจ้าอาจเป็นคนรู้จักของข้าก็เป็นได้!” เจ้าตำหนักจันทราเงินมองฉินชูพร้อมกล่าว

            ฉินชูรู้สึกสับสนลังเล หากไม่พูด อีกฝ่ายคงเห็นเขาเป็นศัตรู จึงได้แต่จำใจพูดออกมา

            “ข้าชื่อฉินชู เพียงแค่ผ่านแคว้นหนานหลี พบเห็นมู่เซวียนได้รับบาดเจ็บ จึงยื่นมือเข้าช่วยเท่านั้น ท่องยุทธภพด้วยคุณธรรมเช่นนี้ ไม่สมควรจะถูกกลั่นแกล้งเลย” ฉินชูกล่าว

            เจ้าตำหนักจันทราเงินและมู่หยวนหลิงหันสบตากัน พวกเขาคิดไม่ถึงว่าฉินชูจะเป็นคนต่างถิ่น

            “คนต่างถิ่นเข้าสู่แคว้นหนานหลี กระทำการอย่างระมัดระวังถือว่าสมควรอย่างแท้จริง เด็กๆ พาคุณชายฉินไปพักผ่อน” เจ้าตำหนักจันทราเงินกล่าวกับสาวใช้ของมู่เซวียน

            สาวใช้พาฉินชูไปพักผ่อนแล้ว เจ้าตำหนักจันทราเงินจึงหันมองมู่เซวียน “เสี่ยวชี ลองเล่ารายละเอียดการออกไปคราวนี้ให้ฟังหน่อย รวมถึงการต่อสู้ระหว่างฉินชูกับศิษย์ของโจวเหมยด้วย”

            มู่เซวียนโค้งตัวคำนับเจ้าตำหนักจันทราเงิน ก่อนบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังตัวเองได้พบฉินชู รวมถึงการต่อสู้ของฉินชูในครั้งนั้นด้วย

            “อาจารย์ ท่านพ่อ ศิษย์รู้สึกว่าศัตรูไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ระหว่างการต่อสู้ กระบี่ของเขาไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่เกินจำเป็นแม้แต่น้อย ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นท่าพิฆาต นอกจากนั้น ยังมีเจตจำนงกระบี่ระดับสองด้วยเจ้าค่ะ” มู่เซวียนกล่าว

            “หากเป็นเช่นนั้น เจ้าหนูนี่ก็เป็นคนเหี้ยม!” มู่หยวนหลิงลูบคาง

            “แม้แต่ผู้อาวุโสโจวเหมย เขายังไม่กลัว แถมยังชักกระบี่จะสู้ด้วย พอจะดูออกว่ามีพลังความสามารถ” ถังหว่านเอ๋อร์กล่าว

            มู่หยวนหลิงหันมองเจ้าตำหนักจันทราเงิน “ท่านเจ้าตำหนัก เขานับเป็นผู้มีความสามารถคนหนึ่ง หากเป็นไปได้ พวกเราเก็บเขาไว้จะดีกว่า”

            “เป็นไปไม่ได้ ภายในใจเขามีเรื่องเร่งด่วน ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ เขาไล่ข้าลงจากเกวียนอยู่หลายหน ทั้งยังไม่มีความสนใจในตำหนักจันทราเงินแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ” มู่เซวียนกล่าว

            ฉินชูกลับไปพักผ่อนที่เรือนรับรอง เขารู้ว่าพรุ่งนี้ต้องผ่านด่านอันยากลำบากอีก เจ้าตำหนักจันทราเงินและมู่หยวนหลิงไม่สร้างความลำบากแก่เขา แต่ผู้อาวุโสใหญ่ และโจวเหมยไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่ เรื่องนี้ย่อมไม่ราบรื่นถึงเพียงนั้น

            ยามนี้ภายในเรือนแยกบนยอดเขาแห่งหนึ่งของตำหนักจันทราเงิน โจวเหมยกำลังรายงานสถานการณ์ครั้งนี้แก่ผู้สูงสัยในชุดดำผู้หนึ่ง

            “แค่เด็กแสบคนหนึ่งกลับกล้าไม่ไว้หน้าพวกเรา พรุ่งนี้จัดแจงให้คนท้าประลองกับเขา แล้วสังหารเสีย ใช้เขาทำลายความฮึกเหิมของอีกฝ่าย” ผู้สูงวัยในชุดดำกล่าว

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน