หนึ่งเดือนให้หลัง งานอภิเษกสมรสของฮ่องเต้ได้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ งานเลี้ยงฉลองมีเพียงหนึ่งวันเท่านั้น เหตุเพราะฮองเฮาได้ขอให้นำเงินที่ใช้จัดงานมาจัดตั้งสถานพักพิงผู้ยากไร้ตามเมืองสำคัญต่างๆ ด้วยตอนนี้บ้านเมืองยังอยู่ในช่วงฟื้นฟู ทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาล้วนก็มีแนวคิดหวังอยากให้ประชาชนอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขเหมือนกัน มู่หยางจินจึงขออาสาเป็นคนช่วยคุมงานดูแลการสร้างสถานที่พักพิงตามเมืองต่างๆด้วยตนเอง บ้านเมืองเริ่มกลับมาสงบสุขอีกครั้ง การค้าขายระหว่างเมืองก็เริ่มเฟื่องฟู หากแต่บ้านเมืองก็สงบสุขได้เพียงห้าปีเท่านั้น แคว้นอู่ก็เข้ารุกรานอีกครั้ง มู่หยางจินจึงขอฮ่องเต้ไปต่อต้านข้าศึกแคว้นอู่ที่ชายแดนต้าหยาง
สามปีต่อมา
ค่ายทหารเมืองต้าหยาง
“รายงาน แคว้นอู่ส่งสาส์นมาขอรับ”
“ซุนซือหลง ฮ่องเต้แคว้นอู่สวรรคต พวกเขาจึงส่งสาส์นมาขอสงบศึก สามปีที่ผ่านมาทางแคว้นอู่ทำศึกกับเรามาตลอดไม่เคยหยุดพักเลย บัดนี้ซุนซือหลงตายแล้ว เรื่องขัดแย้งชิงบัลลังก์ของพี่น้องสกุลซุนนั่นเห็นจะจริง” มู่หยางจินวิเคราะห์ เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเขาได้รับข่าวว่าทางแคว้นอู่มีการก่อกบฏโดยฝ่ายครอบครัวของฮองเฮาทั้งที่พวกเขากำลังทำสงครามกันอยู่ ก่อนหน้านี้พวกเขาก็สืบข่าวได้เรื่อยๆว่ามีเหตุขัดแย้งภายในของราชสำนักแคว้นอู่ เพียงแต่ไม่คิดว่าน้องชายอย่างซุนซือหลางจะฆ่าพี่ชายเพื่อชิงบัลลังก์รวดเร็วขนาดนี้
“ซุนซือหลางคนนั้นฆ่าพี่ชายชิงบัลลังก์แต่กลับโยนความผิดให้ฮองเฮา ถ้าเราไม่มีสายวางอยู่ในแคว้นอู่ ก็คงคิดว่าเป็นฝีมือฮองเฮาจริงๆ ซุนซือหลางคนนี้คงจะวางแผนไว้นานแล้ว ตนเองก็แสร้งว่ามาออกรบทำศึกอยู่ที่ชายแดนกับพวกเรา แต่กลับวางคนไว้ลอบฆ่าพี่ชายในวัง ตอนนี้แคว้นอู่กำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ เราคงต้องสงบศึกชั่วคราวแล้วนะท่านอ๋องน้อย แต่คนอย่างซุนซือหลางคงจะนิ่งอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับมาอีกอย่างแน่นอน” ซ่งชีฟงรับสาส์นจากมู่หยางจินมาอ่าน แล้ววิเคราะห์ข่าวที่เพิ่งได้รับมา
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ส่งข่าวไปที่เมืองหลวง เรื่องนี้รอให้ฮ่องเต้ทรงวินิจฉัยแล้วสั่งการ”
“ขอรับท่านอ๋อง” ซ่งชีฟงรีบเขียนรายงานแล้วส่งให้ทหารนำข่าวด่วนไปแจ้งต่อราชสำนักในทันที
“ท่านอ๋องน้อย” ซ่งชีฟงมองหน้าเจ้านายเหนือหัวอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักว่าควรพูดเรื่องที่คิดอยู่หรือไม่
“มีอะไรหรือท่านอาจารย์” มู่หยางจินเงยหน้าจากแบบจำลองภูมิประเทศของเมืองต้าหยางและเมืองชุยสุ่ยตรงหน้า เมื่อรู้ว่าท่านอาจารย์คงมีเรื่องสำคัญที่อยากจะคุยกับเขา
“เรื่องท่านหญิงเยว่เอ๋อร์ ฝ่าบาททรงให้พวกท่านหมั้นหมายกันมานานแล้ว บัดนี้ท่านหญิงอยู่ในวังหลวงมาสองปีแล้ว เรากลับเมืองหลวงกันดีหรือไม่”
“เสิ่นเยว่เอ๋อร์” มู่หยางจินจับหน้าอกของตน คิดถึงเรื่องเมื่อสามปีก่อน อยู่ๆฮ่องเต้ก็ให้เขาหมั้นหมายกับเสิ่นเยว่เอ๋อร์ โดยไม่ถามความเห็นของเขาเลยสักนิด ของหมั้นถูกส่งไปซานเป่ย ไม่นานหนังสือตอบรับก็ถูกส่งกลับมาพร้อมกับถุงเครื่องรางสีแดงใบหนึ่ง พร้อมข้อความที่บอกว่าขอให้เขาปลอดภัย เขาเก็บรักษาถุงเครื่องรางติดตัวเอาไว้อย่างดี ไม่กี่วันหลังจากนั้นเขาก็มาทำศึกที่ต้าหยาง การศึกที่ยาวนานถึงสามปี ทำให้เขาเกือบลืมไปแล้วว่าเขาได้หมั้นหมายกับเสิ่นเยว่เอ๋อร์
“ท่านหญิงเยว่ อาจจะกำลังรอพี่จินอยู่ก็เป็นไปได้นะท่านอ๋องน้อย”
“ท่านเสวี่ยนลู่อยู่กับข้าตลอดเวลา เหตุใดจึงรู้ว่านางรอข้าอยู่ สามปีแล้ว นางอาจจะถอนหมั้นไปแล้วก็ได้” มู่หยางจินเดินเลี่ยงสองพ่อลูกออกมาดื่มชา ไม่อยากพูดถึงเรื่องหมั้นหมายสักเท่าไหร่
“สามปีแล้ว ถ้าท่านยังไม่กลับไป ท่านหญิงคงจะถอนหมั้นจริงๆแล้ว”
“นางอาจจะไม่ได้อยากหมั้นกับข้าตั้งแต่แรก พวกท่านอย่าลืมว่านางหมั้นหมายเพราะพระราชโองการของฮ่องเต้ นางไม่ได้เลือกเลย” เป็นเรื่องจริงที่ตั้งแต่จากซานเป่ยมาในครั้งนั้นมู่หยางจินก็ไม่ได้ข่าวคราวอะไรของเสิ่นเยว่เอ๋อร์อีกเลย เยว่เยว่ในตอนนี้จะยังเหมือนเยว่เยว่ที่น่าทะนุถนอมในวัยเด็กอยู่หรือไม่เขาก็ไม่รู้
“หากท่านอ๋องน้อยคิดว่าท่านหญิงเยว่เอ๋อร์ไม่อยากหมั้นหมายกับท่าน แล้วเหตุใดไม่ทัดทานฮ่องเต้ตั้งแต่แรกเล่า”
“ท่านอาจารย์พูดเหมือนไม่รู้ เสด็จพี่ส่งของหมั้นไปก่อนที่จะบอกข้าเสียอีก ท่านจะให้ข้าตามไปเอาของหมั้นกลับคืนมาหรือ ในเมื่อมันเดินทางไปถึงชายแดนซานเป่ยแล้ว”
“ท่านอ๋องน้อยไม่อยากหมั้นกับท่านหญิงเยว่หรือ”
“ข้าไม่อยากบังคับใจใคร” เรื่องของความรักมู่หยางจินไม่คิดว่าตนเองจะโชคดีเหมือนอย่างมู่หยางหย่งเล่อที่ตกหลุมรักเสิ่นอ้ายฉิงเพียงแค่ได้เห็นนางจากภาพวาด และเมื่อแต่งงานกันแล้วก็รักและอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข ความรักระหว่างชายหญิงเป็นยังไง มู่หยางจินไม่เคยรู้จัก หลายปีที่ผ่านมาเขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิง นอกจากออกทำศึก สืบหาข่าวของหลู่จื่อเทา มู่หยางจินก็ไม่เคยคิดทำเรื่องใดอีก
“บังคับหรือไม่กลับไปถามท่านหญิงก็จะรู้แล้ว”
“เรียนท่านอ๋องน้อย ท่านพี่ส่งข่าวมาว่าพบการเคลื่อนไหวของหลู่จื่อเทาที่เมืองชิงฉางขอรับ” ฉู่เซียวเฉินเดินเข้ามารายงานข่าวที่ส่งมาจากพี่ชาย ตอนนี้สองพี่น้องตระกูลฉู่ได้รับการฝึกฝนจนมีฝีมือ ฉู่เซียวเฉิงคนพี่ฝึกฝนจนเก่งกาจและได้รับหน้าที่ตามสืบข่าวของหลู่จื่อเทา ส่วนฉู่เซียวเฉินคนน้องนั้นได้รับหน้าที่ให้คอยดูแลติดตามรับใช้มู่หยางจินอย่างใกล้ชิด
“เซียวเฉินเก็บของเตรียมตัวไปเมืองชิงฉาง ท่านอาจารย์กับท่านเสวี่ยนลู่อยู่รอรับพระบัญชาจากฮ่องเต้ที่นี่ ข้ากับเซียวเฉินจะไปสมทบกับเซียวเฉิงที่เมืองชิงฉางก่อนพวกท่านค่อยตามไป” ฉู่เซียวเฉินรับบัญชาและรีบออกไปเตรียมการทันที
“แต่ว่าท่านอ๋องน้อย แล้วเรื่องท่านหญิงเล่า”
“เรื่องหลู่จื่อเทาสำคัญกว่า ข้าจะส่งข่าวบอกเสด็จพี่เอง พวกท่านไม่ต้องกังวล” สองพ่อลูกตระกูลซ่งทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากรับบัญชาแล้วเดินออกจากกระโจมไป
จวนเจ้าเมืองต้าหยาง
มู่หยางจินเดินทางออกจากค่ายทหารมุ่งหน้ากลับจวนเจ้าเมือง จางหลงซานที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองต้าหยาง ได้เตรียมการจัดเตรียมเสบียงและสินค้าให้กับมู่หยางจินตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว
“ท่านอ๋องน้อยจะเดินทางตอนนี้เลยหรือ ไม่รอพระบัญชาจากฮ่องเต้ก่อนหรือขอรับ”
“ไม่รอ เสด็จพี่ส่งข่าวมาว่าอย่างไร พวกท่านก็ค่อยส่งมาบอกข้าที่เยว่เทียนจิน ข้าส่งข่าวบอกเสด็จพี่แล้วว่าจะไปอยู่ที่นั่น”
“เอาคนไปเพิ่มไม่ดีหรือท่านอ๋องน้อย”
“กลุ่มการค้าเดินทางต้องใช้คนมากมายเท่าไหร่กัน”
“ขอรับ ขอให้เดินทางปลอดภัย”
จางหลงซานเดินมาส่งมู่หยางจินขึ้นรถม้า คราวนี้มู่หยางจินสลัดคราบแม่ทัพหนุ่มผู้เก่งกาจดุดันมาเป็นพ่อค้าหนุ่มหล่อเจ้าสำอางที่ต้องดูดีทุกกระเบียดนิ้ว เขาเดินทางไปเมืองชิงฉางในนามของพ่อค้าระหว่างเมือง หลายปีที่เฝ้าติดตามข่าวคราวของหลู่จื่อเทาเขาได้สร้างเครือข่ายการค้าไว้ตามเมืองต่างๆทั่วทั้งแคว้นหนิง เพื่อใช้สืบหาข่าวของหลู่จื่อเทาโดยเฉพาะ สองพี่น้องตระกูลฉู่ก็ถูกฝึกฝนมาเพื่อทำเรื่องนี้โดยเฉพาะเช่นกัน
“นายท่านจะไปที่ใดก่อนขอรับ” ฉู่เซียวเฉินถามขึ้นเมื่อมู่หยางจินเข้ามานั่งบนรถม้าเรียบร้อยแล้ว
“แจ้งข่าวกับเซียวเฉิงหรือยัง”
“แจ้งแล้วขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปหออวิ๋นเทียนก่อนก็แล้วกัน”
“ขอรับนายท่าน”
รถม้าเคลื่อนตัวผ่านแม่น้ำป่าเขาเข้าสู่เมืองชิงฉางในที่สุด มู่หยางจินไม่ได้เดินทางเร่งรีบมากนักเพราะตอนนี้เขาเดินทางมาในนามของ ‘หยวนจิน’ เจ้าของ ‘หออวิ๋นเทียน’ ที่พักชื่อดังของเมืองชิงฉาง และเพิ่งกลับจากไปซื้อวัตถุดิบจากเมืองต้าหยางเท่านั้น
“หยุด! พวกเจ้าเป็นใคร มาจากที่ใด” ทหารยามหน้าประตูเมืองร้องบอกให้ขบวนรถของมู่หยางจินหยุดรถ
“พวกเราเป็นคนของหออวิ๋นเทียนเพิ่งกลับจากซื้อของต่างเมืองขอรับ ท่านนายกองโปรดเห็นใจที่เราเข้าเมืองในยามวิกาลเช่นนี้ เพราะรถม้าของเราเสีย กว่าจะซ่อมเสร็จก็เร่งเดินทางมาไม่ได้หยุด พรุ่งนี้ทางหออวิ๋นเทียนของเรามีการแสดงสำคัญ และวัตถุดิบพวกนี้ยังต้องใช้ในวันพรุ่งนี้ หากพวกข้าไม่รีบก็อาจจะโดนนายท่านตำหนิได้ ท่านนายกองโปรดให้เราผ่านไปด้วย” เด็กรับใช้คนหนึ่งเดินนำป้ายผ่านทางไปส่งให้นายทหารคนนั้นดูพร้อมกับแอบยื่นถุงเงินให้ ด่านผ่านทางหน้าประตูเมืองแห่งนี้มักเรียกเก็บส่วยจากคนที่ผ่านเข้าเมืองยามวิกาลแบบนี้อยู่ประจำ
“แล้วบนรถม้านั่นคือผู้ใด”
“นายท่านของเราขอรับ ตอนนี้นายท่านไม่ค่อยสบาย อารมณ์ก็ไม่ค่อยจะดีนัก”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบๆไป” นายกองประจำประตูเมืองเมื่อรู้ว่าเจ้าของหออวิ๋นเทียนเดินทางมาด้วยและอยู่ข้างในรถม้าก็ไม่ยื้อเวลาอีกต่อไป ที่เมืองชิงฉางแห่งนี้ หยวนจิน เจ้าของหออวิ๋นเทียนก็เป็นคนที่กว้างขวางและมีอิทธิพลอยู่มาก และเขาก็เป็นคนที่เข้าถึงได้ยากอีกทั้งยังเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบพบปะผู้ใด เขาจึงไม่คิดเสี่ยงทำให้นายใหญ่แห่งหออวิ๋นเทียนเคืองใจ