สะท้อนภพลิขิตรักข้ามกาล

    สะท้านซงซาน...สู่หนทางเมืองหลวง

            ราตรีที่ยาวนานได้ผ่านพ้นไป ทิ้งไว้เพียงตำนานบทใหม่ที่กำลังจะถูกเล่าขาน...

    แสงสุริยันยามรุ่งอรุณสาดส่องอาบไล้หลังคาเรือนไม้ของสำนักศึกษาซงซานให้กลายเป็นสีทองอร่าม กลิ่นไอดินหลังฝนพรำเมื่อคืนวานยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ มอบความสดชื่นบริสุทธิ์ให้แก่ทุกชีวิต บรรยากาศควรจะสงบเยือกเย็นตามวิสัยของสถานศึกษาแห่งปัญญา...ทว่าในวันนี้กลับหาใช่เช่นนั้นไม่

    ณ โรงอาหารกลางอันกว้างขวาง...สถานที่ซึ่งปกติจะมีเพียงเสียงพลิกตำราแผ่วเบาและเสียงตะเกียบกระทบถ้วยชามอย่างสำรวม บัดนี้กลับอื้ออึงไปด้วยเสียงจอแจผิดปกติ! ศิษย์ทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะสายในหรือสายนอก ต่างจับกลุ่มสนทนากันด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความตื่นตะลึงระคนไม่อยากจะเชื่อ ราวกับได้เห็นมังกรเหินฟ้าด้วยตาตนเอง

    หัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุด...มีเพียงเรื่องเดียว!

    “สวรรค์! พวกท่านได้ยินเรื่องราวในเรือนรับรองเมื่อวานนี้หรือไม่!” ศิษย์ผู้หนึ่งเปิดประเด็นขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความตื่นเต้นไม่หาย “ข้าฟังจากศิษย์พี่ที่ปรนนิบัติอยู่ด้านใน...เขาเล่าว่าคุณชายเซี่ยมิได้เพียงไขปริศนาเมล็ดข้าว...แต่ท่าน...ท่านนำมันมาเสนอเป็นนโยบายบริหารยุ้งฉางของแผ่นดิน!”

    “เป็นไปได้อย่างไร!” สหายอีกคนแย้งขึ้นทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความกังขา “นั่นมันความคิดระดับเสนาบดีเอกเลยนะ! เขาเป็นเพียงคุณชายหนุ่มจากเมืองหลวง จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลถึงเพียงนั้นได้อย่างไรกัน!”

    “แต่ศิษย์พี่ผู้นั้นยืนยันหนักแน่น!” ผู้เล่าคนเดิมกล่าวต่อ แววตาของเขาเป็นประกาย “เขาบอกว่าท่านปรมาจารย์เคนชินถึงกับหัวเราะลั่นด้วยความพึงพอใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน! และท่านปรมาจารย์หลิน...ท่านถึงกับกล่าวว่าคุณชายเซี่ยคือ ‘ว่าที่เสาหลักแห่งบัลลังก์’!”

    สิ้นคำนั้น...ทั่วทั้งโรงอาหารก็พลันเงียบกริบลงไปชั่วขณะ! ทุกคนต่างสบตากันด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด...คำพูดเพียงประโยคเดียวนั้น...มีน้ำหนักมากกว่าตำรานับพันเล่ม!

    “ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือของรางวัลที่เขาได้รับ!” บัณฑิตอาวุโสผู้หนึ่งกล่าวเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความยำเกรง “ภาพวาด ‘มังกรทะยานเมฆพู่กันเดียว’ ของท่านปรมาจารย์หลิน! พวกท่านรู้หรือไม่ว่าภาพนั้น...แม้แต่ท่านอัครเสนาบดีคนปัจจุบันเคยเอ่ยขอ ท่านยังมิเคยมอบให้!”

    “ยังมีกลอนตุ้ยเหลียนที่ท่านเคนชินเขียนให้ด้วยตนเองอีก!” ศิษย์อีกคนเสริมอย่างรวดเร็ว “ข้าเห็นมากับตา! ลายพู่กันนั้นทรงพลังและเด็ดขาดยิ่งนัก ประเมินค่ามิได้เลย!”

    และแล้ว...ข้อมูลสุดท้ายที่สั่นสะเทือนสำนักที่สุดก็ถูกเอ่ยขึ้น...

    “และที่สำคัญที่สุด...ป้ายหยกประจำตัวของปรมาจารย์ทั้งสอง!” บัณฑิตผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาเล็กน้อย “พวกท่านเข้าใจหรือไม่ว่านั่นหมายความว่าอย่างไร! นับจากนี้ไป...คุณชายเซี่ยหยางสามารถเข้าออกเขาซงซานแห่งนี้ได้ราวกับเป็นเจ้าของสำนัก! เขามีสถานะเทียบเท่า...ศิษย์คนสุดท้าย...ของปรมาจารย์ทั้งสองแล้ว!”

    เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง!

    บัดนี้...ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะคิดดูแคลนคุณชายจากเมืองหลวงผู้นี้อีกต่อไป สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความยำเกรงและความนับถือที่แผ่กระจายไปทั่วทุกแห่งหน ภาพลักษณ์ของคุณชายผู้อ่อนแอที่เคยถูกซุบซิบนินทา ได้ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้นโดยสิ้นเชิง

    ที่เหลืออยู่...คือภาพของอัจฉริยะหนุ่มผู้มีปัญญาดุจมหาสมุทร มีวิสัยทัศน์กว้างไกลถึงแผ่นดิน และได้รับการยอมรับจากสองปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคสมัย

    รุ่งอรุณของวันนี้...มิใช่เพียงการเริ่มต้นของวันใหม่...แต่คือ...รุ่งอรุณแห่งตำนานบทใหม่ของคุณชายใหญ่แห่งสกุลเซี่ย...ที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ณ เขาซงซานแห่งนี้...

    …..

    ในขณะที่โลกภายนอกกำลังอื้ออึงไปด้วยตำนานบทใหม่...ภายในเรือนพักส่วนตัวของปรมาจารย์หลินกลับตกอยู่ในความเงียบสงัดอันน่าอึดอัดใจ

    แสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาทางบานหน้าต่างไม้สลักลายเมฆา ถูกม่านมู่ลี่ไม้ไผ่กรองเอาไว้จนเหลือเพียงลำแสงรำไร สาดกระทบลงบนพื้นไม้ขัดมันให้เห็นฝุ่นละอองเล็กๆ ลอยคว้างอยู่ในอากาศ กลิ่นกำยานจางๆ ที่จุดไว้มุมห้องผสมผสานเข้ากับกลิ่นกระดาษเก่าและหมึกจีน ก่อเกิดเป็นกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของหอบัณฑิตที่เปี่ยมด้วยความขรึมขลังและน่าเกรงขาม

    บนพื้นห้องอันเย็นเยียบ...ร่างของบัณฑิตหลี่และบัณฑิตจ้าวคุกเข่าอยู่เงียบๆ อาภรณ์สีเข้มที่เคยดูสง่างาม บัดนี้กลับยับยู่ยี่และเปรอะเปื้อนเศษดินเล็กน้อย สีหน้าที่เคยหยิ่งผยองของบัณฑิตหลี่บัดนี้ซีดเผือดราวกับคนไร้วิญญาณ เขาก้มหน้าจนคางแทบชิดอก สัมผัสได้ถึงหยาดเหงื่อเย็นๆ ที่ไหลซึมอยู่ทั่วแผ่นหลัง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยอย่างมิอาจควบคุม ส่วนบัณฑิตจ้าวนั้นหมอบศีรษะลงต่ำจนหน้าผากแทบจรดพื้น...นิ่งสงบ...ยอมรับในชะตากรรมของตน

    ปรมาจารย์หลินนั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือตัวใหญ่ ท่านไม่ได้มองไปยังศิษย์ทั้งสอง แต่กลับทอดสายตาไปยังภาพวาดทิวทัศน์ขุนเขาบนผนัง...ราวกับว่าในห้องนี้ไม่มีผู้ใดอยู่เลย

    ความเงียบนั้นหนักอึ้ง...บีบคั้นหัวใจของผู้ที่คุกเข่าอยู่ราวกับมีหินก้อนใหญ่วางทับอยู่บนบ่า มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของบัณฑิตหลี่เท่านั้นที่ทำลายความเงียบงันเป็นระยะ

    และแล้ว...ปรมาจารย์หลินก็ละสายตาจากภาพวาด...หันมามองยังร่างทั้งสองเบื้องล่าง แววตาของท่านสงบนิ่งดุจผืนน้ำ...แต่กลับลุ่มลึกจนมิอาจหยั่งถึง

    “พวกเจ้ารู้หรือไม่...ว่าความผิดที่ร้ายแรงที่สุดของพวกเจ้า...คือสิ่งใด?”

    น้ำเสียงของท่านราบเรียบ...เยือกเย็น...ปราศจากอารมณ์ใดๆ แต่ทุกพยางค์ที่เปล่งออกมากลับหนักแน่นราวดั่งค้อนที่ทุบลงกลางใจ

    บัณฑิตหลี่สะดุ้งเฮือก เขารีบโขกศีรษะลงกับพื้น “ศิษย์...ศิษย์ผิดไปแล้วที่กล่าววาจาใส่ร้ายและสร้างความวุ่นวายให้แก่คุณชายเซี่ย! ศิษย์ยอมรับโทษทัณฑ์ทุกประการขอรับท่านอาจารย์!”

    ปรมาจารย์หลินส่ายหน้าช้าๆ...

    “ผิดแล้ว...” ท่านกล่าว “ความผิดที่เจ้ากล่าวมานั้นเป็นเพียงกิ่งก้าน...หาใช่รากเหง้าไม่”

    ท่านลุกขึ้นยืน...เดินอย่างเชื่องช้ามายืนอยู่เบื้องหน้าศิษย์ผู้โง่เขลาของตน เงาของท่านทาบทับลงบนร่างของบัณฑิตหลี่จนมิด...ราวกับเงาของขุนเขาที่กำลังจะบดขยี้มดปลวกตัวหนึ่ง

    “ความผิดที่ร้ายแรงที่สุดของเจ้า...หาใช่การท้าทายคุณชายเซี่ยไม่...”

    ปรมาจารย์หลินหยุด...จ้องลึกลงไปในดวงตาที่หวาดกลัวของบัณฑิตหลี่

    “...แต่คือการที่เจ้า...ปล่อยให้ ‘ความริษยา’ อันเป็นเพลิงกิเลส...มาบดบัง ‘ปัญญาแห่งบัณฑิต’ อันเป็นประทีปนำทางจนมอดไหม้ไปสิ้น!”

    เสียงของท่านดังขึ้นเล็กน้อย...เจือด้วยความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง

    “จิตใจของบัณฑิต...ควรจะใสกระจ่างดุจคันฉ่อง...ที่สามารถสะท้อนความจริงออกมาได้อย่างเที่ยงตรง แต่เจ้ากลับปล่อยให้ความริษยามาทำให้คันฉ่องของเจ้าขุ่นมัว...จนแยกแยะผิดชอบชั่วดีมิได้...นี่คือความผิดที่มิอาจให้อภัยได้สำหรับผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางแห่งปัญญา!”

    บัณฑิตหลี่ตัวแข็งทื่อ...คำพูดของอาจารย์เป็นดั่งคมดาบที่กรีดลงไปถึงแก่นวิญญาณของเขา!

    “ข้าขอถอดถอนเจ้าออกจากตำแหน่งศิษย์พี่ผู้ดูแลทั้งหมด” ปรมาจารย์หลินกล่าวคำตัดสิน “และขอสั่งให้เจ้า...ไปคัดลอก ‘คัมภีร์แห่งความว่าง’ ด้วยตนเองในหอตำราเร้นลับเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ห้ามมิให้ผู้ใดติดต่อ...ส่วนเจ้า...บัณฑิตจ้าว ในฐานะผู้หลงเชื่อคำยุยง ก็จงไปทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้เขาที่นั่นด้วย”

    ท่านทอดถอนใจยาว...เสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยหน่ายและเมตตาในคราวเดียวกัน

    “หวังว่าการอยู่กับความเงียบและหลักปรัชญา...จะช่วยขัดเกลาจิตใจที่ขุ่นมัวของพวกเจ้าให้กลับมากระจ่างใสได้อีกครั้ง”

    สิ้นคำพิพากษานั้น...เรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างของบัณฑิตหลี่ก็พลันหมดสิ้นลง...เขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น...เสียงสะอื้นที่อัดอั้นไว้ทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้น...มันไม่ใช่เสียงร้องไห้เพราะสำนึกผิด...แต่เป็นเสียงร้องไห้ของตัวตนและความภาคภูมิใจที่ถูกทำลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี...

    ปรมาจารย์หลินไม่แม้แต่จะชายตามอง...ท่านหันหลังกลับไป...แล้วทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง...ปล่อยให้ศิษย์ผู้หลงทางจมอยู่กับซากปรักหักพังที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้น...อย่างเงียบงัน...

    …..

    ณ หน้าเรือนสดับธาร รถม้าคันงามจอดเทียบรออยู่แล้ว ม้าศึกพันธุ์ดีสองตัวส่ายหัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย เสียงกีบเท้าของมันกระทบกับพื้นดินเป็นจังหวะ บ่งบอกถึงความพร้อมที่จะออกเดินทาง บ่าวรับใช้เคลื่อนไหวอย่างว่องไว ขนหีบสัมภาระใบสุดท้ายขึ้นไปไว้บนรถ

    แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมาอย่างเต็มที่ ไล่ไอหมอกยามเช้าไปจนหมดสิ้น อากาศบนขุนเขาบริสุทธิ์และสดชื่น แต่ในใจของซูเหวินจื่อกลับร้อนรุ่มดุจเพลิงเผา

    เขายืนกระสับกระส่ายอยู่ข้างรถม้า สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล “เสี่ยวหยาง!” เขาเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นสหายรักเดินออกมาจากเรือนพัก “เราต้องรีบแล้ว! นี่ก็ล่วงเข้าสู่วันที่สี่แล้ว หากไม่รีบออกเดินทางตอนนี้ เราจะกลับไปถึงเมืองหลวงไม่ทันกำหนดของสกุลฉินเป็นแน่! ถึงตอนนั้น...เกรงว่าท่านลุงเซี่ยจะเดือดร้อน”

    เซี่ยหยางในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่ขับเน้นให้ผิวดูผุดผ่องยิ่งขึ้น พยักหน้ารับช้าๆ เขากำลังจะเอ่ยปากตอบ แต่แล้วร่างของปรมาจารย์ทั้งสองก็เดินทอดน่องอย่างเชื่องช้าออกมาจากแนวป่าไผ่

    “จะรีบร้อนไปใย” เสียงของปรมาจารย์หลินยังคงสงบเยือกเย็นเช่นเคย “หนทางหมื่นลี้ ล้วนเริ่มต้นจากก้าวแรกที่มั่นคง”

    ท่านเดินมายืนอยู่เบื้องหน้าเซี่ยหยาง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งปัญญาอันลุ่มลึกที่แผ่ออกมาจากร่างของท่านอย่างเป็นธรรมชาติ ท่านวางมือลงบนบ่าของเซี่ยหยางเบาๆ “จงจำไว้...เมืองหลวงก็คือกระดานหมากล้อมที่ใหญ่กว่าและซับซ้อนกว่าที่นี่นัก เม็ดหมากทุกตัวล้วนมีความสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น...จงเดินหมากทุกตัวของเจ้าอย่างระมัดระวัง และจงอย่ามองข้ามพลังของเม็ดหมากที่ดูต่ำต้อยที่สุด”

    ขณะเดียวกัน ท่านเคนชินก็ยื่นม้วนกระดาษเล็กๆ ที่ถูกมัดด้วยเชือกสีแดงสดส่งให้เขา “ในนี้คือเคล็ดวิชาการควบคุมลมหายใจของแดนอาทิตย์อุทัย” ท่านกล่าวด้วยสายตาที่คมกริบราวกับใบดาบ “เมื่อใดที่จิตใจเจ้าวุ่นวาย...เมื่อนั้นลมหายใจของเจ้าก็จะปั่นป่วน...จงเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน แล้วเจ้าจะพบกับความสงบนิ่ง...แม้จะอยู่ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำที่สุด”

    “ผู้น้อย...ขอจดจำคำสอนของท่านปรมาจารย์ทั้งสองไว้ในใจ” เซี่ยหยางประสานมือคารวะอย่างสุดซึ้ง

    และในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวขึ้นรถม้านั้นเอง...ภาพอันน่าตื่นตะลึงก็ปรากฏขึ้น!

    เหล่าศิษย์แห่งสำนักศึกษาซงซาน...นับร้อยชีวิต...ได้พากันมายืนเรียงรายอยู่สองข้างทางเดินอย่างเงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดคุยจอแจ ไม่มีสายตาดูแคลนหรือกังขาอีกต่อไป...มีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงและความนับถืออย่างแท้จริง

    และเมื่อเซี่ยหยางก้าวเดินผ่าน...

    พรึ่บ!

    ศิษย์ทั้งหมด...ต่างประสานมือขึ้นคารวะเขาอย่างพร้อมเพรียง! เสียงแขนเสื้อที่เสียดสีกันนั้นดังราวกับเสียงคลื่นลมที่ซัดสาดเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง มันคือการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด...ที่มอบให้แก่อัจฉริยะผู้เป็นตำนานคนใหม่ของพวกเขา!

    เซี่ยหยางหยุดชะงักไปชั่วครู่...ก่อนจะโค้งคำนับตอบทุกคน...แล้วจึงก้าวขึ้นรถม้าไป

    ประตูรถม้าถูกปิดลง...เสียงจากโลกภายนอกพลันเงียบหายไป...เหลือเพียงความเงียบสงบภายใน

    “ออกรถ!”

    เสียงแส้ที่ฟาดลงไปในอากาศดัง “เฟี้ยว!” ตามมาด้วยสัมผัสของตัวรถที่กระตุกไปข้างหน้าอย่างแรง รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกจากเขาซงซาน มุ่งหน้าสู่หนทางอันยาวไกล

    เซี่ยหยางเปิดม่านหน้าต่างออกไป...ทอดสายตามองภาพทิวเขาสีเขียวมรกตที่ค่อยๆ ลับสายตาไปเป็นครั้งสุดท้าย...ภาพของประตูสำนักศึกษาที่เล็กลง...เล็กลง...จนกลายเป็นเพียงจุดหนึ่ง...แล้วหายลับไป

    เขานั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน...ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยม่านหน้าต่างลง...

    เมื่อเขาหันกลับมา...แววตาของเขาก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว...

    ความสงบนิ่งและผ่อนคลายของบัณฑิตผู้เป็นที่รักของขุนเขาได้เลือนหายไป...ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่เฉียบคม...เย็นชา...และเต็มไปด้วยประกายแห่งการวางแผนอันลึกซึ้ง...แสงที่สาดเข้ามาในรถม้าดูราวกับจะสลัวลง...ขับเน้นให้เงาบนใบหน้าของเขาดูคมชัดและน่าเกรงขามยิ่งขึ้น

    เสียงล้อรถที่บดขยี้ไปบนพื้นดิน และเสียงกีบม้าที่ควบตะบึงไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง...คือจังหวะกลองศึกที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

    ‘ซงซาน...คือที่ฝึกฝนปีกให้แข็งกล้า...’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้ครุ่นคิดในใจ ‘...แต่เมืองหลวง...คือสมรภูมิที่แท้จริงของพญาหงส์’

    คล้ายกับเรื่องสะท้อนภพลิขิตรักข้ามกาล ที่คุณอ่าน