ดาราจักรนิรันดร์กาล

    ตอนที่31 กว้านซื้อมาให้หมด

    สิบสองวันต่อมาไป๋ชิงอวิ๋นและพรรคพวกก็มาถึงทางเข้าประตูเมืองจินหยางฝั่งทิศตะวันตก

     

    "อ่าา...ในที่สุดก็มาถึงเมืองสักที" หยางเฉินบิดกายอย่างเมื่อยขบ เขาเปิดผ้าม่านตรงหน้าต่างด้านข้างรถม้าออก จากนั้นก็ชะโงกศีรษะออกไปมองกำแพงเมืองที่สูงใหญ่

     

    "ในที่สุดข้าก็ไม่ต้องฟังเจ้าบ่นสักที อ่าา..เมื่อยหูจะแย่" มู่ปิงเฟิงบิดกายอย่างขี้เกียจ รู้จักกับหยางเฉินมาสิบกว่าปีเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นคนขี้บ่น ช่วงที่พวกเขาได้รับความลำบากด้วยกันหยางเฉินเป็นคนที่มีร่างกายอ่อนแอและเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่เขาได้รับเคล็ดวิชาเทพหยินหยางร่างกายของเขาก็กลับมาแข็งแรงแต่ดันเป็นคนขี้บ่นซะอย่างนั้น

     

    เทียบกันแล้วกู่หวงจากที่เป็นคนร่าเริงก็กลายเป็นมีท่าทีเคร่งขรึมพูดน้อย ตั้งแต่ที่พวกเขาสามารถฝึกฝนพลังยุทธ์ได้ ก็ดูเหมือนว่านิสัยแท้จริงของพวกเขาก็ได้ถูกเปิดเผยออกมาด้วย

     

    ตลอดช่วงการเดินทางกลับเมืองทุกคนฝึกฝนกันอย่างหนัก และในที่สุดพวกเขาก็สามารถปกปิดรูปธรรมของเคล็ดวิชาฝึกฝนได้สำเร็จ ทักษะบทบังสวรรค์เป็นทักษะที่ร้ายกาจมากจริงๆ ในตอนที่พวกเขาโคจรพลังลมปราณกระแสพลังในอากาศแทบจะไม่กระเพื่อมเลย ทุกอย่างล้วนแต่ดูเป็นธรรมชาติและไม่เอิกเกริก

     

    คนที่ฝึกฝนสำเร็จเป็นคนแรกก็คือไป๋ชิงอวิ๋น และเป็นคนที่สามารถฝึกได้สำเร็จตั้งแต่วันแรก ด้วยพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งและสติปัญญาในการวิเคราะห์และตีความ ทำให้ไป๋ชิงอวิ๋นคืบหน้าในทักษะบทบังสวรรค์อย่างรวดเร็ว

     

    และคนที่ฝึกฝนสำเร็จเป็นคนที่สองก็คือกู่หวง เขาฝึกฝนสำเร็จได้ในวันที่หก ด้วยท่าทางที่เคร่งขรึมและอารมณ์ที่ไม่หวั่นไหวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เขาจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง นอกจากกินกับนอนและขับรถม้าเขาก็ฝึกฝนตนเองทุกวันอย่างหนัก ตอนนี้เขาก้าวเข้าสู่ระดับหลอมกายาขั้นที่สามแล้ว

     

    ส่วนหยางเฉินคือคนที่ฝึกฝนสำเร็จเป็นคนที่สาม ด้วยความขยันหมั่นเพียรทำให้เขาฝึกฝนสำเร็จได้ในวันที่เจ็ดยามเช้า ด้วยความทุ่มเทที่มีต่อการฝึกฝนในที่สุดหยางเฉินก็สามารถบรรลุระดับหลอมกายาขั้นที่สามตามหลังกู่หวงมาติดๆ

     

    มาถึงคนสุดท้ายมู่ปิงเฟิงเขาฝึกฝนได้สำเร็จในช่วงค่ำของวันที่เจ็ด ถึงจะตามหลังสหายช้าไปหน่อยแต่สุดท้ายเขาก็ตามมาทัน และสามารถบรรลุระดับหลอมกายาขั้นที่สามได้อย่างไม่มีปัญหา

     

    ทั้งสามคนฝึกฝนและก้าวหน้าได้เร็วมาก มีเพียงไป๋ชิงอวิ๋นที่พลังยุทธ์ยังหยุดอยู่ที่ระดับหลอมกายาขั้นที่ห้า ตลอดระยะเวลาสิบสองวันที่ผ่านมาไป๋ชิงอวิ๋นก็ฝึกฝนอย่างหนักเช่นเดียวกันจนแทบจะไม่มีเวลาหยุดพักเลย แต่ระดับขั้นของพลังกลับไม่เลื่อนขั้นเลยแม้แต่น้อย ไป๋ชิงอวิ๋นรู้สึกว่าร่างกายของเขาต้องการพลังลมปราณที่บริสุทธิ์ในปริมาณมหาศาลมาหล่อเลี้ยง

     

    ลมปราณที่มีอยู่ในฟ้าดินของโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าจะมีปราณเซียนไหลเวียนอยู่ แต่มันก็ช่างเบาบางจนแทบจะจับต้องไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากอยากฝึกฝนได้เร็วขึ้นก็จำเป็นต้องมีทรัพยากร ซึ่งก็คือโอสถหรือเม็ดยาที่สามารถช่วยในการฝึกฝน แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ล้ำค่ามากเกินไป คนทั่วไปไม่สามารถมีไว้ในครอบครองได้

     

    สำหรับคนของตระกูลใหญ่ก็มีแค่อัจฉริยะในตระกูลเพียงไม่กี่คนที่สามารถได้รับโอสถหรือเม็ดยาในการฝึกฝน โดยส่วนใหญ่แล้วจะได้รับหินลมปราณในการฝึกฝน ดีขึ้นมาหน่อยก็เป็นหินเซียน แต่หินเทพที่เป็นขั้นสูงสุดของหินที่ดูดซับพลังฟ้าดินเอาไว้กลับไม่เคยปรากฏขึ้นบนโลกใบนี้เลย

     

    หลายคนรู้ถึงการมีอยู่ของมันแต่กลับไม่เคยได้เห็น เคยได้ฟังเพียงแค่ในตำนานเท่านั้น ว่ากันว่าในยุคสมัยรุ่งเรืองหินเทพมีอยู่อย่างมากมายมหาศาล จอมยุทธ์ที่สามารถฝึกฝนได้จนถึงระดับจักรพรรดิก็มีมากมายดั่งหมู่ดาวบนท้องฟ้า ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ระดับจักรพรรดิคือขั้นสูงสุด ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดทะลวงสู่ระดับจักรพรรดิเซียนได้เลยแม้แต่คนเดียว

     

    ว่ากันว่าหากมีหินเทพโอสถและเม็ดยาก็ไม่จำเป็น แต่ในยุคสมัยปัจจุบันที่ทรัพยากรขาดแคลน และโลกใบนี้ที่มีพลังปราณเซียนร่อยหรอก็คือยุคตกต่ำของจอมยุทธ์ในยุคนี้ เพราะฉะนั้นโอสถและเม็ดยาจึงถือเป็นของล้ำค่าอย่างมากมายมหาศาล

     

    "ข้าว่าเจ้าเองก็พูดมากไม่แพ้กันนะปิงเฟิง ตลอดทางที่ผ่านมาเจ้าก็คุยตอบโต้กับหยางเฉินมาตลอดทาง ทุกครั้งที่ล้อรถม้าตกลงไปในหลุม ข้ายังเห็นเจ้าร้องโอดครวญเพราะเผลอกัดลิ้นตัวเองอยู่เลย"

     

    "กู่หวงข้าว่าที่เจ้าพูดมันก็เกินไปหน่อยนะ มันไม่ทุกครั้งสักหน่อย อย่างน้อยก็มีสองสามครั้งที่ข้าไม่ได้เผลอกัดลิ้นตัวเองตอนพวกเราคุยกัน"

     

    "นั่นสิ จะว่าไปแล้วเหตุใดเจ้าถึงได้เคร่งขรึมถึงขนาดนั้นล่ะ ที่ผ่านมาเจ้าออกจะเป็นคนร่าเริง เหตุใดสิบกว่าวันมานี้ถึงไม่พูดไม่จา" หยางเฉินถามขึ้น

     

    "มีเรื่องติดค้างทำให้จิตใจไม่สงบ ในตอนนี้ฝึกฝนพลังยุทธ์ได้แล้ว แน่นอนว่าข้ากำลังคิดหาวิธีเรียกคืนศักดิ์ศรีของตัวเองกลับมา ที่ผ่านมาถูกคนในตระกูลเหยียดหยามมาโดยตลอดทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ในตอนนี้แข็งแกร่งขึ้นมาแล้ว ข้าก็อยากท้าประลองกับพวกเขาดูสักตั้ง" กู่หวงดวงตาเป็นประกาย จิตใจฮึกเหิม หากเป็นไปได้เขาอยากจะกลับไปที่ตระกูลกู่ และถ้าสู้กับทุกคนในตระกูลที่เคยดูถูกและเหยียดหยามเขา แต่เขาก็รู้จักตนเองดีว่าตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลา

     

    เพราะระดับพลังที่แตกต่างกันมากเกินไป ต่อให้พยายามหรือทุ่มเทสุดชีวิตเขาก็ไม่มีทางชนะได้ แต่ถ้าหากรอให้พลังแข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้ ก็ไม่แน่ว่าเขาจะโค่นล้มทุกคนไม่ได้

     

    "เรื่องความอัปยศในตระกูลทุกคนก็เจอกันมากับตัว แน่นอนว่าต้องมีความคับข้องใจ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งวู่วามรอลงมือในงานประลองห้าตระกูล พอถึงตอนนั้นข้าอยากเห็นสีหน้าของคนที่เคยดูถูกพวกเราจริงๆ ข้าอยากรู้ว่าสีหน้าของพวกเขาจะเป็นยังไง จะตกใจหรือหวาดผวากันแน่นะ แต่ไม่ว่าจะอย่างไหนข้าก็รู้สึกสะใจทั้งนั้น" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม เขาห้ามปรามไม่ให้สหายของเขาวู่วามขณะเดียวกันก็รู้สึกเฝ้ารอคอยถึงงานประลองห้าตระกูล

     

    "ว่าแต่ต่อให้พวกเราเร่งฝึกฝนก็คงไม่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับก่อกำเนิดได้ในช่วงเวลาสั้นๆเป็นแน่ พวกเราขาดทรัพยากรในการฝึกฝน ข้าเพิ่งสำนึกได้ว่าการสร้างจอมยุทธ์ระดับสูงคนหนึ่ง จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมากขนาดไหน" กู่หวงส่ายศีรษะไปมา ตอนนี้พวกเขาไร้ทรัพยากรในการฝึกฝนการจะก้าวหน้าในเส้นทางของจอมยุทธ์ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย

     

    อีกอย่างตระกูลของพวกเขาก็มองว่าพวกเขาเป็นขยะ ตลอดมาทรัพยากรฝึกฝนไม่เคยตกถึงมือของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย พูดไปแล้วก็เป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะถึงแม้จะมีความพยายามแต่ก็จนใจที่ไร้กำลัง

     

    "จะหดหู่กันไปทำไม" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวขึ้น "มีข้าอยู่ทั้งคนทรัพยากรฝึกฝนล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย อีกเจ็ดวันให้หลังจะมีการประมูลใหญ่ในเมืองจินหยาง ข้าว่าพวกเราก็เข้าร่วมงานประมูลกันดีกว่า"

     

    "เข้าร่วมงานประมูล พวกเราเข้าร่วมได้ด้วยหรือ" หยางเฉินถามขึ้น

     

    "นั่นสิ งานประมูลใหญ่แห่งเมืองจินหยางมีแต่พวกผู้ลากมากดีและคนใหญ่คนโตในเมืองจินหยางที่เข้าร่วมได้ ส่วนพวกเราถึงแม้จะเป็นคนของห้าตระกูลใหญ่ แต่ก็เป็นเพียงขยะที่ไม่ได้รับการเหลียวแล มีสิทธิ์เข้าร่วมการประมูลครั้งนี้ด้วยหรือ" กู่หวงเองก็ถามขึ้นอย่างสงสัย

     

    "เรื่องนี้คงต้องให้เจ้าช่วยปิงเฟิง" ไป๋ชิงอวิ๋นมองไปทางมู่ปิงเฟิง ดวงตาของเขามีเลศนัยแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์

     

    "ข้าช่วยได้หรือ?" มู่ปิงเฟิงมีสีหน้างงงวย เขาชี้นิ้วหันเข้าหาตัวเองและจ้องมองสหายของเขาด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ

     

    "ช่วยได้แน่นอนอยู่แล้ว เพราะในหมู่พวกเราเจ้าเป็นเพียงคนเดียวที่มีเงิน หากเจ้ายินดีช่วยล่ะก็ผลกำไรที่ได้ข้ายินดีแบ่งให้พวกเราเท่าๆกัน" ไป๋ชิงอวิ๋นใบหน้าประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม สายตาของเขาเจ้าเล่ห์อย่างถึงที่สุด

     

    "เอ่อ..หากช่วยได้ข้าก็ยินดีช่วยอยู่แล้ว ว่าแต่จะให้ข้าช่วยยังไง" มู่ปิงเฟิงรู้สึกไม่ค่อยดีเมื่อเห็นสายตาของไป๋ชิงอวิ๋น เขารู้สึกว่าหลังจากนี้ต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่ๆ

     

    "ช่วงนี้ข้าศึกษาวิธีหลอมโอสถ และในวิธีมากมายที่มีอยู่นับพันหมื่น ข้าได้ทำความเข้าใจและตกผลึกหนึ่งในวิธีการเหล่านั้น ตอนนี้ข้าพอมีความมั่นใจในการหลอมโอสถอยู่บ้าง ขาดเพียงแค่ประสบการณ์ที่ลงมือทำจริง เพราะฉะนั้นจึงอยากรบกวนเจ้าช่วยไปซื้อวัตถุดิบมาให้ข้าหน่อย"

     

    อึก!

     

    มู่ปิงเฟิงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ "ที่แท้ช่วงนี้ที่เจ้านั่งหลับมาตลอดทาง ไม่ใช่แค่เจ้านั่งงีบ แต่ที่หลับตาเป็นเพราะศึกษาทักษะหลอมโอสถอยู่อย่างนั้นหรือ"

     

    "ใช่ พวกเจ้าคงไม่ได้คิดว่าข้านั่งหลับมาตลอดทางเฉยๆหรอกนะ" ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองสหายของเขาด้วยความเอือมระอา

     

    สหายทั้งสามของเขามีสีหน้ากระเรี่ยกระราด ทั้งสามคนหันมองหน้ากันจากนั้นก็หัวเราะแห้งๆออกมา ไป๋ชิงอวิ๋นนวดขมับของตัวเองด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ เจ้าพวกนี้มองคนที่เปลือกนอกจริงๆ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปในอนาคตพวกเขาคงลำบากแน่ๆ

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นมือออกไปกลางอากาศเหมือนคว้าหยิบอะไรบางอย่าง กระดาษแผ่นหนึ่งก็ลอยออกมาจากในมือของเขาและปลิวไปตกอยู่ในมือของมู่ปิงเฟิง

     

    "ซื้อรายการที่อยู่ในนั้นมาทั้งหมด อย่าให้ตกหล่นไปแม้แต่อันเดียว"

     

    มู่ปิงเฟิงจ้องมองสิ่งที่เขียนอยู่บนกระดาษ กู่หวงและหยางเฉินก็ยื่นหน้ากันสลอนเข้ามาดู เมื่อเห็นสิ่งที่เขียนอยู่ในกระดาษพวกเขาทั้งสามคนก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน หญ้าหมอกน้ำค้าง แก่นแท้สัตว์อสูรระดับก่อกำเนิด ไขกระดูกสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิด และสมุนไพรเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง

     

    มู่ปิงเฟิงมองดูรายการแรกบนกระดาษ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น หญ้าหมอกน้ำค้างสิ่งนี้เป็นพืชที่หาได้ทั่วไป หลักๆแล้วก็คือเอาไว้ไล่ยุง ไป๋ชิงอวิ๋นต้องการเอามันมาทำอะไรกันแน่

     

    "นี่ชิงอวิ๋น หญ้าหมอกน้ำค้าง สิ่งนี้เจ้าไม่ได้เขียนผิดใช่หรือไม่" มู่ปิงเฟิงถามด้วยสีหน้าจริงจัง

     

    "บนโลกนี้มีของดีอีกมากที่คนอื่นไม่รู้วิธีใช้งาน หญ้าหมอกน้ำค้างคนส่วนใหญ่รู้จักแต่เอาไว้ใช้ไล่ยุง แต่อันที่จริงแล้วถ้าหลอมหญ้าหมอกน้ำค้างกับหญ้าทะเลหมอกม่วงเข้าด้วยกัน มันจะเกิดปฏิกิริยาช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกในร่างกายทำให้รากฐานของจอมยุทธ์มั่นคงขึ้น นี่คือสมุนไพรล้ำค่าที่คนส่วนมากไม่รู้ จำเอาไว้เจ้าต้องซื้อมันมาทั้งหมดถ้าเป็นไปได้ก็กว้านซื้อมันมาทั้งเมืองเลย" ไป๋ชิงอวิ๋นสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงของเขาจริงจังเป็นอย่างมาก

     

    "เช่นนั้นก็เข้าเมืองกันเถอะ พวกเราจะได้รีบไปซื้อของสักที"

     

    ทั้งสี่นั่งรถม้าที่ถูกลากด้วยแม่วัวเข้าเมืองไปด้วยความราบรื่น ตอนนี้เมืองจินหยางได้ยกเลิกกฎอัยการศึกไปแล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าออกเมืองจึงทำได้อย่างอิสระ ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาผาเทียมเมฆต้องสั่นสะเทือนเพราะจอมยุทธ์ลึกลับท่านหนึ่ง เมืองจินหยางเองก็ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายนี้ไปด้วย แต่เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนในที่สุดก็กลับมาสงบอีกครั้ง เพียงแต่ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงตัวตนของจอมยุทธ์ปริศนาคนนั้น

     

     

     

    -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    หินลมปราณ

            -ต่ำ (หินลมปราณระดับต่ำ 1,000 ก้อน = หินลมปราณระดับกลาง 1 ก้อง)

            -กลาง (หินลมปราณระดับกลาง 1,000 ก้อน = หินลังลมปราณระดับสูง 1 ก้อน)

            -สูง (หินลมปราณระดับสูง 1,000 ก้อน = หินเซียนระดับต่ำ 1ก้อน)

    หินเซียน

            -ต่ำ (หินเซียนระดับต่ำ 1,000 ก้อน = หินเซียนระดับกลาง 1 ก้อน)

            -กลาง (หินเซียนระดับกลาง 1,000 ก้อน = หินเซียนระดับสูง 1 ก้อน)

            -สูง (หินเซียนระดับสูง 1,000 ก้อน = หินเทพระดับต่ำ 1 ก้อน)

    หินเทพ

            -ต่ำ (หินเทพระดับต่ำ 1,000 ก้อน = หินเทพระดับกลาง 1 ก้อน)

            -กลาง (หินเทพระดับกลาง 1,000 ก้อน = หินเทพระดับสูง 1 ก้อน)

            -สูง (หินเทพระดับสูงอยู่บนจุดสูงสุด)

     

     

    คล้ายกับเรื่องดาราจักรนิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน