เมื่อได้เห็นความเดือดดาลของผู้เป็บิดา หลิงจีไม่รอช้ารีบเอ่ยปากห้ามปรามในทันที
“ท่านพ่อใจเย็นๆก่อน พวกเราต้องแก้แค้นแน่แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้”
ได้ยินเสียงของบุตรี หลิงหยวนก็สงบลงโดยฉับพลัน ก่อนจะหันไปขอโทษเย่ชิงหยางและสวีหนิงที่เขาทำกิริยาเสียมารยาท
“ไม่เป็ไรๆ ความรู้สึกของประมุขหลิงพวกเราเข้าใจดี ถ้าหากคนที่โดนเป็ซีเอ่อร์พวกเราก็คงจะโกรธจนอยากจะเปิดาเช่นกัน” เป็เย่ชิงหยางเอ่ยปากกล่าวออกมา
“ขอบคุณพวกท่านที่เข้าใจข้า” หลิงหยวนเริ่มรู้สึกถูกชะตากับตระกูลเย่มากขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ได้พูดคุยกันมาสักระยะ
แต่ต่อมาไม่นานนัก! สวีหนิงก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้จึงหันไปหาหลิงจีแล้วเอ่ยถาม “สาวน้อยหลิงจี เ้าเล่าว่าถูกพิษสลายปราณไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดตบะของเ้าพุ่งพรวดพราดอย่างน่าประหลาดเช่นนี้?”
“นั่นสิๆ พ่อเองก็อยากรู้เหมือนกัน?” หลิงหยวนกล่าวเสริมด้วยสงสัย
“เอ่อ......ทั้งหมดเป็เพราะคุณชายเย่มอบโอสถถอนพิษรวมไปถึงโอสถฟื้นฟูเส้นลมปราณให้กับข้าเ้าค่ะ ส่วนที่ตบะพุ่งพรวดขนาดนี้ก็มาจากสรรพคุณที่ยังหลงเหลืออยู่ของโอสถเ่าั้” นางตอบคำถามอย่างไม่ปิดบัง ถึงอย่างไรที่นั่งฟังกันอยู่ก็ล้วนเป็บิดาของนางและครอบครัวของเย่หยุนซี
“หืม! เป็ไปได้อย่างไรที่เด็กคนนั้นจะมีโอสถมหัศจรรย์เช่นนี้?”เย่ชิงหยางคิ้วขมวดเป็ปมในทันที
“ไม่หรอกๆ สามี ท่านอย่าลืมสิว่าลูกชายของเราเป็ศิษย์ของใคร” สวีหนิงยิ้มบางพลางกล่าวอย่างมั่นใจ
“โอ้ ใช่ บางทีท่านผู้าุโอาจจะมอบโอสถเ่าั้ให้ซีเอ่อร์ของพวกเรา” เย่ชิงหยางกล่าวโดยไร้ข้อกังขา ถ้าหากเย่หยุนซีได้โอสถมหัศจรรย์นี้มาจากเซียนกระบี่เมามายมันก็ย่อมไม่ใช่เื่ที่น่าแปลกใจเลยสักนิด
“สรุปก็คือบุตรชายของพวกท่านยอมสละโอสถมหัศจรรย์ล้ำค่าเพื่อช่วยชีวิตของจีเอ่อร์ซินะ” หลิงหยวนเอ่ยปากกล่าวออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
โอสถสองชนิดนี้! ไม่เพียงแต่ช่วยบุตรสาวของเขาเอาไว้ แต่กลับมอบโชควาสนาครั้งใหญ่ให้กับนางอีกด้วย หลิงหยวนจึงคาดเดาได้เลยว่ามันต้องเป็‘โอสถระดับเซียน’ในตำนานที่ประเมินค่าไม่ได้อย่างแน่นอน
‘เห้อ หนี้บุญคุณก้อนนี้ช่างใหญ่หลวงยิ่งนัก’
“เอาล่ะๆนี่ก็ดึกมากแล้ว เชิญประมุขหลิงไปพักที่ห้องรับรองก่อนดีกว่า” หลังจากพูดคุยกันมาเป็เวลานาน เย่ชิงหยางรีบสั่งการให้พ่อบ้านเหวินพาทั้งสองพ่อลูกหลิงหยวนและหลิงจีไปพักผ่อนโดยไม่รอช้า
ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองก็เดินตามพ่อบ้านเหวินไปอย่างว่าง่าย ทำให้ในห้องทำงานเหลือเพียงเย่ชิงหยางและภรรยา
“ที่รัก เ้าเองก็ไปพักผ่อนก่อนเถอะนะ เดี๋ยวข้าจะไปจัดทัพเตรียมเดินทาง” ผู้เป็สามีหันไปกล่าวอย่างอ่อนโยนกับโฉมสะคราญ
“ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะรอท่านอยู่ในห้องนอนนะ สามี” พูดจบ! สวีหนิงพลันยกยิ้มอย่างมีเสน่ห์ ก่อนจะเดินกลับห้องของตนเอง ส่วนแม่ทัพประจิมเย่ชิงหยางก็แยกย้ายไปจัดทัพตามที่เขาบอกกล่าวกับภรรยา
ตัดกลับมาทางฝั่งของเย่หยุนซี! หลังจากที่แยกตัวออกมาจากครอบครัวั้แ่ตอนกลางวัน บัดนี้เขากำลังทุ่มเทพลังสมาธิทั้งหมดไปกับการศึกษาทักษะค่ายกลครอบจักรวาลและไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยสักนิด
จนกระทั่งเวลาผ่านไปสามวัน ในที่สุดเขาก็บรรลุขั้นที่้า
“ยินดีด้วยที่บรรลุระดับกลายเป็ผู้ใช้ค่ายกลระดับ 3 รางวัลอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 อย่าง”
“รางวัลบรรลุผู้ใช้ค่ายกลระดับ 1 ธงค่ายกลหยินหยาง 1 ชุด”
“รางวัลบรรลุผู้ใช้ค่ายกลระดับ 2 มิติเก็บของไร้ขีดจำกัด”
“รางวัลบรรลุผู้ใช้ค่ายกลระดับ 3 ทักษะบ่มเพาะท่วงทำนองศักดิ์สิทธิ์ ระดับเซียน ทักษะคลื่นเสียงขัดเกลาจิต ระดับเซียน ทักษะท่วงทำนองมายา ระดับเซียน” เสียงของเทพธิดาเซียนเหยาดังขึ้นในรอบสามวัน
เย่หยุนซีเมื่อได้ยินคำกล่าวรายงานของรางวัล ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความอารมณ์ดียิ่ง เพราะไม่ว่าสมบัติชิ้นไหนก็ดูจะล้ำค่าไปเสียทุกอย่าง
“ธงค่ายกลหยินหยางคือสิ่งที่จำเป็มากในการใช้ค่ายกลทุกๆอย่าง ส่วนทักษะล้ำค่าที่เอาไว้สำหรับการต่อรองก็ได้มาอย่างครบครัน”
“เอ่อ.....ว่าแต่ท่านเทพธิดา มิติเก็บของไร้ขีดจำกัดมันใช่ยังไงหรือขอรับ”เด็กหนุ่มเอ่ยถาม
“แค่เ้าคิดจะใช้มัน มิติเก็บของก็จะเปิดขึ้นที่ด้านหน้าของเ้าในทันที......แต่จงจำเอาไว้ให้ดี ถึงแม้มันจะเก็บของได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่กลับใส่สิ่งมีชีวิตเข้าไปไม่ได้”
เย่หยุนซีพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะแหวนมิติที่เซียนกระบี่เมามายผู้เป็อาจารย์ให้เขามาก็เก็บสิ่งมีชีวิตไม่ได้เช่นเดียวกัน
“อ่า นี่ก็สามวันแล้ว สมควรที่ข้าจะต้องออกไปเจรจากับประมุขหลิงเสียที หวังว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะรั้งให้เขาอยู่ที่จวนได้” เย่หยุนซีลุกขึ้นอย่างฉับไว จากนั้นเดินพลางบิดี้เีออกไปจากห้องพักในทันที โดยจุดหมายปลายทางอยู่ที่ห้องทำงานของบิดา
ซึ่งเมื่อเด็กหนุ่มมาถึง ก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะนั่งรอเขาอย่างพร้อมหน้าอยู่ก่อนแล้ว
“ซีเอ่อร์ มัวยืนอยู่ทำไม รีบเข้ามาคาราวะท่านประมุขหลิงเร็วเข้า” เป็สวีหนิงที่เอ่ยปากกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเฉกเช่นที่ได้ยินทุกวัน
เย่หยุนซียกยิ้มบาง หลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปผสานมือคาราวะประมุขหลิงแห่งนิกายท่วงทำนอง์อย่างนอบน้อมโดยไม่ลังเลใจ
“ฮ่าๆๆไม่ต้องมากพิธีไปหลายชาย มาเถอะๆ พวกเรามานั่งคุยกันดีกว่า” หลิงหยวนรับการคาราวะพลางกล่าวอย่างเป็กันเองยิ่ง
“ขอบคุณท่านประมุขหลิง” เย่หยุนซีถอยร่นไปนั่งข้างๆมารดา
“หลานชาย อาต้องขอขอบคุณเ้ามากที่สละโอสถมหัศจรรย์เพื่อช่วยจีเอ่อร์เอาไว้” หลิงหยวนกล่าวขอบคุณโดยไม่คิดรอช้า
“นั่นเป็เื่ใหญ่อะไรหรอกขอรับ แค่คนปลอดภัยก็พอแล้ว” เย่หยุนซีส่ายศีรษะพลางกล่าว ซึ่งคำพูดนี้ของเขามันเหมือนจะไปกระตุ้นต่อมเขินอายของหลิงจีเข้าอย่างจัง
แต่ทว่าทันใดนั้น เขาก็หันไปทางผู้เป็บิดามารดาแล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอพูดคุยกับท่านประมุขหลิงตามลำพังสักพักนะขอรับ”
เย่ชิงหยางและสวีหนิงเมื่อได้ยินก็พลันพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปพร้อมกับหลิงจี ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของประมุขหลิง
“หลานชาย เ้ามีอะไรจะพูดกับข้างั้นหรือ?” หลิงหยวนเอ่ยถาม
ใบหน้าของเย่หยุนซีกลับลายเป็จริงจัง “ท่านประมุขหลิง ข้าอยากเจรจา”