มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 52 ยักษ์ปริศนาวิรุฬกัณฐ์

    ตอนที่52 ยักษ์ปริศนาวิรุฬกัณฐ์

     

    หกชั่วโมงผ่านไป.......

     

    บู้มมมมมมมมมมมมม!!!

     

    อ้า!!!ตุบ!!!

     

    ลูกกล้วย!

     

    หลานตา!!

     

    นายท่าน!!!

     

    หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นนี่ก็ผ่านมาหกชั่วโมงแล้ว และตอนนี้ก็มืดแล้วด้วย ซึ่งนั่นทำให้ทุกคนที่อยู่รอบๆรู้สึกเป็นห่วงกล้วยอย่างมากและที่ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ก็เพราะขมิ้นที่กล้วยช่วยไว้ได้สติกลับคืนมาแล้วพยายามที่จะช่วยกล้วยแต่เธอไม่อาจที่จะทำอะไรได้เธอจึงรีบไปแจ้งพระฤๅษีคงและพระผาให้ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้และพากันมาที่นี่.......

     

    และเมื่อกระบวนการดูดซับคลื่นพลังงานสีแดงจบลงทุกคนก็รีบเข้าไปดูกล้วยในทันที ก่อนที่จะพบว่าเขานั้นแค่สลบไป ไม่ได้มีอันตรายใดๆถึงชีวิต แต่อาการของเขาก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่เพราะทุกคนไม่รู้ว่าจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นบ้างหลังจากที่กล้วยฟื้นคืนสติขึ้นมา.......

     

    “ตอนนี้พาเขาไปพักเสียก่อนเถอะแม่ขมิ้น! พระผา!เอาไว้วันรุ่งพรุ่งนี้ค่อยดูกันว่าจักมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นบ้าง ตอนนี้ข้าจักรีบกลับเตรียมน้ำมนต์และผ้ายันต์อาคมเอาไว้รับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิดก่อนถ้าเกิดอันใดขึ้นจักได้รับมือทัน!”

     

    พระฤๅษีคงยังไม่มั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับกล้วยกันแน่เพราะเขาเองก็ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์แปลกๆ เช่นนี้มาก่อนเหมือนกันดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้คือการเตรียมความพร้อมเอาไว้เพื่อรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิดเท่านั้น.......

     

    เจ้าค่ะท่านพระฤๅษีคง!

     

    เข้าใจแล้วท่านฤๅษีคง!

     

    ส่วนพระผาและขมิ้นก็ไม่ได้ถามอะไรมากนักทั้งคู่รับฟังคำของพระฤๅษีคงก่อนที่จะพากล้วยกลับเขาหมู่บ้านและนำตัวไปพักยังกุฏิของพระผาก่อนส่วนขมิ้นก็เฝ้ารออยู่ข้างนอกกับสีดาและนารีด้วยความเป็นห่วงและกังวลใจ........

     

    ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นกับกล้วยในวันนี้นั้นยังไม่มีใครรู้เรื่องเพราะพระฤๅษีคงห้ามเอาไว้ไม่ให้บอกใครเนื่องจากกล้วยว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น.........

     

    ในเช้าวันถัดมาณ ภายในกุฏิพระผา.........

     

    จิ๊บ!จิ๊บ! จิ๊บ!!

     

    อ้า!!!

     

    ปวดหัวจัง.............

     

    ในที่สุดกล้วยก็ฟื้นขึ้นหลังจากที่นอนจนถึงเช้าวันนี้และในตอนที่เขาตื่นขึ้นมานั้น เขารู้สึกปวดและหนักหัวอย่างมากเขารู้สึกราวกับว่าหัวของเขาถูกใครบางคนเอาไม้หน้าสามทุบมาก็ไม่ปาน........

     

    “ได้สติแล้วรึลูกพ่อ!”

     

    อ๊ะ!!

     

    พระท่านพ่อ!!

     

    เมื่อกล้วยได้ยินเสียงพูดที่คุ้นหูดวงตาของเขาก็ค่อยๆ ลืมจนสุดและเห็นว่าคนที่พูดกับเขานั้นคือพระผาบิดาของเขาเขาจึงรีบพยุงตัวลุกขึ้นเตรียมก้มกราบอย่างเคย ทว่าในตอนนั้นเอง......

     

    อ้า!!

     

    ตุบ!!!

     

    เขากลับล้มลงไปอีกครั้งเพราะความรู้สึกเจ็บที่หัวของเขาและก็ไม่อาจที่จะลุกขึ้นได้อีกนอกจากนอนอยู่อย่างนั้น.......

     

    “ใจเย็นๆ หลานตา! เจ้าพึ่งจะฟื้นตัว อย่าเพิ่งกระทำการอันใดเลยพักผ่อนให้หายเสียก่อนเถิดค่อยลุกขึ้น ตาให้แม่ขมิ้นเตรียมสำรับกับข้าวมาให้แล้วถ้าหลานกินเองมิได้ ก็ให้แม่ขมิ้นป้อนเอา!” พระฤๅษีคงเองก็อยู่ภายในกุฏิด้วยเพราะความเป็นห่วง พระฤๅษีคงจึงมาที่นี่ทันทีหลังจากที่เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้วและเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาจึงเฝ้าดูอาการกล้วยตลอดทั้งคืน......

     

    “นะ......นะ.....นี่หลานเป็น..........อ๊ะ!แล้วพี่สาวขมิ้นมิเป็นอันใดใช่หรือไม่ขอรับ......อ้า!”เมื่อกล้วยได้ยินชื่อของขมิ้น เขาก็พลันนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและถามหาขมิ้นอย่างเป็นห่วง ก่อนที่จะรู้สึกปวดหัวอีกครั้งหนึ่ง.......

     

    “มิต้องเป็นกังวลอันใดลูกพ่อ แม่ขมิ้นสบายดีมีเพียงลูกเท่านั้นที่ได้รับบาดเจ็บ ลูกควรนอนพักเสียให้มากๆแล้วพวกเราค่อยมาพูดคุยกันว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเจ้าก่อนหน้านี้!”พระผาพูดปลอมกล้วยเพื่อให้กล้วยสงบลง ก่อนที่จะพยายามให้กล้วยพักผ่อนให้มากๆ........

     

    อ้า!

     

    “เป็นเยี่ยงนั้นเอง แบบนั้นก็ดีแล้วที่พี่สาวขมิ้นมิเป็นอันใดถ้างั้นลูก..........จ๊อกกกก!!”

     

    อ้า!!

     

    เมื่อกล้วยได้รับรู้ว่าขมิ้นปลอดภัยแล้วท้องของเขาก็พลันส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังซึ่งนั่นเป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าตอนนี้เขากำลังหิวนั่นเองดังนั้นแล้วขมิ้นที่รออยู่ข้างนอกพร้อมกับสำรับข้าวจึงรีบยกเข้ามาให้กล้วยพร้อมทั้งป้อนข้าวให้กล้วยด้วย และเมื่อกล้วยทานอาหารจนหมดแล้วเขาก็นอนพักผ่อนอีกครั้ง.........

     

    “ท่านฤๅษีคง! แท้จริงแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นกลับลูกกล้วยอย่างนั้นหรือ?แล้วไอ้คลื่นพลังสีแดงพวกนั้นมันคือกระไรกัน? ทำไมกลิ่นอายของมันถึงได้เหมือนกับพวกอสูรเลย!?”

     

    หลังจากที่ออกมาจากกุฏิแล้วพระผาก็อดไม่ได้ที่จะถามพระฤๅษีคงอย่างอยากรู้ เพราะเขาคิดว่าพระฤๅษีคงน่าจะมีความรู้เรื่องโลกภายในและพลังงานลึกลับมากกว่าตน......

     

    “เราเองก็มิรู้เช่นกันพระผา พลังงานสีแดงนั่นลึกลับมากกลิ่นอายที่มันปล่อยออกมาก็เหมือนกับพวกอสูรอย่างที่พระผาว่ามาจริงๆแต่มันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามมากกว่านั้น ซึ่งมันทำให้เรานึกถึงพวกยักษ์สายเลือดชนชั้นสูงตนหนึ่งเลย!”

     

    พระฤๅษีคงเองก็ไม่สามารถให้คำตอบได้เช่นกันแต่ที่เขามั่นใจคือกลิ่นอายและความน่าเกรงขามที่คลื่นพลังสีแดงปล่อยออกมานั้นเหมือนกับกลิ่นอายของยักษ์ชนชั้นสูงตนหนึ่งที่เขาเคยพบเลยซึ่งยักษ์ตนนั้นมีเขาที่หัวเขาเดียว แต่เพราะมันสวมใส่ชุดคลุมเอาไว้พระฤๅษีคงจึงเห็นไม่ชัดว่าเขาของมันมีลวดลายหรือไม่เขาจึงไม่อาจที่จะฟันธงได้ว่าแท้จริงแล้วเป็นยักษ์ชนชั้นราชวงศ์หรือยักษ์ชนชั้นราชากันแน่นั่นเอง........

     

    อ้า......

     

    “หวังว่าลูกกล้วยจักมิเป็นอันใด ถ้าเกิดว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับเขาเราก็มิรู้จักมีหน้าไปตอบแม่จันทรที่ล่วงลับไปแล้วได้อย่างไร!”พระผารู้สึกเสียใจมากที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับกล้วยเขารู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องกล้วยเอาไว้ได้.......

     

    “ท่านอย่างได้คิดหนักเลยพระผา ทุกคนย่อมมีกรรมและมีเวรเป็นของตนเองไม่มีใครหนีพ้นชะตากรรมหรือวัฏจักรของชีวิตไปได้ ดังนั้นแล้วอะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด!” พระฤๅษีคงรู้ว่าพระผาเป็นห่วงกล้วยแค่ไหนแต่ทุกคนย่อมมีชะตาชีวิตและเส้นทางของตัวเองพ่อแม่ไม่อาจไปกำหนดชะตาชีวิตของพวกเขาได้ตลอด ดังนั้นแล้วถ้าสิ่งใดจะเกิดมันจะต้องเกิดขึ้นอยู่.......

     

    “เราเข้าใจแล้วท่านฤๅษีคง! เราเดินสู่ทางธรรมแล้ว แต่จิตใจก็ยังมิปล่อยวางเช่นนั้นเราฝากลูกกล้วยด้วย เราขอไปทำสมาธิสงบจิตใจก่อน!”เมื่อพระผาได้คำเตือนสติจากพระฤๅษีคง จิตใจของเขาก็ดีขึ้นไม่ว้าวุ่นและร้อนรนเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว และเพื่อให้ตัวเองสงบมากกว่านี้พระผาจึงขอตัวไปนั่งกรรมฐานภายในโบสถ์ก่อน......

     

    เข้าใจแล้วท่าน!

     

    เมื่อพระผาจากไปแล้วพระฤๅษีคงก็คงหันไปหาขมิ้นแล้วพูดขึ้นว่า.......

     

    “แม่ขมิ้น เอ็งอยู่ดูแลเจ้าหนูกล้วยที่นี่แหละข้าเองจะไปศึกษาตำราเพิ่มเสียหน่อยหากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นก็ให้รีบมาแจ้งข้าเสียทันทีเลยรู้ไหม?!”

     

    “เจ้าค่ะท่านพระฤๅษีคงดิฉันจะรีบไปแจ้งไปทันทีเมื่อนายท่านตื่นหรือมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น!”ขมิ้นพระนมมือและขานรับคำสั่งของพระฤๅษีคงอย่างว่าง่ายและถึงพระฤๅษีคงจะไม่สั่งเธอ เธอก็จะทำหน้าที่นี้อยู่แล้วนั่นเพราะว่ากล้วยยอมเสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยเธอออกมาจากคลื่นพลังสีแดงในตอนนั้นจนตัวเองได้รับบาดเจ็บและไม่รู้อาการที่แน่ชัดอย่างนี้.......

     

    กลับมาที่กล้วยอีกครั้ง........

     

    หลังจากที่เขานอนหลับไปกล้วยก็รู้สึกเหมือนตัวเขาถูกดึงพาไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้หนามที่น่ากลัวและตรงกลางทุ่งดอกไม้หนามนั้นก็มีร่างขนาดใหญ่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เส้นใหญ่จำนวนมากซึ่งบนโซ่แต่ละเส้นนั้นมีอักขระอาคมจารึกไว้ด้วย.......

     

    ครืดดดดดดด!!

     

    “นะ.......นั่นใครน่ะ?! เจ้าเป็นใครกันและเป็นตัวอันใดกัน?!”

     

    กล้วยค่อยๆเปิดปากถามอย่างช้าๆ ด้วยความกล้าๆ กลัวๆ เขาไม่รู้ว่าตัวเขาอยู่ที่ไหนและคนที่โดยล่ามโซ่อยู่เป็นใคร แต่เพื่อให้ได้รู้ เขาจึงได้ถามออกไป......

     

    ครืดดดดดดด!!

     

    ทว่าร่างขนาดใหญ่นี้กลับไม่ยอมตอบสิ่งใดนอกจากขยับตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งหนึ่งการขยับตัวของมันนั้นทำให้เกิดลมแรงจนดอกไม้หนามพวกนี้ปลิวว่อนไปหมดเลย.......

     

    “ไม่ได้ยินที่ข้าถามหรือไง! เจ้าเป็นใคร? แล้วที่นี่ที่ไหน?!”

     

    มนุษย์!

     

    “มนุษย์อย่างนั้นรึ? ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!ไม่คิดเลยว่าจักเป็นมนุษย์!”

     

    ในที่สุดเจ้าร่างใหญ่ก็พูดออกมาแต่คำพูดของมันกลับไม่ตรงกับคำถามของกล้วยเลยสักนิดมันพูดราวกับว่ากล้วยไร้ตัวตนไม่ได้อยู่ที่นี่อย่างนั้นแหละ.......

     

    “เจ้าว่าอย่างไรนะ? เจ้าพูดว่ามนุษย์อย่างนั้นเหรอ?แล้วเจ้ามิใช่มนุษย์หรืออย่างไร?” กล้วยไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายพูดและเขาก็ไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปใกล้ด้วยเพราะข้างหน้าเขาเป็นทุ่งดอกไม้หนามที่น่ากลัว และเขาก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครเขาจึงต้องยืนมองอยู่ไกลๆ เท่านั้น......

     

    “แล้วเจ้าคิดว่าใครเป็นตัวอันใดเล่า? เจ้าคิดว่ามีมนุษย์ผู้ใดที่มีร่างกายใหญ่โตเฉกเช่นข้าบ้าง?ถ้าเจ้าคิดให้ดีๆ เจ้าก็จักรู้เองว่าข้าเป็นอะไร!”

     

    อ๊ะ!

     

    พวกยักษ์!

     

    เมื่อได้รับคำตอบในครั้งนี้กล้วยก็เริ่มที่จะตาสว่างมากขึ้นเขาพึ่งคิดได้ว่าจะมีมนุษย์คนไหนบ้างที่มีร่างกายใหญ่โตแบบนี้อยู่บนโลกดังนั้นเมื่อเขาตัดทั้งหมดเกี่ยวกับรูปร่างของสิ่งมีชีวิตที่เขาเคยได้ยินและเคยได้เห็นมาแล้วนั้นตัวเลือกเดียวที่มีความน่าจะเป็นที่สุดก็คือเผ่าพันธุ์ยักษ์นั่นเอง......

     

    “แล้วที่นี่คือที่ใดกัน? ทำไมข้าถึงได้มาอยู่ที่นี่?!”เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นยักษ์แต่กล้วยก็ไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยสักนิด เพราะเขาเห็นว่ายักษ์ตนนี้ถูกล่ามโซ่เอาไว้อย่างแน่นหนาเขาจึงเลือกที่จะถามว่าเขาอยู่ที่ไหนแทน.......

     

    “ที่นี่คือที่ไหนอย่างนั้นรึ? ที่นี่ก็คือในร่างกายของเจ้าอย่างไรละนี่เจ้ามิรู้หรอกรึ?!” ยักษ์ตนนี้ไม่คิดว่ากล้วยจะไม่รู้ว่าที่ๆพวกเขาอยู่นั้นคือภายในร่างกายของกล้วยเอง......

     

    ภายในร่างกายของข้า?!

     

    กล้วยยิ่งงงและไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่เลยเมื่อได้ยินแบบนั้นเพราะเขาไม่เคยได้ยินว่าคนเราสามารถเข้ามาในร่างกายของตัวเองได้มาก่อนแม้แต่พระฤๅษีคงก็ไม่เคยบอกเขาเรื่องนี้........

     

    “เจ้าอย่าได้มาพูดปดข้าเลย ข้ามิเชื่อเจ้าดอกเจ้ายักษ์!” เมื่อกล้วยคิดดูดีๆแล้วเขาก็คิดว่านี่จะต้องเป็นเรื่องที่ยักษ์ตนนี้สร้างขึ้นมาหลอกลวงเขาอย่างแน่นอน.......

     

    ปดเจ้า?

     

    ฮ่าฮ่า ฮ่า!!

     

    “เหตุใดยักษ์ชนชั้นราชาเยี่ยงข้าจักต้องไปพูดปดกับมนุษย์ตัวเล็กๆเยี่ยงเจ้าด้วย? แต่ถ้าเจ้ามิเชื่อสิ่งที่ช้าพูดเจ้าสามารถทดลองดูได้ ลองเอามือมาแตะที่โซ่พวกนี้และออกคำสั่งให้มันปล่อยข้าสิแล้วเจ้าจักได้รู้ว่าสิ่งที่ข้าพูดมานั้นเป็นความจริงหรือไม่!”

     

    น้ำเสียงของยักษ์ตนนี้ดูเจ้าเล่ห์มากมันเห็นว่ากล้วยเป็นเพียงเด็กมันจึงคิดที่จะหลอกกล้วยให้ปลดปล่อยมันโดยใช้ข้ออ้างเรื่องที่กล้วยไม่เชื่อคำพูดของมันมาล่อลวง.......

     

    “ทำแบบนั้นแล้วข้าจะสามารถรู้ความจริงได้จริงๆ งั้นรึ? ฝันไปเถอะไอ้ยักษ์ชั่ว! คิดว่าข้าโง่เขลานักหรือเยี่ยงใดกันข้ามิใช่วัวมิใช่ควายให้เจ้าจูงจมูกเล่นได้ดอกนะถ้าอยากจะหลอกให้ข้าปล่อยเจ้าก็ฝันไปเสียเถอะ ข้ามิมีทางทำเยี่ยงนั้นแน่นอน!”

     

    หากเป็นเด็กคนอื่นๆพวกเขาคงยอมทำตามไปแล้ว แต่สำหรับกล้วยแล้ว เขาเป็นคนที่ฉลาดและมีไหวพริบที่ดีดังนั้นเขาจึงรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ.......

     

    บัดซบ!

     

    “ข้าบอกให้เจ้าทำเจ้าก็ต้องทำ! รีบๆ ปล่อยข้าสิโว้ย!! ไม่งั้นข้า“วิรุฬกัณฐ์” มิมีทางปล่อยเจ้าไปอย่างแน่นอน! ปล่อยข้า! ปล่อยข้าซะ!!”

     

    เมื่อยักษ์ตนนี้เห็นว่ากล้วยไม่ทำตามที่มันต้องการความโกรธและความไม่พอใจก็พลันระเบิดออกมาพร้อมกับน้ำเสียงที่ดุดันและป่าเถื่อนหากว่ามันไม่ได้ถูกล่ามโซ่เอาไว้ มันคงพุ่งเข้ามาจับกล้วยและฉีกกล้วยออกเป็นชิ้นๆแล้วจับกินไปแล้ว แต่เพราะมันถูกจับไว้โดยโซ่อาคมอย่างแน่นหนามันจึงทำได้เพียงแค่ดิ้นไปมาและส่งเสียงขู่คำรามใส่กล้วยเท่านั้น......

     

    อ๊าก!!!อ๊ากกกกก!!

     

    ข้าจะฆ่าเจ้า!!!

     

    ตายซะ!!!

     

    เย้ย!!!!

     

    พึ่บ!!!

     

    แฮะ!แฮะ! แฮะ!

     

    “นี่เราฝันไปอย่างนั้นเหรอ? ไม่!นั่นต้องไม่ใช่ความฝันแน่!”