อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 47 คำสอนของอาจารย์

    บทที่ 47 คำสอนของอาจารย์




    “เมิ่งซีซีเองหรอเนี่ย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” รุ่นพี่ไป๋เปลี่ยนท่าทางของตนเอง จู่ๆเขาก็วางมาดสุขุมราวกับบุรุษหล่อเหลาผู้หนึ่งอย่างไรอย่างนั้น


                


    การแสดงออกที่เขาจงใจทำนี้ส่งผลให้เมิ่งซีซีและซูหยวนได้แต่มองหน้ากัน เพียงแค่สบตาก็เข้าใจความคิดของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องส่งเสียงออกมาเลย




    “ไอ้ทึ่มไป๋ มารบกวนอะไรรุ่นน้องฉันอยู่เนี่ย พวกเราไม่ได้มีเวลาว่างเหมือนกับพวกนายหรอกนะ ไปก่อกวนคนอื่นๆนู้นไป ซูหยวน...ตามฉันมา พวกเราไปกันเถอะ” เมิ่งซีซีรู้สึกขนลุกชัน เธอไม่อยากจะเสียเวลากับพวกโง่เง่าเหล่านี้อีกแล้ว 




    “เฮ้อ เมิ่งซีซี ฉันก็รู้หรอกนะว่าผู้หญิงบ่นหรือด่าแปลว่าผู้หญิงรักน่ะ ถึงอย่างนั้น...เธอก็ต้องต่อแถวหน่อยนะ ฉันมีผู้หญิงมากมายที่กำลังแสดงความรักกับฉันอยู่ ถ้าฉันเบื่อเมื่อไรแล้วจะหันมาหาเธอทีหลังก็แล้วกัน” ไป๋ซานกอดอก ท่าทางดูน่าเกรงขามไม่น้อย




    “ฮู้ว!”




    “รุ่นพี่ไป๋เก่งสุดๆ”




    “รุ่นพี่ไป๋เป็นสุดยอดบุรุษเลย” พวกรุ่นน้องที่อยู่รอบๆส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่ อันซูหยวนอยากจะถามพวกเขากลับจริงๆว่า “สุดยอด” ของพวกเขานี้เป็นการชื่นชมในด้านไหนกันแน่ เพราะตอนนี้เธอยังไม่เห็นคำว่าสุดยอดจากพวกเขาเลย




    “เหอะ! จะเข้าใจยังไงก็ตามใจเถอะ ซูหยวน...” เมิ่งซีซีเหมือนไม่ต้องการจะหายใจอยู่ตรงนี้นานเกินไปเพราะกลัวติดโรคทึ่ม เธอหันมาส่งสัญญาณให้ซูหยวนเพื่อที่จะได้ออกไปจากสถานการณ์นี้เสียที ซึ่งซูหยวนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง


                


    พวกผู้ชายจากสถาบันเพลิงพลองหัวเราะคิกคัก ไป๋ซานยังพูดต่ออีกประโยคเกี่ยวกับการที่เมิ่งซีซีกำลังเขินอายเขาจนต้องรีบเดินหนีไปด้วย ทำเอาซูหยวนรู้สึกขนลุกอย่างช่วยไม่ได้ แถมพวกนักเรียนชั้นปีหนึ่งก็ยังส่งเสียงตามมา พวกเขาพูดถึงเธอที่เป็นนักเรียนปีหนึ่งรุ่นเดียวกัน บอกว่าถ้าเจอกันในอนาคตจะชวนเธอคุยก่อน หรือบางคนก็ยังบอกว่าจะปกป้องเธอถ้าเจอในพื้นที่ล่า ทำเอาซูหยวนอดไม่ได้ที่จะลูบแขนของตัวเองไปมา




    “ตกใจหรือเปล่า” 




    เมิ่งซีซีหัวเราะเบาๆหลังจากที่ออกมาจากสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนนั้นได้แล้ว เธอมองไปยังรุ่นน้อง จำได้ว่าตอนตัวเองถูกล้อมแบบนี้ก็กลัวมากเหมือนกัน ตอนนั้นเธอมาพร้อมกับเพื่อนร่วมห้อง เป็นการทำความรู้จักกันเพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันอย่างสันติ ทั้งกวนหลิวลู่และจางเสวี่ยผิง ขนาดมีกันสามคนถูกล้อมโดยพวกผู้ชายจำนวนมากก็ยังรู้สึกหวาดกลัวได้เลย


               


     ตอนที่เธอได้เห็นอันซูหยวนอยู่ท่ามกลางพวกนักเรียนทึ่มจากสถาบันเพลิงพลอง เธอก็ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ แม้ว่ารุ่นน้องคนนี้จะดูไม่ได้หวาดกลัวพวกเขาก็เถอะ ทว่า...การปล่อยให้ซูหยวนถูกหลอกลวงโดยภาพลักษณ์ดุดันของพวกเขานั้นจะกลายเป็นความอับอายในอนาคตได้อย่างแน่นอน


                


    ก็นะ...เหมือนที่พวกเธอต้องรู้สึกอับอายมาจนถึงตอนนี้อย่างไรล่ะ




    “เจ้าพวกนั้นโตแต่ตัวเท่านั้นแหละ ที่จริงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอก ฉันคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือความทึ่มของพวกเขามากกว่า พวกนักเรียนสถาบันเพลิงพลองนั้นไม่ค่อยได้เจอผู้หญิงบ่อยนัก ที่สถาบันมีแต่ผู้ชาย ในหนึ่งภาคการเรียนจะมีโอกาสออกมาซื้อและเดินเที่ยวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะต้องกลับไปฝึกฝนบนเขาต่อ”




    “พวกเขาเก็บตัวฝึกฝนบนเขาหรอคะ”




    “ใช่ กินอยู่บนเขานู้นเลย ดังนั้นพอได้มาเจอคนก็เลยตื่นเต้นตามประสา ตอนนี้พวกนั้นรู้จักเธอแล้ว ในอนาคตเมื่อได้มีการทำภารกิจร่วมกัน เธอคงจะปวดหัวไม่น้อยเลย”




    “อ่า....” ซูหยวนอ้าปากค้าง เธอรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองโชคไม่ดีเอาเสียเลย ใครจะคิดว่าเธอแค่ออกมาจากสถาบันวันแรก กลับต้องเจอพวกเขาเข้าเสียแล้ว




    “ไม่ต้องคิดว่าตัวเองโชคร้ายหรอก พวกนักเรียนสถาบันเพลิงพลองแทบจะรู้ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเรานั่นแหละ ถ้าพวกนั้นลงจากเขามาเวลานี้ก็แปลว่าพวกนั้นรู้ว่านักเรียนชั้นปีหนึ่งจะต้องออกไปฝึกซ้อมในพื้นที่ล่าจริง 1 สัปดาห์ ดังนั้นช่วงนี้จึงจะต้องออกมาซื้อของเตรียมสำหรับสัปดาห์ฝึกซ้อมนั้น สุดท้ายโอกาสที่จะได้เจอพวกเขาก็มีสูงมาก”




    “นั่น...แอบน่ากลัวไม่ใช่หรอคะ” 




    “ฮ่าๆ จะบอกแบบนั้นก็ได้ ฉันเองก็รู้สึกขยะแขยงพวกเขาอยู่ไม่น้อย แต่...ที่จริงแล้วพวกเขาเป็นคนดีนะ”




    “..........” ซูหยวนมองรุ่นพี่ของตัวเองด้วยสายตาประหลาด




    “เจ้าพวกนั้นไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ในการทำภารกิจเองก็มีหลายครั้งที่ฉันถูกช่วยโดยพวกเขา ถ้าถามถึงความเป็นสุภาพบุรุษ...พวกเขาก็มีกันอยู่ไม่น้อยเลยนะ บางทีอาจจะมีมากกว่านักเรียนของสถาบันพวกเราก็ได้ ฉันเคยได้ยินพวกเขาท่องพวกคำขวัญประจำสถาบัน เป็นอะไรที่น่าขนลุกไม่น้อยเลย แต่มันก็ทำให้พวกผู้หญิงอย่างพวกเราปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ๆกับพวกเขา” เมิ่งซีซีหัวเราะไปด้วยในขณะที่พูดไปด้วย


                


    แม้ว่าเธอจะรำคาญ แต่เธอก็ได้เห็นเสน่ห์ของพวกเขาในหลายๆครั้ง นึกย้อนกลับไปแล้ว ถ้าไม่ใช่พวกทึ่มเหล่านี้ช่วยเหลือเอาไว้ หลายครั้งเธอก็คงจะได้รับบาดเจ็บกลับมาเป็นแน่


                


    ซูหยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเมื่อได้ยินทัศนคติของรุ่นพี่เมิ่ง เพราะเธอยังไม่ได้รู้จักกับพวกเขาด้วยตนเอง จึงไม่คิดจะตัดสินเกี่ยวกับสิ่งที่ยังไม่เห็น 


                


    รุ่นพี่เมิ่งไม่ได้อยู่กับซูหยวนนานนัก หลังจากที่เธอช่วยพาซูหยวนออกจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดใจ เธอก็แยกตัวออกไปเพื่อเตรียมซื้ออุปกรณ์สำหรับการทำภารกิจครั้งต่อไปของตนเองทันที 


                


    กลับไปยังกลุ่มของนักเรียนจากสถาบันเพลิงพลอง หลังจากที่เห็นเมิ่งซีซีพาอันซูหยวนจากไปแล้ว รุ่นพี่ไป๋ซานก็หันไปมองพวกรุ่นน้องของตนเอง ท่าทางของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึงขัง




    “เอาล่ะ เนื่องจากรุ่นน้องอันเป็นรุ่นน้องคนสนิทของพวกเราแล้ว ดูจากลักษณะที่บอบบางของเธอ แค่ถือไม้พลองของพวกเราก็น่าจะทำให้แขนของเธอหักได้ และพวกเราที่เป็นสุภาพบุรุษของมนุษย์ชาติ หน้าที่ของพวกเราก็คือต้องปกป้องเด็กและสตรีที่อ่อนแอ”




    “ดังนั้น...หลังจากนี้รุ่นน้องอันก็คือผู้หญิงบอบบางที่พวกเราจะต้องปกป้องให้ได้ น่าเสียดายที่ฉันจะจบการศึกษาอยู่แล้วจึงไม่สามารถปกป้องรุ่นน้องตลอดไปได้ ทำให้ฉันต้องฝากให้พวกนายดูแลรุ่นน้องอันต่อไป”


               


     ไป๋ซานกล่าวอย่างจริงจัง อาจารย์ได้บอกกับพวกเขาแล้วว่าสิ่งที่จะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งได้ นอกจากความพยายามในการฝึกฝน พรสวรรค์ และทรัพยากรแล้ว อีกอย่างที่สำคัญก็คือเป้าหมาย


                


    ถ้าพวกเขาฝึกฝนกันไปวันๆอย่างไรเป้าหมายย่อมทำให้พัฒนาไปได้ช้ามาก แต่ถ้าพวกเขามีเป้าหมายอย่างชัดเจน เช่นนั้นก็จะทำให้พวกเขาพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเป้าหมายของสถาบันก็คือ “ปกป้องเด็กและสตรี” 


                


    ตอนนี้เขาได้มอบเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ให้พวกรุ่นน้องไปแล้ว รุ่นน้องต่างสถาบันอันซูหยวนก็คือเป้าหมายที่พวกรุ่นน้องจะต้องปกป้องให้ได้ ก่อนหน้านี้เขาเองก็ได้รับมอบหมายหน้าที่มาจากรุ่นพี่เช่นกัน เขาต้องปกป้องสามสาวอย่างเมิ่งซีซี กวนหลิวหลี่ และจางเสวี่ยผิง ซึ่งการที่จะปกป้องสาวๆได้นั้น สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำให้ได้ก่อนก็คือ...จะต้องแข็งแกร่ง แข็งแกร่งให้มากกว่าสามสาวนั้น เพื่อที่ตนเองจะจัดการอุปสรรคที่สามสามจัดการไม่ได้


                


    ยิ่งสามสาวแข็งแกร่งมากขนาดไหน พวกเขาก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นไปให้มากกว่าเป็นสิบเท่า ถ้าไม่อย่างนั้น...หากเจอปัญหา กลายเป็นพวกเขาเองที่อ่อนแอ นี่ไม่เท่ากับขายหน้าหรอกหรือ?


                


    พวกรุ่นน้องที่ได้ยินคำสั่งของรุ่นพี่ไป๋ซานต่างก็รับคำพร้อมกัน พวกเขาจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับตัวตนของ “เพื่อนร่วมรุ่นอันซูหยวน” ให้มากกว่านี้ เธอจะกลายเป็นเป้าหมายของพวกเขาในการฝึกฝนต่อไป 




    “เข้าใจแล้วครับรุ่นพี่” เมื่อไป๋ซานได้ยินการตอบรับแบบนั้น เขาก็พยักหน้าอย่างพอใจ ทว่านักเรียนชายจากสถาบันเพลิงพลองไม่ได้รู้เลยว่าการแสดงออกของพวกเขาตั้งแต่ต้นจนจบนั้นอยู่ในสายตาของคนกลุ่มหนึ่งมาโดยตลอด




    “นักเรียนชายจากสถาบันเพลิงพลองเหล่านั้นใช่ไหมที่ไม่ค่อยได้เจอพวกผู้หญิงน่ะ”




    “ใช่แล้ว ต้องเป็นพวกเขาแน่ๆ ดูสิ...นักเรียนทุนอันเองก็คงจะคิดเหมือนกับพวกเราแน่ แทนที่จะมองหาความสัมพันธ์ในสถาบันของพวกเรา สู้มองหาจากสถาบันเพลิงพลองดีกว่า ที่นั่นพวกเราไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่พวกเราต่างหากที่จะเป็นคนเลือกพวกเขา”




    “หึ เห็นซื่อๆแบบนั้น แท้จริงแล้วก็ร้ายกาจไม่ต่างกันนักหรอก”




    “ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ ถ้าต้องการย้ายมาอยู่ในเขตชั้นในก็มีทางออกไม่มากนักหรอก หนึ่งในนั้นก็คือการได้แต่งงานกับคนที่อาศัยอยู่ในเขตชั้นในนี่นา”




    “อืม นักเรียนทุนอันก็ไม่ได้หน้าตาดีเท่าไรยังกลายเป็นที่สนใจของนักเรียนพวกนี้เลย ดังนั้นถ้าพวกเราไปทำความรู้จักกับพวกเขาบ้าง เชื่อได้เลยว่าจะต้องทำให้พวกเขาสนใจได้มากกว่าแน่” 


                


    นักเรียนหญิงสามคนพูดคุยกันอย่างมีแผนการ พวกเธอขยับเข็มกลัดประจำสถาบันให้เข้าที่อีกครั้ง ตรวจสอบการแต่งตัวของตนเองให้เรียบร้อย สายตาของทั้งสามมีความมุ่งมั่นมากขึ้นหลังจากที่เห็นว่าอันซูหยวนประสบความสำเร็จอย่างไร


               


     แน่นอนว่าพวกเธอต่างก็คิดว่าอันซูหยวนมีความคิดเหมือนกับตนเอง อีกฝ่ายสมควรจะมีแผนการเพื่อให้สามารถย้ายเข้ามาอยู่เขตชั้นในได้อย่างถาวร ซึ่งพวกเธอก็คิดอยู่ก่อนแล้ว


                


    ในบรรดาเหล่านักเรียนทุนก็มีวิธีการเป็นของตัวเอง พวกเธอพยายามที่จะหาข้อมูลจำนวนมาก และค้นพบโดยบังเอิญว่านักเรียนจากสถาบันเพลิงพลองนั้นไม่ค่อยเจอผู้หญิงมากนัก มีข่าวเกี่ยวกับพวกเขาที่ชอบมาวุ่นวายนักเรียนหญิงจากสถาบันต่างๆด้วยซ้ำ นักเรียนหญิงหลายคนต่างก็ตั้งกระทู้ด่าทอ นั่นเป็นเพราะรำคาญกับการแสดงออกของพวกเขา


                


    ทว่า...นักเรียนหญิงคนอื่นรำคาญ แต่พวกเธอจะรำคาญได้อย่างไร?


                


    สำหรับพวกเธอแล้ว การที่ได้รับความสนใจจากผู้ชายเขตชั้นในเป็นเรื่องที่พิเศษมาก ถึงอย่างนั้นก็มีโอกาสไม่มากนัก เนื่องจากนักเรียนพวกนี้ฝึกฝนกันบนเขาสูง จะมีโอกาสลงมาพบเจอผู้คนแค่ปีละครั้งหรือตอนทำภารกิจรวม ดังนั้นถ้าพวกเธอต้องการสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา ก็จำเป็นต้องใช้โอกาสนี้


                


    ทั้งสามมารออยู่ที่ตลาดหลายวันแล้ว โชคดีที่วันนี้ได้เจอพวกเขาเข้าจริงๆ


                


    เนื่องจากพวกเธอไม่มีเครดิตมากพอที่จะซื้อของใดๆเพิ่มเติม มีเพียงการซื้อสารอาหารตุนเก็บเอาไว้ ซึ่งพวกเธอซื้อมาตั้งแต่วันแรกที่ได้เครดิตจำนวนมากเหล่านี้แล้ว ต่อให้พวกเธอไม่ใช้...พ่อแม่และครอบครัวของพวกเธอก็ต้องบังคับให้ใช้อยู่ดี ขนาดอาวุธดีๆก็ยังไม่มีโอกาสซื้อเลย ถ้าไม่ใช่เพราะสถาบันเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนเท่ากันโดยมอบตั๋วทรัพยากรให้ พวกเธอก็ไม่น่าจะมีอาวุธเอาไว้ใช้กับคนอื่นด้วยซ้ำ




    “ขอโทษนะคะ พวกคุณมาจากสถาบันเพลิงพลองใช่ไหม” เสียงหวานของหญิงสาวดังขึ้น เรียกความสนใจของพวกนักเรียนชายได้เป็นอย่างดี


                


    พวกเขาหันกลับมาและได้เห็นนักเรียนหญิงสามคนจากสถาบันกลาง แต่ละคนมองสำรวจพวกเธอ กระนั้นก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา 


                


    บรรยากาศที่น่ารื่นรมย์นี้เปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วนอีกครั้ง ราวกับสถานการณ์ที่อันซูหยวนเคยพบเจอก่อนหน้านี้ ทว่า...มันแค่กลับฝั่งกันเท่านั้น


                


    นักเรียนทุน 3 คนพยายามฝืนยิ้ม ไม่ใช่ว่าพวกเธอมาทักทายพวกเขาแบบนี้แล้ว นักเรียนชายทั้งกลุ่มก็น่าจะแสดงความตื่นเต้นอะไรขึ้นมาบ้างไม่ใช่หรือ? ก่อนหน้านี้เป็นพวกเขาที่เข้าไปรุมล้อมอันซูหยวนไม่ใช่หรือไง? แล้วทำไมตอนนี้ต่างก็เงียบราวกับกำลังปลอมตัวเป็นคนใบ้อยู่เลยล่ะ




    “เอ่อ ฉันมาจากสถาบันอันดับหนึ่งนะคะ ฉันชื่อว่า “ฝูหนี่ย์” และนี่ก็คือเพื่อนของฉัน ชื่อว่า “ฟางหนิว” และ “จี้เหลียน” ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ ฉันเพิ่งเข้าเรียนปีที่หนึ่งเท่านั้น ดูแล้วน่าจะอายุเท่าๆกับพวกคุณเลย พวกเรามาเป็นเพื่อนกันดีไหมคะ ในอนาคตถ้าต้องทำภารกิจร่วมกัน พวกเราจะได้ช่วยเหลือกันด้วยค่ะ” 


                


    ฝูหนี่ย์ช่างเจรจา เธอเห็นว่าทุกคนไม่พูดอะไรก็เลยเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาแทน ทว่า...รอยยิ้มเจิดจ้าและสดใสของเธอค่อยๆแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ยิ่งเธอพูดมากเท่าไร สีหน้าของพวกนักเรียนชายก็ยิ่งขมวดเข้มมากขึ้นเท่านั้น




    “เอ่อ พวกคุณ...ไม่อยากรู้จักพวกฉันหรอคะ หรือว่ารังเกียจที่พวกเรามาจากเขตชั้นนอกกันล่ะ ฮึก...คงจะเป็นแบบนั้นสินะคะ พวกคุณเองก็ดูถูกพวกเราที่มาจากพื้นที่เขตชั้นนอกสินะคะ ฮือๆ”


                


    เพราะรู้ว่าพวกผู้ชายน่าจะแพ้ต่อน้ำตาของผู้หญิงมากที่สุด ดังนั้นฝูหนี่ย์จึงพยายามบีบน้ำตาให้ไหลออกมา ไม่สิ! จะบอกว่าพยายามก็ไม่ถูกนัก เพราะหลังจากที่เธอถูกเมินเช่นนั้น ฝูหนี่ย์ก็รู้สึกอับอายจนน้ำตาจะไหลอยู่แล้ว




    “ขอโทษนะ เนื่องจากพวกเรามีเวลาที่นี่ไม่มากนัก ดังนั้นต้องขอตัวไปซื้อข้าวของแล้วกลับสถาบันกันก่อน ช่วยหลีกทางให้ด้วยก็แล้วกัน” ใครจะไปคิดว่าไป๋ซานที่กระตือรือร้นก่อนหน้านี้กลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นมา


               


     น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและเหินห่างมาก ถ้าซูหยวนมาได้ยินคำพูดของเขาเช่นนี้ เธอคงจะต้องประหลาดใจกับการแสดงออกอย่างสองมาตรฐานของพวกเขา


                


    และใช่! แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนกระตือรือร้นมากในการเข้าหาผู้หญิง แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะเป็นคนโง่ ที่พวกรุ่นน้องของเขาเข้าไปทักทายซูหยวนก็เพราะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศรอบๆตัวอีกฝ่าย หากเป็นพวกผู้หญิงที่น่ารังเกียจและต้องการมาเอาประโยชน์จากพวกเขา นักเรียนจากสถาบันเพลิงพลองก็มีวิธีการดูอยู่


                


    อาจารย์ไม่ได้สอนให้พวกเขาปกป้องผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังสอนให้พวกเขาไม่ถูกพวกผู้หญิงหลอกลวงด้วย จะเป็นสุภาพบุรุษได้นั้น...นอกจากความแข็งแกร่งแล้ว ก็จะต้องไม่โง่ด้วย! 






    …………………………………………….

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน