หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 ข่าวลือของอาวุธศักดิ์สิทธิ์

             “แดนเร้นลับแห่งซวนโยว?”หลินโม่ขมวดคิ้วเป็นปม จำได้ว่าเคยได้ยินหนานหมิงอู่เอ่ยมาแล้วก่อนหน้านี้คราหนึ่งเขาจึงเผลอมองนางไป

            เมื่อสังเกตเห็นแววตาของหลินโม่ หนานหมิงอู่จึงค่อยๆเอ่ยขึ้น “ห้าร้อยปีก่อน หลังจากผ่านภัยพิบัติล้างโลกราชันอสูรซวนโยวได้ถือกำเนิดขึ้น ท่ามกลางราชันอสูรมากมาย พลังของอสูรซวนโยวถือว่าต่ำสุดว่ากันว่ามีพลังมากกว่าอสูรยักษ์ไปบ้างก็เท่านั้น ตอนที่แย่งชิงตำแหน่งราชันอสูรก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายครา”

            “ราชันอสูรก็เข่นฆ่ากันเองเหมือนกันหรือ?”จินเฉียนหยินเอ่ยอย่างแปลกใจ

            “การต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนนั้นก็เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้ยิ่งไปกว่านั้นเผ่าพันธุ์อสูรก็เป็นเผ่าที่จะเคารพตัวที่แข็งแกร่งเท่านั้น”

            หนานหมิงอู่เอ่ยต่อ “ต่อมาเป็นเพราะถูกราชันอสูรแข็งแกร่งตัวหนึ่งตามฆ่าในที่สุดราชันอสูรซวนโยวจึงเข้าไปซ่อนตัวในห้วงพิสัยกลืนวิญญาณ หนึ่งในเจ็ดแดนใหญ่แห่งทวีปหงเหมิงอีกทั้งยังรอดชีวิตออกมาได้”

            “ห้วงพิสัยกลืนวิญญาณ...”

            สีหน้าของทุกคนที่นั่นต่างเปลี่ยนไป

            ห้วงพิสัยกลืนวิญญาณตั้งอยู่ทางเขตตะวันออกของดินแดนใต้เป็นหนึ่งในเจ็ดพิสัยใหญ่ของทวีปหงเหมิง นับแต่โบราณกาล เจ็ดพิสัยใหญ่เป็นที่รู้จักกันในนามเขตพื้นที่ร้ายแรงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีเหล่าผู้แข็งแกร่งไม่รู้เท่าใดเข้าไปในห้วงพิสัยกลืนวิญญาณแต่กลับไม่เคยได้ยินสักครั้งว่ามีผู้เหลือรอดออกมากี่คน แม้แต่อสูรก็เป็นเช่นนี้ ในบันทึกโบราณเขียนไว้ว่าหลังจากอสูรเลื่องชื่อมากมายในประวัติศาสตร์เข้าไปในห้วงพิสัยกลืนวิญญาณแล้ว ท้ายสุดก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย

            คาดไม่ถึงว่าราชันอสูรซวนโยวจะเข้าไปในห้วงพิสัยกลืนวิญญาณอีกทั้งยังรอดชีวิตออกมาได้...

            “หลังจากราชันอสูรซวนโยวรอดชีวิตกลับคืนสู่เผ่าพันธุ์อสูรได้ก็ฆ่าล้างเหล่าราชันอสูรมากมายที่เคยตามล่ามันในหลายปีที่ผ่านมา ว่ากันว่าแม้แต่จ้าวแห่งอสูรก็ล้วนตายด้วยน้ำมือราชันอสูรซวนโยวโดยสิ้นมีข่าวลือว่า ราชันอสูรซวนโยวได้รับอาวุธศักดิ์สิทธิ์จากห้วงพิสัยกลืนวิญญาณ ด้วยอานุภาพของวัตถุศักดิ์สิทธิ์นี้จึงสามารถสังหารจ้าวแห่งอสูรลงได้และมีข่าวลืออีกว่า สิ่งที่ราชันอสูรซวนโยวได้รับสืบทอดจากห้วงพิสัยกลืนวิญญาณนั้นทำให้พลังของมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย...”

            หนานหมิงอู่เอ่ยถึงตรงนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ“ต่อมาราชันอสูรซวนโยวได้สร้างความวินาศสันตะโรขึ้นที่ดินแดนใต้พระราชวังศักดิ์สิทธิ์ชิงหลีจึงได้จัดส่งเหล่าผู้แข็งแกร่งจำนวนมากไปกำราบ แต่ก็มิอาจสังหารราชันย์อสูรซวนโยวลงได้ทั้งสิ้นในเวลาต่อมา ทางพระราชวังจึงส่งจักรพรรดิคนหนึ่งไป สนามรบคือเทือกเขาซวนโยวแห่งเมืองหลินโจวว่ากันว่าปีนั้นเทือกเขาซวนโยวเคยเป็นพื้นที่ราบลุ่ม แต่กลับมีเทือกเขาปรากฏขึ้นในเวลาต่อมาเป็นไปได้มากว่ายามนั้นสงครามระหว่าจักรพรรดิกับราชันอสูรซวนโยวได้ก่อกำเนิดพลังระหว่างสวรรค์และโลกจนทำให้แปรสภาพจากที่ราบลุ่มกลายเป็นเทือกเขา”

            “จากนั้นล่ะ?”จินเฉียนหยินถามอย่างอยากรู้อยากเห็น

            “ว่ากันว่าสงครามกินเวลาต่อเนื่องนานถึงสามเดือนจากนั้นเทือกเขาซวนโยวก็ได้ก่อตัวขึ้นแล้วกลายเป็นรูปร่างดังที่เห็น ทว่าจักรพรรดิและราชันอสูรซวนโยวกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยวจึงกลายเป็นเขตหวงห้าม ห้าร้อยปีที่ผ่านมามีเหล่าผู้แข็งแกร่งเข้าไปค้นหาไม่ขาดสายแต่ก็ไม่พบอันใดทั้งสิ้น ทว่าเมื่อร้อยปีก่อน ส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยวกลับมีแสงประหลาดร่วงลงจากฟ้าเมื่อเหล่าผู้แข็งแกร่งเข้าไปสำรวจก็พบกับสมบัติมหาศาล” หนานหมิงอู่ค่อยๆเอ่ยขึ้น

            “สมบัติ...” จินเฉียนหยินตาสว่างวาบทันที

            “จากนั้นทุกๆ ยี่สิบปีส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยวจะปรากฏเค้าลางของแสงประหลาดขึ้น เวลาล่วงเลยไปกระทั่งปัจจุบันก็ได้ปรากฏเค้าลางนี้ขึ้นถึงสี่คราแล้วในทุกคราสมบัติจะลดน้อยลง คราแรกปรากฏขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน สมบัติมีเพียงสี่ชิ้นเท่านั้นอีกทั้งนับวันแสงประหลาดก็ยิ่งอ่อนแสงลง มีคนลือกันว่าแสงประหลาดที่ร่วงจากสวรรค์นั้นอาจเป็นกลไกการป้องกันที่ราชันอสูรซวนโยวสร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อรักษาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากห้วงพิสัยกลืนวิญญาณของตนเอาไว้ยามนี้การป้องกันได้อ่อนกำลังลง อาวุธศักดิ์สิทธิ์สามารถนำออกมาสู่โลกได้ทุกเมื่อ”หนานหมิงอู่กล่าว

            “อาวุธศักดิ์สิทธิ์...”แสงประกายในตาของจินเฉียนหยินฉายแววฮึกเหิมยิ่งขึ้น

            “หากมีของวิเศษจริงๆ ล่ะก็คงถูกคนเอาไปนานแล้วล่ะ จะยังเหลือมาถึงยามนี้ได้อย่างไรกัน” ชื่อหงเหลียนเอ็ดเบาๆ

            “พูดได้ถูก ของวิเศษมีจริงหรือไม่นั้นก็เป็นเพียงข่าวลือหากแต่เมื่อแดนเร้นลับแห่งซวนโยวได้เปิดขึ้นก็จะต้องมีสมบัติอยู่เป็นแน่ การเปิดแดนครานี้ก็คงมีสมบัติอย่างน้อยหนึ่งชิ้นโผล่ออกมา”หนานหมิงอู่กล่าว

             

            “แม้จะมีสมบัติโผล่ออกมาก็ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับเรามากมายนี่นา” ชื่อหงเหลียนแย้งขึ้น

            ไม่ว่าจะเป็นสมบัติอะไรโผล่มา อย่างไรก็ต้องดึงดูดเหล่าผู้แข็งแกร่งมากมายอย่างแน่นอนไม่ต้องพูดถึงเชียนเย่ฮุยและอู๋เต้าผู้บรรลุระดับกำเนิด แค่ผู้แข็งแกร่งในเมืองหลินโจวก็มากพอที่จะเกิดการนองเลือดขึ้นแล้ว

            หนานหมิงอู่ยกยิ้มบางไม่โต้กลับ หากแต่ดวงตากลมโตกลับมองไปยังหลินโม่

            “ศิษย์พี่ ท่านมองข้าเช่นนี้คงไม่ได้ชอบข้าขึ้นมาแล้วใช่ไหม?” หลินโม่เอ่ยหยอกล้อ

            “ใครชอบเจ้ากัน หน้าหนาเสียยิ่งกว่ากำแพงอีกนี่”หนานหมิงอู่บ่นพร้อมรอยยิ้มพลันเอ่ยขึ้นด้วยความจริงจังในเวลาต่อมา “เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเหตุใดเชียนเย่ฮุยถึงต้องพาตัวท่านอาวุโสเฟิงไปให้ได้?”

            “เพราะศาสตร์วิชาเวทย์โบราณ?”หลินโม่หุบยิ้ม

            “ไม่ผิด”

            หนานหมิงอู่พยักหน้าบางเบา “เดิมทีเทือกเขาซวนโยวเป็นพื้นที่ราบลุ่มเป็นเพราะสงครามระหว่างจ้าวอสูรกับราชันอสูรซวนโยวได้จุดชนวนการเปลี่ยนแปลงอันพิเศษขึ้นยามนี้ส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยวคาดเดาไม่ได้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางพื้นที่ชัยภูมิขึ้นเขตหวงห้ามเดิมที่ยังปลอดภัยนั้นได้กลายเป็นเขตอันตรายแล้ว การเปิดแดนเร้นลับแห่งซวนโยวในประวัติศาสตร์มีผู้แข็งแกร่งมากมายตายสิ้นอย่างคาดไม่ถึง ถึงขั้นติดในเทือกเขาซวนโยวหลายวันและพลาดสมบัติไปในที่สุด”

            “ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งแบ่งเป็นสามแขนงใหญ่แขนงสร้างพลัง แขนงจับชีพจร และแขนงความลับสวรรค์ ซึ่งแขนงที่ท่านอาวุโสเฟิงกำลังฝึกฝนนั้นคือแขนงสร้างพลัง หนึ่งในสามแขนงใหญ่ หากมีท่านอาวุโสเฟิงอยู่ล่ะก็ ไม่เพียงจะสามารถเลี่ยงอันตรายได้มากมายแม้กระทั่งยังสามารถนำหน้าคนอื่นเข้าสู่ส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยวได้ก่อนหนึ่งก้าว ที่เชียนเย่ฮุยมาครานี้ก็เพื่อสมบัติแห่งเทือกเขาซวนโยวยามนี้ท่านอาวุโสเฟิงถูกเขาพาตัวไป เช่นนั้นการเข้าไปในเทือกเขาซวนโยวรอบนี้ของเขามีอัตราในการได้สมบัติไปสูงมากทีเดียวเชียวล่ะ“

            เอ่ยถึงตรงนี้ ดวงตาสวยของหนานหมิงอู่มองมายังหลินโม่สีหน้าฉายแววแห่งความคาดหวัง

            เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของหนานหมิงอู่หลินโม่ก็เข้าใจความหมายของนางได้ในพริบตา “ความหมายของท่านคือตั้งใจจะให้ข้าพาท่านเข้าไปหรือ?ท่านทิ้งความคิดนี้ไปซะเถอะ ข้าไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งหรอกนะ”

            “เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว”แน่นอนว่าหนานหมิงอู่ไม่ยอมเชื่อคำพูดของหลินโม่

            ถ่อมตัว?

            สีหน้าของชื่อหงเหลียนเต็มไปด้วยความแปลกใจตั้งแต่นางเจอหลินโม่เป็นครั้งแรก ชายหนุ่มผู้นี้ช่างห่างไกลกับคำว่าถ่อมตัวสองคำนี้เหลือคณาแม้นพลังของหลินโม่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความบ้าระห่ำของเขาแล้ว หากแต่ไม่ว่าอย่างไรชื่อหงเหลียนก็ยังไม่ยอมปักใจเชื่อว่าหลินโม่จะถ่อมตัวได้

            “ไม่ได้ถ่อมตัว ข้าไม่ได้เชี่ยวชาญศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งจริงๆ”หลินโม่เอ่ยสีหน้าจริงจัง

            “ศิษย์น้อง สรุปแล้วต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะยอมตกลง?”

            หนานหมิงอู่จ้องหลินโม่อย่างมีน้ำโหจินเฉียนหยินและคนอื่นๆ ข้างๆ ต่างตาค้างด้วยความตะลึง เดิมทีรู้สึกแค่ว่าทั้งสองค่อนข้างสนิทกันก็เท่านั้นทว่าเหตุใดน้ำเสียงของหนานหมิงอู่ถึงได้ดูกำลังออดอ้อนกัน?

            “ข้าพูดจริง” หลินโม่เอ่ยเหมือนหมดแรง

            “เจ้าทำเหมือนข้าเป็นเด็กสามขวบคิดจะหลอกอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ?” หนานหมิงอู่หงุดหงิดขึ้นมาจริงๆแม้ว่าจะโกรธ แต่ท่าทางก็ยังดูดีอยู่ดี แม้แต่ชื่อหงเหลียนข้างๆ ก็ยังอดที่จะมีความคิดอยากยื่นมือมาช่วยนางที่ถูกกลั่นแกล้งขึ้นเสียไม่ได้

            คนอื่นอาจเชื่อคำพูดของหลินโม่ แต่นางไม่เชื่อวันนั้นนางเห็นกับตาว่าหลินโม่กับเฟิงเทียนสิงถกกันเรื่องศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งพูดชัดๆ คือเฟิงเทียนสิงให้หลินโม่ช่วยชี้แนะอย่างไรล่ะ

            ยามนี้หลินโม่กลับบอกว่าตนไม่เชี่ยวชาญศาสตร์วิชาเวทย์โบราณถามว่านางจะเชื่อไหม?

            “เอาแบบนี้เป็นอย่างไรสมบัติทั้งหมดที่มี หากมันเหมาะสมกับเจ้า ข้าก็จะมอบให้เจ้าใช้ หากไม่เหมาะ ข้าจะชดเชยสิ่งอื่นให้เจ้าแทน”หนานหมิงอู่เอ่ยเสนอ

            “ชดเชยอะไร?” หลินโม่มองหนานหมิงอู่พลางลูบคาง ที่จริงนางนั้นงดงามมาก อีกทั้งรูปร่างก็กระตุกใจคนเช่นกัน

            “เจ้าอยากได้อะไรชดเชยล่ะ?”หนานหมิงอู่เผยยิ้มน่ารัก

            “รอให้ได้สมบัติแล้วค่อยว่ากัน”หลินโม่บอก

            “ย่อมได้ แต่ข้าขอบอกก่อนหากเป็นเรื่องที่ข้าทำไม่ได้ เจ้าก็บังคับข้าให้ทำไม่ได้เช่นกัน” หนานหมิงอู่เอ่ยเสริม

    คล้ายกับเรื่องหมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน