บทที่106 อลหม่าน
เคว้ง!
ถ้วยสุราแตกกระจัดกระจายพร้อมกับร่างของมือปราบประจำเมืองผู้หนึ่งที่ล้มกลิ้งมันสาดประกายตาที่เดือดดาล
“เป็นเพียงหัวหน้ากองทหารปลายแถวประจำการที่ชายแดนกลับกล้าฉวยโอกาสลงมือต่อข้า!"
ทหารแคว้นเว่ยในชุดเกราะเงินที่เก่าโทรมจนความเงินวาวหมองลงแลเต็มไปด้วยคราบสนิมเป็นหย่อมๆมันกล่าวว่า
“เป็นถึงหัวหน้ามือปราบประจำเมือง มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนแต่ท่านกลับกำลังทำในสิ่งที่ตรงข้าม"
“อยู่ในเมืองต้องรักษากฎเมือง มันมีหน้าที่จ่ายค่าคุ้มครองก็ต้องทำ”
“ค่าคุ้มครองอย่างนั้นหรือ สิ่งนี้มันควรอยู่ในเบี้ยแผ่นดินที่ท่านได้รับแล้ว"
“ก็แค่ทหารชายแดนอย่าได้สะเออะมาอวดรู้ต่อหน้าข้าเมื่อครู่เจ้าเล่นงานข้าทีเผลอ ครานี้ข้าจะเอาคืนเจ้าอย่างสาสม"
มือปราบในชุดดำดูทรงภูมิผู้นั้นทะยานกายหมายลงมือระบายโทสะเข้าใส่ทหารในชุดเกราะเก่าโทรมผู้นั้นทว่าเสียงตวาดลั่นของบุรุษชราผู้หนึ่งทำให้ท่าร่างของหัวหน้ามือปราบได้ชะงักลงไป
“หยุดมือ"
ผู้กล่าวห้ามเป็นชายชราในชุดขุนนางชั้นสูงทว่ากลับมิได้ประดับหรือสวมใส่เสื้อผ้าที่หรูหราอันใด เป็นเพียงผ้าแพรธรรมดาผืนหนึ่งหัวหน้ามือปราบผู้นั้นได้เห็นก็กล่าวว่า
“เห็นแก่ท่านเจ้าเมืองข้าจะยอมละเว้นและก็หวังว่าท่านเจ้าเมืองจะเห็นแก่มหาเสนาบดีฝ่ายขวาและองค์จักรพรรดิในการไม่ถือสาหาความข้า"
คำกล่าวที่เรียบง่ายเปรียบเสมือนเป็นคำขู่บุรุษชราตำแหน่งเจ้าเมืองแห่งนี้ก็กล่าวตอบโดยพลัน
“หนึ่งเดียวที่เป็นที่เคารพยำเกรงสูงสุดสำหรับข้าคือองค์จักรพรรดิส่วนการกระทำผิดสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่เป็นพระองค์ที่ทรงตัดสินพระทัย ข้ามีหน้าที่เพียงรายงานตามพระบัญชาเท่านั้น”
หัวหน้ามือปราบผู้นั้นยิ้มออกมาอย่างได้ใจ
“ก็รู้ดีนี่"
แล้วมันก็ก้าวเดินพร้อมกับถุงเงินจำนวนหนึ่งที่พึ่งบังคับขู่เข็ญเอาจากเฒ่าแก่เหลาสุราแห่งนี้
ทหารในชุดเกราะเก่าโทรมผู้นั้นกำหมัดแน่น
“ท่านไม่น่าห้ามข้า"
บุรุษชราเจ้าเมืองทอดถอนใจ
“ข้าเพียงไม่อยากเห็นคนดีต้องสิ้นไปจากปฐพีอีกผู้"
“เมื่อไหร่ปฐพีแคว้นเว่ยจะหลุดจากนรกบนดินแห่งนี้เมื่อไหร่ที่จะมีผู้มากวาสนาพร้อมด้วยจิตใจที่ประเสริฐโค่นล้มความอยุติธรรมจาก….”
“หุบปากของเจ้าแล้วรีบกลับสู่ค่ายทหารของตนซะไม่เช่นนั้นเจ้าได้ถูกสำนักมือปราบหมายหัวไม่เป็นสุขแน่"
ทหารวัยกลางคนผู้นั้นประสานมือพร้อมจากไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจแต่มันในตอนนี้ยังจะสามารถทำอะไรได้ สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนกับอดีตอีกต่อไปแล้ว
อดีตหลายสิบปี ทหารผู้นี้เป็นทหารหนุ่มผู้มากด้วยฝีมือพรสวรรค์ และมีอนาคตไกล แรกเข้ารับราชการทหารก็เป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิพระองค์ก่อนเป็นอย่างมากและมันเองก็เคารพและเทิดทูลต่อองค์จักรพรรดิองค์ก่อนเป็นที่สุด เพราะพระองค์ปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยความเป็นธรรมส่งให้ประชาราษฎร์ทุกหย่อมหญ้ามีแต่ความผาสุขไม่เหมือนกับที่เป็นอยู่นี้ เพราะมันเคยเป็นขั้วอำนาจเก่าอนาคตจากที่เคยรุ่งโรจน์พอมีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจก็ถูกกดดันให้เปลี่ยนฝ่าย หากไม่ยินยอมก็ต้องถูกสังหารล้างแต่มันนับเป็นผู้มีความดีความชอบและมีฝีมือ จึงถูกละเว้นไว้ให้ทำหน้าที่อันลำบากและมิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องในวังมากนักมันถึงได้เป็นทหารชายแดนตกอับในเมืองห่างไกลเช่นนี้
นามของมัน ม่อจือ
ม่อจือเดินกัดฟันเพราะทนเห็นอาณาประชาราษฎร์ถูกกดขี่จนแร้งแค้นลำพังต้องส่งบรรณาการเพื่อบูชานิกายเทวะวจนะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้ยังต้องมาคอยกรีดเลือดเฉือนเนื้อส่งให้แก่จักรพรรดิองค์ใหม่อีกไหนจะมีพวกเหลือบไรจากในวังบางส่วนที่แทะเล็มกระดูกของชาวเมืองร่วมด้วย นี่จะมินับเป็นนรกบนดินได้อย่างไร
“น่าเจ็บใจนัก!”
หมัดของม่อจือชกเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่จนสั่นสะเทือนความเจ็บปวดชาด้านที่หลังมือก็มิอาจเทียบเทียมความเจ็บปวดแลเจ็บแค้นในจิตใจของมันได้แต่หมัดที่ชกออกพึ่งได้ดึงกลับ หมัดนั้นก็สะบัดคืนกลับหลังอย่างต่อเนื่องทันใด ส่งให้คนในชุดดำผู้หนึ่งถลาล้มกลิ้งออกไปในทันที
คนของสำนักมือปราบนับสิบมารอดักเล่นงานมัน!
หัวหน้ามือปราบผู้นั้นแท้จริงมิได้รามือมันเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มที่มาดร้ายจ้องมองม่อจือ
“กล้าฉวยโอกาสเล่นงานข้าถึงที่ อย่าหวังว่าจะได้คืนกลับค่ายอย่างไร้เรื่องราว…พวกเจ้าจัดการมัน!”
คนของสำนักมือปราบนับสิบต่างชักกระบี่แวววาวในมือพุ่งเข้าหาม่อจือหวังเล่นงานให้หลาบจำพวกมันควงกระบี่ใช้สันดาบในการฟาดฟันแทนคมดาบ พวกมันมิได้หวังมาสังหาร เพียงต้องการแค่สำแดงแสนยานุภาพทว่ากลับต้องพลาดท่าเพราะประเมินความสามารถของทหารผู้ผ่านสมรภูมิเป็นตายผู้นี้น้อยเกินไปดาบสนิมเกรอะแต่คมดาบยังแวววาวเล่มใหญ่ที่เบื้องหลัง ดาบที่อาบโลหิตและคร่าชีวิตเหล่าอริราชศัตรูมานักต่อนักได้วาดออกนำพาพลังลมปราณและจิตสังหารอันเย็นเยียบกดข่ม หนึ่งการสะบัดฟันดาบ คนแห่งสำนักมือปราบนับสิบก็ต่างร้องเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดพร้อมกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทางแล้ว
ม่อจือตวาดลั่น
“ข่มเหงผู้อ่อนแอจนเป็นนิสัย พลังฝีมือจึงมิได้รับการขัดเกลาเช่นนี้"
ปากตวาด มือฟาดฟัน เท้าเตะถีบ เพียงลงมือเจ็ดกระบวนท่าคนของสำนักมือปราบนับสิบที่หวังมากลุ้มรุมเล่นงานก็พลันพลาดพลั้งหมดสิ้นสลบเหมือดบนผืนปฐพีคนละทิศละทาง
แต่หัวหน้าของพวกมันนับว่ามีฝีมืออยู่บ้างแม้คนของตนพลาดพลั้ง มันก็ยังหาจังหวะลอบเล่นงานฝ่ายตรงข้ามได้ ซึ่งขณะที่ม่อจือสยบคนของมันลูกดอกอาบยาพิษก็พุ่งเสียบเข้าที่กลางหลังของม่อจือแล้ว
“วิธีการอันต่ำทราม!”
ม่อจือสัมผัสได้ถึงพิษที่แผ่ลามบนแผ่นหลังก็ถลึงตาพร้อมกระโจนเข้าหาหัวหน้ามือปราบผู้นั้นแต่เพราะถูกพิษร่างจึงกระตุกค้าง กลับกลายเป็นมันที่ถูกฝ่ามือของหัวหน้ามือปราบฟาดเข้าใส่แผ่นอกจนกระอักโลหิตออกมาแทน
“ต่ำทรามหรือไม่นั้นหาได้สำคัญไฉน สำคัญที่ว่าเอาชนะศัตรูได้หรือไม่ต่างหาก”
วาจาของหัวหน้ามือปราบผู้นั้นกล่าวออกมาอย่างได้ใจราวกับว่ามันจะพูดหรือจะทำอะไรก็ไม่ผิดแม้แต่น้อย หลังจากวาจานี้ มันก็ได้ชักเอากระบี่หวังเล่นงานม่อจือให้เจ็บปวดทรมานอย่างต่อเนื่องทว่ามันก็เป็นต้องชะงักค้างบ้าง ภายในท้องรู้สึกปวดแสบปวดร้อนทรมานจนเดินไม่ได้
มันเองก็ถูกพิษเช่นเดียวกัน!
“เป็นตอนไหน!”
เฒ่าแก่เหลาสุราที่เคยถูกหัวหน้ามือปราบผู้นี้แย่งเงินไปก่อนหน้าจู่ๆ มันก็ปรากฏที่เบื้องหลังของหัวหน้ามือปราบ
“สุราที่มิได้จ่ายดีหรือไม่"
“เจ้า เป็นเจ้าได้อย่างไร เจ้ากล้าใช้วิธีการอันต่ำทรามเล่นงานคนของทางการมีโทษถึงประหาร!”
เฒ่าแก่เหลาสุราหรี่ตาแล้วกล่าวย้อนวาจาของหัวหน้ามือปราบผู้นั้น
“ต่ำทรามหรือไม่นั้นหาได้สำคัญไฉน สำคัญที่ว่าเอาชนะศัตรูได้หรือไม่ต่างหาก…ข้ากล่าวผิดไปหรือไม่"
หัวหน้ามือปราบผู้นั้นได้ฟังถึงกับเดือดดาลเป็นการใหญ่จนกระอักโลหิตออกมาพร้อมกับสิ้นสติตกตายไปเพราะพิษที่แผ่ลาม
ม่อจือจึงมองไปที่เฒ่าแก่เหลาสุราด้วยนัยน์ตาที่เคร่งขึม
“วางยาคนของทางการมีโทษถึงประหาร"
เฒ่าแก่เหล่าสุราหรี่ตาจนเล็กหยี
“ท่านเห็นหรือว่าผู้ใดเป็นคนกระทำ อีกอย่างคนตายพูดไม่ได้แล้ว"
กล่าวไปพลางค้นบนตัวของหัวหน้ามือปราบผู้นั้นไปพลางก่อนหยิบยาถอนพิษลูกดอกออกมาจากศพมันผู้นั้นแล้วโยนส่งให้ม่อจือ
“คนชั่วตายเพิ่มอีกหนึ่งคน แผ่นดินมีแต่จะสูงขึ้น”
ม่อจือใช้ยาถอนพิษ ก่อนพินิจมองเฒ่าแก่เหลาสุราที่ดูไร้พิษสงตรงหน้าอย่างถ้วนถี่แต่ดูอย่างไรก็ไม่คุ้นตาจึงขมวดคิ้ว
“ท่านเป็นใครกันแน่"
เฒ่าแก่เหลาสุราแย้มยิ้มมองม่อจือก่อนผงกศีรษะ
“เป็นคนที่ใช้ได้มิเคยเปลี่ยนแปลงเลยจริงๆ"
วาจานี้จบลงพร้อมกับมือที่ยื่นไปดึงศีรษะของตนอย่างรุนแรงเผยให้เห็นผิวหนังที่ลอกออก ใบหน้าที่แท้จริงซึ่งซ่อนแฝงอยู่ในนั้นปรากฏ ม่อจือพอได้เห็นใบหน้าของมันอย่างชัดตาก็ปรากฏความยินดีละคนแปลกใจ
“องครักษ์ซ้าย ท่านยังไม่ตาย”
แท้จริงเฒ่าแก่เหลาสุราผู้นี้กลับเป็นองครักษ์ซ้ายซุนหวงองครักษ์ประจำกายของจักรพรรดิแคว้นเว่ยพระองค์ก่อน มันได้รับภารกิจสำคัญให้มาตามหาคนผู้หนึ่งซึ่งตอนนี้คนผู้นั้นได้อยู่ตรงหน้าของมันแล้ว
องครักษ์ซ้ายซุนหวงผงกศีรษะแล้วเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า
“นอกจากข้ายังไม่ตาย องครักษ์ขวาก็ยังมีอายุยืนร่วมด้วย"
นัยน์ตาของม่อจือยิ่งทอแววความยินดีอย่างฉายชัด
“ท่านว่าอะไร มิได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่"
“ล้อเล่นหรือไม่นั้น เพียงถอดชุดทหารอันไร้เกียรตินี่แล้วไปกับข้าเจ้าก็จะได้รู้เอง"
ม่อจือวางฝ่ามือทาบชุดทหารอันเก่าเกอะจนมีสนิมเกาะของตนพร้อมกับเอ่ยว่า
“แม้ตำแหน่งข้าจะต่ำต้อย ทว่าอย่าได้ดูถูกชุดทหารอันทรงเกียรตินี้แม้ข้าต้องการจะไปกับท่าน แต่หากจะให้ถอดชุดทหารของแผ่นดิน ข้าก็จะขอจมปักปกป้องผืนปฐพีในตำแหน่งอันต่ำต้อยนี้"
องครักษ์ซ้ายหรี่ตา
“ทำไม"
ม่อจือยืดอกประกาศก้อง
“ชุดนี้คือชุดนักรบที่องค์จักรพรรดิพระองค์ก่อนทรงประทานให้แก่ข้าเป็นเครื่องหมายแห่งความกล้าและความเสียสละเพื่อแผ่นดิน จนกว่าข้าจะตาย ชุดเกราะนี้จึงจะออกจากร่างของข้าได้”
องครักษ์ซ้ายยิ่งยกยิ้มอย่างพึงพอใจ แล้วกอดลงที่คอของม่อจือ
“ประเสริฐมากสหาย เพราะหากเจ้าเลือกถอดชุดเกราะนี้ข้าก็คงต้องเลือกปลิดชีพเจ้าเช่นกัน"
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่องครักษ์ซ้ายจะทอดสายตาไปยังทิศทางของเมืองหลวงแล้วกล่าวต่อ
“ไปกันเถอะ มีคนรออยู่นานแล้ว"
ม่อจือขมวดคิ้ว
“ผู้ที่รออยู่คงมิใช่องครักษ์ขวา”
องครักษ์ซ้ายผงกศีรษะ ม่อจือจึงกล่าวถามด้วยความสงสัย
“ใคร?”
“ผู้ที่คู่ควรกับแคว้นเว่ย"
ม่อจือได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร่างสั่นพร่าด้วยความแตกตื่นยินดี
“ท่านจะบอกว่า….”
“ผู้มีวาสนาแห่งมังกรยังหลงเหลือ"
.
.
.
ปู้ชิงเถากับฮุ่ยจวินวางเงินไว้บนโต๊ะหวังติดตามหัวหน้ามือปราบที่เอารัดเอาเปรียบเฒ่าแก่เหลาสุราผู้นั้นพวกมันคิดปลอมตัวชิงเงินคืนกลับสู่ผู้ที่ถูกรีดไถ แต่พอติดตามไปถึงก็พบว่าหัวหน้ามือปราบผู้นั้นรวมถึงเหล่ามือปราบนับสิบได้สิ้นสติอยู่ก่อนแล้ว
ฮุ่ยจวินเห็นใบหน้าที่เขียวคล้ำของหัวหน้ามือปราบผู้นั้นก็ทราบได้ทันทีว่ามันถูกพิษจนตกตาย
“ถูกพิษ ดูเหมือนกรรมจะสนองมันเร็วกว่าที่คิด"
ปู้ชิงเถาจึงกล่าวว่า
“คงไปสร้างความลำบากแก่ผู้คนจนมีศัตรูมากมาย"
ฮุ่ยจวินมองร่องรอยการต่อสู้ที่เกิดขึ้นพลางจ้องมองรอยเท้าที่เลือนลางสองสายมุ่งออกไปในทิศตะวันตก
“ความวุ่นวายและกลียุคคงใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสงสารแต่เหล่าชาวบ้านตาดำๆ"
ปู้ชิงเถากลับขวางมือขึ้น
“ตอนนี้เจ้าอย่าพึ่งสงสารชาวบ้านเลย"
กล่าวคำนี้ออกมา คนของสำนักมือปราบจำนวนมิน้อยก็ทะยานพุ่งผ่านมาพอดีเมื่อมันเห็นหัวหน้าของตนตกตายและพรรคพวกต่างพลาดท่าสิ้นสติ พวกมันก็พลันเบิกตาโพลงแลชี้อาวุธออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับกล่าวหาปู้ชิงเถาและฮุ่ยจวินทันที
“พวกเจ้ากล้าลอบเล่นงานคนของทางการ ต้องถูกลงโทษสถานหนัก!”
ฮุ่ยจวินมองไปที่เหล่ามือปราบที่กรูกันมาอย่างมากมาย
“พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว”
เหล่ามือปราบกลับตะโกนตัดบทว่า
“สิ่งที่พวกข้าเข้าใจ ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด!”
ที่ไหนได้ เหล่ามือปราบทั้งหลายต่างเห็นว่าระดับพลังฝีมือที่กำจายออกสู่ภายนอกของปู้ชิงเถาและฮุ่ยจวินอ่อนด้อยนักและพอดีเห็นว่าพวกมันอยู่ในเหตุการณ์จึงหวังทึกทักสยบคนทั้งสองเพื่อสร้างผลงานให้แก่ตนทว่าพวกมันกลับคิดผิดมหันต์ ความน่ากลัวของมหาวิถีเจ็ดดาราคือการเก็บพลังในดวงดาราทั้งเจ็ดเช่นนั้นพลังที่กำจายออกจากร่างให้ผู้คนสัมผัสจึงอ่อนด้อยราวเด็กทารก เพียงหนึ่งการลงมือของปู้ชิงเถาชายหนุ่มก็สยบเหล่ามือปราบจำนวนมากได้ในชั่วพริบตา!
ตูมมม!!
แต่เสียงเอะอะโวยวายเสมือนเรียกร้องให้ผู้คนได้สนใจขอทานจากพรรคเอกยาจกที่ตะเวนผ่านบริเวณนั้นพอดีได้เห็นเหตุการณ์เข้า ใบหน้าของปู้ชิงเถาพวกมันล้วนจดจำได้ขึ้นใจดังนั้นพวกมันจึงไม่ชักช้าที่จะระดมพลมาหวังสังหารปู้ชิงเถาทันที!