มู่หรงเซียวค่อย ๆ ลืมตาตื่นจากฝันร้าย ดวงตามีน้ำตาเอ่อคลอ ความรู้สึกเศร้ายังคงเกาะกุมในใจและลึก ๆ แล้วเจ็บแปลบกับสิ่งที่ตนเองเคยเผชิญยิ่งนัก
“มิน่าเล่าถึงได้เจ็บปวดเพียงนั้น” นางพึมพำอยู่คนเดียว แววตาเลื่อนลอยเพราะเพิ่งได้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาหลังจากจมน้ำในตำหนักองค์หญิงจนกระทั่งเวลานี้คือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง
นางไม่ได้สวมร่างของมู่หรงเซียว หากแต่นางคือมู่หรงเซียวตัวจริงที่ย้อนกลับมายังอดีต ความปรารถนาก่อนสิ้นลมนับเป็นเหตุที่ทำให้นางลืมทุกสิ่งที่ทำให้เจ็บปวด จึงจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นผู้ใด ถึงขนาดโน้มน้าวให้ตัวเองเข้าใจว่าเรื่องราวที่ผันผ่านเป็นเพียงฉากหนึ่งของนิยายที่อ่าน
กระนั้น แทนที่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กลับยังไม่ลืมคนที่อยู่ในใจตลอดมา ความรักที่มีให้เขายังคงไม่จางหายแต่เพราะความรู้สึกส่วนลึกนั้นเข้าใจว่าเขาไม่รักมาตั้งแต่แรกเริ่ม ต่อให้ทำดีด้วยหรือเลียนแบบเสิ่นอวี้หลานอย่างไร หยางเสวี่ยเฟยก็คงไม่สนใจอยู่วันยังค่ำจึงใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณที่ตั้งใจไว้แน่วแน่ว่าจะไม่เจ็บปวดเพราะเขาอีกต่อไป
มู่หรงเซียวในครานี้จึงไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเป็นผู้ใดให้ตัวเองอึดอัดใจและใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการราวกับการย้อนกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่คือของขวัญที่นางควรได้รับ
“ท่านพี่ใจร้ายยิ่งนัก” หญิงสาวนึกถึงสิ่งที่เขาทำกับนางในอดีตแล้วเจ็บแปลบในใจพลางเอ่ยพึมพำเพราะจำคำอธิษฐานได้เป็นอย่างดี “ทั้ง ๆ ที่อยากจะลืมให้หมดแล้วแท้ ๆ”
เวลานี้ บุตรสาวแม่ทัพใหญ่สับสนในใจรู้ว่าหยางเสวี่ยเฟยในชีวิตนี้รักนางมากแค่ไหนแต่ภาพในอดีตกำลังถาโถมเข้ามา ทำให้นางทรมานอีกครั้ง
โกรธที่เขาไม่เคยเชื่อ เกลียดที่เขาทำดีกับผู้อื่นได้แต่ร้ายกับนางนัก หากไม่ต้องพบเจอข้องเกี่ยวกันอีก วันนี้คงลืมเขาได้แล้ว
ทว่า สิ่งที่หยางเสวี่ยเฟยทำในชีวิตนี้กลับทำให้ความรักที่ควรมอดหายไปกับความตายในอดีตจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้าจะทำเช่นไรดี” มู่หรงเซียวไม่รู้เลยว่าต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไร “เหตุใดจึงทำให้ข้ารักท่านอีกแล้ว คนใจร้าย…”
แม้ในใจยังคงสับสนวุ่นวายแต่เวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น มู่หรงเซียวคิดทบทวนเรื่องโจรป่าพวกนั้นอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง
หญิงสาวไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเสิ่นอวี้หลานในวันข้างหน้าถูกเลื่อนขึ้นมาเร็วขึ้นกว่าเดิมนัก อีกทั้งยังมีนางเป็นตัวแปรสำคัญเพราะร่วมเดินทางไปไหว้พระบนเขาสวีซวนในครั้งนี้
มือข้างหนึ่งลูบท้องที่พันผ้าพันแผลเอาไว้พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่ครั้งนี้นางไม่ได้ตั้งท้องจริง ๆ ไม่อย่างนั้นก็คงจะกลายเป็นคนที่แท้งลูกเหมือนกับที่เสิ่นอวี้หลานเผชิญในอดีต
“ถ้าเช่นนั้น… จดหมายลายมือ...” หญิงสาวพึมพำพลันคิดว่าครั้งนี้นางเป็นคนถูกทำร้าย คนที่อยู่เบื้องหลังคงไม่คิดอะไรตื้นเขินด้วยการปลอมจดหมายใส่ร้ายนางเหมือนครั้งก่อนกระมัง
“ฮูหยิน…” เมิ่งเซียงเข้ามาข้างในห้องพอดี เมื่อได้เห็นเจ้านายฟื้นหลังจากสลบไปสองวันก็อดโล่งใจไม่ได้ “ฮูหยิน เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“เจ็บสิ… ตรงนี้” เจ้าตัวชี้ให้ดูที่ท้องก่อนจะถามถึงคนที่เหลือ รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าซีดเซียว “ดีจริง ๆ ที่พวกเจ้าไม่เป็นอันใดกัน เมิ่งเซียง… เจ้าไปตามอาเหลียงมาหาข้าได้หรือไม่”
ไม่นานนัก เสิ่นจื้อเหลียงปรากฏตัว สีหน้าของเขาดูไม่ดีสักเท่าใด คิ้วหนาแทบขมวดตลอดเวลาราวกับมีบางสิ่งบางอย่างเก็บไว้ในใจ
“ความผิดข้าเองขอรับ” จู่ ๆ เจ้าตัวก็โพล่งออกมา ทั้งยังคุกเข่าราวกับรอรับโทษอย่างไรอย่างนั้น อุตส่าห์รับปากกับหัวหน้าว่าจะดูแลคนสกุลหยางให้ดีที่สุดแต่กลับทำให้คนรักของหัวหน้าบาดเจ็บเพียงนี้นับว่ารู้สึกผิดมากจริง ๆ
“เจ้าอย่ากังวลไปเลย” มู่หรงเซียวรู้ดีว่าคนตรงหน้าทำดีที่สุดแล้ว ยิ่งเมิ่งเซียงบอกว่าสองวันที่ผ่านมาเอาแต่ตามล่าตัวโจรป่าพวกนั้นจนบาดแผลปริซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังไม่ยอมหยุดพักสักคราทำเอานางเป็นห่วงขึ้นมาทันใด “ข้าขอดูแผลตรงนั้นสักนิด”
เสิ่นจื้อเหลียงขยับเข้ามาใกล้แล้วเปิดให้ดูแผลที่ด้านหลัง ผ้าสีขาวมีเลือดซึมจนเปียกชุ่ม ดูท่าทางแผลคงเปิดอีกครั้งหนึ่ง หญิงสาวส่ายหน้าแล้วตีแขนอีกฝ่ายดังเพียะ
“โอ๊ย!”
“ตีนิดเดียวก็เจ็บแล้วหรือ ดูเอาเถอะ… แผลตรงนี้ใหญ่กว่าตั้งเยอะ เจ้าน่ะไปพักได้แล้ว”
ความรู้สึกเวลานี้เหมือนกับต้องดูแลน้องชายที่ดื้อรั้นแต่ถึงอย่างนั้นก็เข้าใจว่าส่วนหนึ่งคนตรงหน้าไม่อาจหยุดพักได้จนกว่าจะรู้ว่าคนที่บงการอยู่เบื้องหลังเป็นใคร
“เฮ้อ… คืบหน้าบ้างหรือไม่”
เด็กหนุ่มพยักหน้าทันทีแล้วเล่าให้นางฟังว่าศรธนูที่หัวหน้าสั่งทำนั้นมีพิษเฉพาะตัว ร้านสมุนไพรที่ขายยาแก้พิษจึงมีเพียงร้านหนึ่งตำลึงเท่านั้น
ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่อง เสิ่นจื้อเหลียงให้คนในหน่วยปล่อยข่าวเรื่องยาถอนพิษเรียบร้อยแล้วเพราะรู้ว่าฮูหยินตั้งใจยิงธนูไม่ให้โดนจุดตายเพื่อตามร่องรอยกลับไปยังคนสั่งการ
“ท่านพี่ใช้ยาพิษพวกนั้นมาทำของขวัญให้ข้า ไม่กลัวหรืออย่างไรว่าธนูของข้าจะปักใครเข้า” มู่หรงเซียวครุ่นคิดด้วยความสงสัย ทั้ง ๆ ที่รู้ถึงความอันตรายของมันแต่กลับยอมปล่อยไว้ในมือของคนที่ดื้อที่สุด
“หัวหน้าบอกว่าคนที่โดนฮูหยินหันศรธนูใส่ก็สมควรแล้ว… แต่ว่าฮูหยินขอรับ” เด็กหนุ่มไม่ได้มีเรื่องหนักใจแค่เพียงเรื่องเดียวแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอย่างไร
“...”
ครั้นเห็นว่าเจ้านายพร้อมรับฟังจึงพูดออกมาว่า “ข้าตามหนึ่งในนั้นไปเรื่อย ๆ กลับพบว่าพวกมันติดต่อกับนางกำนัลที่ดูแลองค์หญิงเยว่หลิงด้วยขอรับ”
“อืม… คนที่ข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เหออันเหลียนสินะ” รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของมู่หรงเซียวเพราะเวลานี้รู้แล้วว่าในอดีตใครเป็นคนทำร้ายเสิ่นอวี้หลานจนแท้งลูกและใครใส่ร้ายว่านางจ้างวานพวกโจรป่า “เจ้าไปพักเถอะ”
ในเมื่อรู้แล้วว่าคนร้ายถูกหน่วยซิงอวี่จับกุมตัวเอาไว้และฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังก็ตามหาจ้าละหวั่นเพราะกลัวปากโป้งถูกทรมานให้สาวถึงตัวจึงยิ่งมั่นใจว่าองค์หญิงเยว่หลิงและเหออันเหลียนคือผู้บงการอย่างแน่นอน
ครั้นได้อยู่เพียงลำพัง ภาพในความทรงจำปรากฏขึ้น นับช่วงเวลาของจุดแตกหักระหว่างเขากับนาง
ผู้เป็นสามีชื่อว่านางเป็นฝ่ายลงมือ ทั้งสีหน้า คำพูดและท่าทางของหยางเสวี่ยเฟยพาลทำให้รู้สึกเจ็บแปลบจนเผลอพูดออกมาว่า “เขาคงไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก” ก่อนจะส่ายหน้าอีกครั้งหนึ่งไล่ความคิดเก่า ๆ ออกไป “หยางเสวี่ยเฟย ลองไม่เชื่อสิ ครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมอยู่เงียบ ๆ ให้ท่านพี่เข้าใจข้าผิดไปตลอดชีวิตอีกแล้ว แต่ว่าถ้าไม่… เฮอะ… ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องมาข้องเกี่ยวกันอีกเลย”
สิบวันผ่านไป
ม้าตัวหนึ่งวิ่งกุบกับกุบกับเร่งฝีเท้าตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้าของ ต่อให้เหนื่อยหอบจากการเดินทางไกลกลับไม่กล้าพยศ หากพูดได้คงบ่นระบายความรู้สึกในใจ “รองแม่ทัพหยางช่วยใจเย็นก่อนเถอะ ข้าวิ่งเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วขอรับ โอ้… จวนสกุลหยาง ข้าน้อยรอดแล้ว… จะได้พักแล้ว!”
ประตูห้องนอนเรือนใหญ่เปิดผลัวะ ร่างสูงพุ่งเข้ามาหาหญิงสาวที่นอนหลับใหลไม่รู้ตัว
“ฮูหยิน… เหตุใดจึงนอนนิ่งถึงเพียงนี้ เจ้า… เจ้าได้ยินข้าหรือไม่” เสียงทุ้มพึมพำขาดห้วง มือหนาที่แตะใบหน้าอีกฝ่ายสั่นระริก “มู่หรงเซียว เจ็บมากเลยหรือ”
“…” คนที่เพิ่งนอนพักช่วงกลางวันหลังดื่มยาไปอึกใหญ่สัมผัสได้ว่าใครบางคนอยู่ข้างกายแต่เพราะความง่วงยังไม่จางหายจึงฝืนลืมตาตื่นไม่ค่อยได้
“มู่หรงเซียว” ชายหนุ่มกุมมือนางอย่างแผ่วเบา แนบหลังมือบอบบางสัมผัสใบหน้าตัวเอง น้ำเสียงเศร้าสร้อยเจ็บปวดส่งผ่านถึงหญิงสาวจนไม่อาจเพิกเฉยได้ต่อไป
นิ้วเรียวขยับเล็กน้อยก่อนค่อย ๆ ลืมตามอง สะลึมสะลือเห็นภาพของเขาเลือนราง แต่รับรู้ได้ว่าใบหน้านั้นซีดเซียวมากแค่ไหนจึงเอ่ยพึมพำให้ได้รู้ว่านางดีขึ้นมากแล้ว
“ท่านพี่…”
“อืม…” หยางเสวี่ยเฟยขยับเข้าใกล้ ปลายจมูกจรดหน้าผากนุ่มนวลพลันริมฝีปากสัมผัสอีกฝ่ายด้วยความคิดถึง ห่วงใยและกังวลใจ เวลานี้ความรู้สึกถาโถมระคนกันไม่น้อย
“คิดถึง” นางเอ่ยความในใจปลอบคนที่เหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วกุมใบหน้าที่คิดถึงขยับเข้ามาใกล้ก่อนจะจุมพิตริมฝีปากแทนคำทักทาย เสียงกระซิบเอ่ยขึ้นมา “รอข้าสองชั่วยามได้หรือไม่”
“…”
“ข้าง่วง… ขอนอนสักงีบ… ยังไม่ตายหรอก” แม้ดวงตาคู่งามไม่อาจลืมได้เต็มที่แต่รอยยิ้มบางก็ทำให้หยางเสวี่ยเฟยคลายความกังวลไปบ้าง
“หากเจ้าตาย… ข้าจะตายตามไปด้วย”
“หืม…” หญิงสาวงัวเงียฟังคำพูดพึมพำไม่เข้าใจแต่หมดแรงจะถามต่อ เปลือกตาอ่อนล้ามากขึ้นเรื่อย ๆ จนฝืนตื่นไม่ไหว
“อยู่กับข้าไปนาน ๆ ได้หรือไม่ฮูหยิน ข้า… สัญญากับข้า… ว่าเจ้าจะไม่ทิ้งข้าไปไหน”
“อืม…” แม้จะหลับไปแล้วแต่กลับละเมอตอบออกมาได้ตรงคำถามเสียอย่างนั้นทำเอาหัวใจคนฟังเต้นตึกตักราวกับนางรับรู้และสัญญาไว้เรียบร้อย
เมื่อเห็นแล้วว่านางยังสุขสบายดีเพียงแค่ทนกับฤทธิ์ยาไม่ไหวจึงง่วงนอนตามประสาพลันค่อย ๆ วางร่างบางไว้บนเตียงตามเดิม ห่มผ้าผืนบางให้เหมือนเคย โน้มใบหน้ามาหอมแก้มอีกครั้งหนึ่งก่อนจะปล่อยให้นางนอนหลับพักผ่อนแล้วนั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น