10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน

    บทที่ 42: ประวัติศาสตร์ยุทธภพเซี่ยงชาน

            

            บรรยากาศในห้องลับใต้ดินของโรงเตี๊ยมจอมยุทธ์เย้ยสุรายามนี้แลดูลึกลับอย่างน่าประหลาด ภายใต้แสงไฟสลัวจากเปลวเพลิงนิจนิรันดร์ที่ส่องสว่างอยู่โดยรอบ ปรากฏเหล่าบุรุษและสตรีจำนวนเกือบสิบคนนั่งประจำการอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวยาว แววเคร่งขรึมจริงจังฉายชัดบนใบหน้าทุกคน ราวกับว่านี่เป็นฉากการประชุมของสมาคมลับแห่งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ 


            หลังปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ อเล็กซ์ก็ได้ทำลายมันลงด้วยการเอ่ยถามเสียงราบเรียบ พลางเคาะนิ้วกับโต๊ะเป็นเชิงครุ่นคิด


            “เช่นนั้นเริ่มจากเรื่องราวของโลกใบนี้ที่พวกเจ้าเรียกขานว่ายุทธภพเซี่ยงชานก่อนก็แล้วกัน แม้จางเหว่ยจะเคยเปรยให้ฟังคราหนึ่งแล้ว ว่าประกอบด้วยสิบสองจักรวรรดิ และจักรวรรดิเหลียนหยางแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็ยังน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ข้ายังสงสัย ข้าอยากให้ช่วยอธิบายขยายความเกี่ยวกับยุทธภพเซี่ยงชานให้ข้าฟังโดยละเอียดที่สุด”


            ขณะกล่าวอเล็กซ์ไม่ได้สบตากับใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ราวกับเขาเปิดกว้างว่าผู้ตอบคำถามจะเป็นใครก็ได้  แล้วสุดท้ายก็เป็นหยางหว่าน สตรีรวยเสน่ห์ภายใต้อาภรณ์สีแดง หัวหน้าหน่วยบูรพาแห่งกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา ซึ่งบุคลิกแลดูเป็นคนช่างเจรจาผู้หนึ่ง โพล่งขึ้น น้ำเสียงยังไม่ลดราความเย้ายวนลงแม้แต่น้อย


            “แม้ตัวข้าหยางหว่านจะเพิ่งลืมตาดูโลกมาได้เพียงยี่สิบหกปีเศษ แต่เวลาว่างข้านับเป็นหนอนหนังสือผู้หนึ่ง กระหายใคร่รู้ในประวัติศาสตร์ จนบัดนี้กระจ่างแจ้งว่ากว่าที่ยุทธภพเซี่ยงชานจะเป็นเช่นปัจจุบัน ได้ผ่านสิ่งใดมาบ้าง…”


            แล้วก็ราวกับหยางหว่านนำพาทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะเปิดประตูท่องไปในลำนำแห่งเรื่องราวการก่อกำเนิดยุทธภพเซี่ยงชานด้วยสุ้มเสียงพราวเสน่ห์ ที่แม้กระทั่งสตรีเพศด้วยกันที่ก็ยังอดที่จะเพลิดเพลินกับสิ่งที่นางเล่าไม่ได้


            หยางหว่านเริ่มต้นด้วยการย้อนกลับสู่อดีตที่ไกลโพ้นเกินจินตนาการ ซึ่ง ณ ห้วงเวลานั้น ยุทธภพเซี่ยงชานยังเป็นเพียงสิ่งที่ปราศจากรูปลักษณ์ใด ๆ  เทพเจ้าที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้นามกรเฝ้ามองความกว้างใหญ่อันว่างเปล่าผืนนี้มานาน สุดท้ายวันหนึ่ง ความเบื่อหน่ายบันดาลให้เริ่มแต้มสีสัน เติมชีวิต เกิดเป็นท้องสมุทร ผืนป่า สิงสาราสัตว์พิสดารมากมาย รวมถึงมนุษย์ และพลังปราณด้วย 


            เมื่อการสรรค์สร้างเสร็จสิ้น ก็ประหนึ่งเสียงระฆังเริ่มต้นยุทธภพเซี่ยงชานกังวานขึ้น บรรพบุรุษของเหล่าสิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ได้ดำเนินตามวัฏจักรเรื่อยมา ผ่านการวิวัฒนาการครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งยุทธภพเซี่ยงชานเป็นดั่งเช่นปัจจุบัน


            ส่วนการที่ยุทธภพเซี่ยงชานแบ่งออกเป็นสิบสองจักรวรรดินั้น สิ่งนี้เริ่มต้นขึ้นในยุคที่มีการจารึกประวัติศาสตร์แล้ว แรกเริ่มเดิมทียุทธภพเซี่ยงชานกลมเกลียวเป็นปึกแผ่น กระทั่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ รุนแรงถึงขนาดที่ทำให้ผืนพสุธาแตกออกเป็นสิบสองแผ่น ก่อนจะค่อย ๆ ล่องลอยกระจัดกระจายออกจากกัน นานวันเข้าระยะห่างก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 


            จากในตอนแรกพลัดพรากกันอย่างไม่เต็มใจ ทว่าเมื่อกาลเวลาผันผ่านไปเนิ่นนานเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนหลงลืมอดีต รู้ตัวอีกที การที่อยู่กันคนละผืนแผ่นดินก็กลายเป็นศัตรูที่จ้องเข่นฆ่ากันเสียแล้ว ต่างฝ่ายต่างอยากให้มาตุภูมิของตนยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุด สยบแผ่นดินอื่นให้ศิโรราบ สุดท้ายระบบการปกครองที่เรียกว่าจักรวรรดิก็ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยเหตุประการนี้


            สิบสองผืนแผ่นดินที่ถูกขวางกั้นด้วยมหาธารากลายเป็นสิบสองจักรวรรดิ จากนั้นยุคสงครามแย่งชิงความเป็นหนึ่งแห่งยุทธภพเซี่ยงชานก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ และดำเนินอยู่เช่นนั้นนับพันปี จักรวรรดิหนึ่งบุกยึดครองอีกจักรวรรดิ ก่อนที่จะลงเอยด้วยมีอีกจักรวรรดิพยายามจะชุบมือเปิบ ร่วมเปิดศึกจากอีกทาง วัฏจักรเรื่องราวเช่นนี้วนเวียนราวกับว่าจะไม่มีจุดสิ้นสุด


            ห่าฝนของศึกสงครามระหว่างจักรวรรดิที่ยาวนานเกินสหัสวรรษ คร่าชีวิตทั้งเหล่าขุนนาง ทหาร และประชาชนธรรมดาไปจำนวนหลายสิบล้าน ก่อนจะเริ่มซาลงเมื่อร้อยปีก่อน ผลลัพธ์คือมีสี่จักรวรรดิ ที่สามารถขยายอำนาจ ปกครองจักรวรรดิที่อ่อนแอกว่าในฐานะเมืองขึ้นได้ ซึ่งหนึ่งในสี่นั้นรวมถึงจักรวรรดิเหลียนหยางด้วย 


            เมื่อจักรวรรดิยิ่งใหญ่ทั้งสี่สามารถตักตวงผลประโยชน์จากจักรวรรดิที่อยู่ใต้ปกครองได้ ต่างฝ่ายต่างเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่มีอยู่ก็มหาศาลอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะรบราฆ่าฟันให้สิ้นเปลืองทรัพยากรอีกต่อไป  ด้วยเหตุนี้ เมื่อร้อยปีก่อนทั้งสี่จักรวรรดิจึงได้ทำ ‘พันธสัญญาระฆังสงบศึก’ ร่วมกัน และจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีศึกสงครามระหว่างจักรวรรดิเกิดขึ้นอีกเลย เปรียบดั่งท้องทะเลที่คลื่นลมสงบเงียบ 


            ลำนำที่หยางหว่านหยิบยกมาเล่าจบลงที่ตรงนี้ ท่ามกลางผู้ฟังที่ราวกับจมดิ่งสู่ห้วงแห่งประวัติศาสตร์ จดจ่อกับทุกถ้อยวาจา อเล็กซ์เองก็เช่นเดียวกัน เขารู้สึกชื่นชมในความรู้รอบของสตรีนางนี้จนอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมออกมา “อธิบายได้ยอดเยี่ยมมาก ตอนนี้ข้าเข้าใจความเป็นมาของยุทธภพเซี่ยงชานแห่งนี้อย่างกระจ่างแจ้งแล้ว” 


            สดับคำชม ริมฝีปากหยางหว่านเผยรอยยิ้มขวยเขินเล็กน้อย แต่ก็ยากที่จะทราบได้ว่านางรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ หรือนี่คือจริตการบริหารเสน่ห์ที่เธอเชี่ยวชาญและทำเป็นประจำ จากนั้นกล่าวตอบเสียงหวาน


            “ท่านผู้กล้าก็กล่าวเกินไป หากเทียบกับเหล่าผู้อาวุโส ความรู้ข้ายังนับว่าอ่อนด้อยนัก”


            เมื่อเรื่องราวประเด็นแรกสิ้นสุดลง ฮันเตอร์ที่นั่งฟังอย่างเงียบขรึมมาโดยตลอดก็ได้ทีโพล่งขึ้นมาบ้าง 


            “ประการต่อไปที่ข้าอยากรู้คือเรื่องผู้กล้าในคำทำนาย เหตุใดพวกข้าจึงเป็นผู้ถูกเลือก แล้วพวกข้าข้ามห้วงมิติมายังที่แห่งนี้ได้อย่างไร และหนทางใดที่จะทำให้ข้ากลับบ้านได้?” 


            คำถามของฮันเตอร์ยิงตรงเข้าประเด็น ไร้ซึ่งการปิดบังอำพรางจุดประสงค์ ชัดเจนว่ายามนี้สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มสนใจอย่างแรงกล้าคือการได้กลับสู่โลกที่เขาคุ้นเคย และสำคัญที่สุดคือพบหน้าลูกน้อยที่โชคชะตาราวกับกลั่นแกล้งให้ต้องพลัดพราก


            “เรื่องนี้ตัวข้าน่าจะอธิบายได้ดีกว่าหยางหว่าน” ผู้ที่โพล่งตอบออกมาในครานี้คือจืออวี้ โหรอาวุโสแห่งกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา ซึ่งนั่งอยู่ใกล้กับจางเหว่ยบริเวณหัวโต๊ะ 


            เมื่อได้สดับเช่นนี้ สายตาทุกคู่ในห้องใต้ดินลึกลับพลันย้ายจากสตรีเสน่ห์เย้ายวน สู่ชายชราโดยพร้อมเพรียง ก่อนที่ฮันเตอร์จะตอบรับด้วยน้ำเสียงสุภาพราบเรียบ


            “คงต้องรบกวนท่านผู้เฒ่าแล้ว” 


            “อืม เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าจงตั้งใจฟังให้ดี เหตุผลที่พวกเจ้าถูกลิขิตให้เป็นผู้กล้าในคำทำนาย เพื่อทำภารกิจสำคัญ โค่นล้มจักรพรรดิเฟยหลง ปลดแอกแผ่นดินจักรวรรดิเหลียนหยางจากความชั่วร้าย และนำพาความสงบสุขกลับคืนมาอีกครั้ง แม้ข้าจะดำดิ่งลงไปในญาณสัมผัสเท่าไร กลับไร้ซึ่งคำตอบที่ชัดเจน ดังนั้นในตอนนี้ ข้าเองก็ไม่มีเหตุผลอื่นใดให้พวกเจ้า นอกจากจะบอกว่ามันคือโชคชะตาที่กำหนดไว้โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง”


            คำตอบนี้ของจืออวี้ทำเอาสองบุรุษจากมนุษย์โลกถึงกับเลิกคิ้ว ตามด้วยใบหน้าที่หม่นหมองลงอย่างชัดเจน 


            “สรุปแล้วพวกข้าเป็นเพียงเหล่าคนโชคร้ายที่ถูกสวรรค์กลั่นแกล้งให้ต้องมาแบกรับชะตากรรมอันตราย ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย ข้ากล่าวถูกต้องหรือไม่” คำถามนี้ของฮันเตอร์ปราศจากการถนอมน้ำใจโดยสิ้นเชิง เนื่องจากชายหนุ่มมองตัวเองเป็นเพียงนักมวยธรรมดา อยากใช้ชีวิตสงบสุขสร้างครอบครัวเล็ก ๆ อันอบอุ่น ไม่เคยปรารถนาที่จะเป็นผู้กล้ากอบกู้โลกให้กับใครเลยแม้สักครั้ง


            “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดว่าชะตากรรมที่ต้องเผชิญไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย แต่ข้าก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามันคือความจริง” แม้ต้องทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย แต่จืออวี้ตระหนักดีว่า ยามนี้หนทางที่ดีที่สุดคือการกล่าวทุกอย่างโดยสัตย์จริง ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับมัน 


            ได้ยินคำตอบที่หนักแน่นดั่งหินผาของโหรอาวุโส ทั้งฮันเตอร์และอเล็กซ์ต่างนิ่งงันไปครู่หนึ่ง กลืนน้ำลายเหนียวลงสู่คอที่แห้งผาก ประหนึ่งว่ามันคือโชคชะตาที่พวกเขาต้องกล้ำกลืน


            “คำถามต่อไป แล้วเหตุใดพวกข้าถึงได้ทะลุมิติจากโลกของตัวเองมายังโลกแห่งนี้ได้?” หลังจิตใจสงบเย็นลงบ้าง ฮันเตอร์จึงเอ่ยถามต่อ


            “โลกของพวกเจ้ากับยุทธภพเซี่ยงชานแห่งนี้ แม้จะโคจรคู่ขนานกันมาโดยตลอด แต่ร้อยวันพันปีเคลื่อนผ่าน กลับไม่เคยเชื่อมต่อเข้าหากันสักครั้ง อาจเพราะเป็นเป้าประสงค์ของเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่เกินการรับรู้ของพวกเราที่อยากให้เป็นเช่นนั้น ทว่าสิ่งที่เคยดำรงอยู่เป็นวัฏจักรกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แม้แต่เหล่าทวยเทพเองก็คงไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น ด้วยหนึ่งสิ่งที่เรียกขานว่า ‘ศิลาผนึกปราณเทพเจ้า’”


            “ศิลาผนึกปราณเทพเจ้า?” ในขณะที่สมาชิกกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาคนอื่น ๆ นิ่งเฉยกับสิ่งที่จืออวี้เล่า สองบุรุษจากต่างโลกกลับเผลออุทานออกมาเป็นเสียงเดียว คิ้วขมวดบ่งบอกชัดถึงความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในใจ เมื่อได้ยินคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย


            “ใช่ อาจเรียกได้ว่าศิลาผนึกปราณเทพเจ้าเปรียบเสมือนกุญแจที่เปิดไขประตู นำพาพวกเจ้าจากโลกอีกใบมายังยุทธภพเซี่ยงชานแห่งนี้” จืออวี้กล่าวต่อ แต่ดูเหมือนว่าคำตอบนี้จะยังไม่อาจไขข้อสงสัยในใจของเหล่าชายหนุ่มได้หมด คราวนี้จึงเป็นอเล็กซ์ที่เอ่ยถามขึ้นบ้าง


            “ท่านผู้เฒ่าช่วยขยายความเรื่องศิลาผนึกปราณเทพเจ้าให้กระจ่างกว่านี้ได้หรือไม่?”



    คล้ายกับเรื่อง10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน ที่คุณอ่าน