เพราะครั้งก่อนที่อันเจิงฆ่าซูเฟยหยิง ทำให้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์กับโรงจวี้ฉ่างสนิทชิดเชื้อกันมากหากพูดโดยรวมแล้ว โรงจวี้ฉ่างและสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็ค่อย ๆเชื่อมโยงกันทีละนิด ความสัมพันธ์ระหว่างอันเจิงและจวงเฟยเฟยมีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยโดยเฉพาะหลังจากที่จวงเฟยเฟยไปคารวะศพจิงสานลิ้งในฐานะพี่สาวของอันเจิง
ฉะนั้นอันเจิงจึงหาอาวุธระดับสีทองให้ตู้โซ่วโซ่วโดยไม่ปิดบังโรงจวี้ฉ่างว่ามันเคยเป็นอาวุธระดับสีม่วงมาก่อน
แคว้นของผีหัวแดงที่อันเจิงพูดถึงความจริงแล้วมีชื่อว่าเอ้าซาหมาน ราชาของแคว้นเอ้าซาหมานทรงตั้งฉายาให้พระองค์เองว่าเป็นราชาแห่งท้องทะเลเป็นเจ้ามหาสมุทร และสัญลักษณ์ง้าวจี้ของราชาแห่งท้องทะเล ก็คือสัญลักษณ์ของแคว้นเอ้าซาหมานแต่เพราะถูกแม่ทัพที่เคียงข้างราชามานานนับสิบปีก่อกบฏ ราชาถูกปลงพระชนม์ ราชวงศ์ถูกล้มล้างฉายาราชาแห่งท้องทะเลจึงหายสาบสูญไป
ตู้โซ่วโซ่วรีบนำง้าวจี้ออกมาพลิกดูอย่างชอบใจ
อันเจิงเบ้ปาก“เมื่อครู่เจ้ายังขว้างทิ้งอยู่เลยไม่ใช่รึ”
“ทำไมเล่า ก็ข้าเป็นชายที่ตรงไปตรงมานี่”
“ข้าชอบคนตรง ๆ แบบเจ้านี่แหละ”
“ข้าก็รักเจ้าที่สุดเลย”
ขณะนี้เอง เสี่ยวช่านที่หมอบหลับอยู่บนโต๊ะก็ลืมตาขึ้นจากนั้นแสงระยิบระยับในดวงตาก็เปล่งประกาย
ต่อให้อันเจิงและจวงเฟยเฟยจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากแค่ไหนเขาก็ไม่กล้าให้จวงเฟยเฟยรู้เรื่องกงล้อเก้าภพของเสี่ยวช่านอยู่ดี ไม่อย่างนั้นสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์คงต้องดับสิ้นเพราะเสี่ยวช่านแน่เขาเชื่อว่าจวงเฟยเฟยจะไม่ทำเช่นนั้น แต่หากเรื่องนี้รั่วไหลออกไปเมื่อไหร่ผู้ฝึกพลังวัตรทั่วทั้งแคว้นเยี่ยนต้องบ้าคลั่งขึ้นมาแน่ อีกอย่าง ตอนนี้ดวงตาเสี่ยวช่านยังไม่ได้เปิดออกทั้งหมดหากถึงตอนนั้น คงไม่วายต้องตายด้วยน้ำมือคนโลภแน่นอน
เขาแกล้งทำเหมือนไม่สนใจแล้วพาเสี่ยวช่านออกไปยืนอยู่หน้าระเบียงเสี่ยวช่านโผล่หัวออกมาข้าง ๆ หน้าของอันเจิง สายตามองออกไปด้านนอกราวกับรออะไรอยู่
แน่นอนว่าจวงเฟยเฟยไม่มีทางรู้ได้ว่ากงล้อเก้าภพที่ยิ่งใหญ่จะมาอยู่กับแมวน้อยอย่างนี้
จู่ ๆ ห้องโถงด้านล่างก็วุ่นวายจากนั้นก็มีทหารพุ่งเข้ามาจากด้านนอก ทั้งหมดแบ่งออกเป็นสองด้านทำให้ผู้คนในห้องโถงโดนเบียดไปด้านหน้า
ขันทีหลี่ชางหลี่ของตำหนักจิงเซี่ยวเดินเข้ามาพร้อมชายสวมชุดม่วงด้วยสีหน้าถ่อมตน
จวงเฟยเฟยเดินมายืนข้างอันเจิง นางมองไปยังหลี่ชางหลี่ที่ดูเหมือนบ่าวรับใช้ชั้นต่ำ“นั่นเป็นสุนัขรับใช้อย่างแท้จริง ไม่เพียงกระดิกหางให้ไทเฮาอย่างเดียวนะแต่จะกระดิกหางให้บุคคลสำคัญทุกคนเลยล่ะ และมักจะไล่ขู่คนที่ไม่เหมือนตนไปทั่วอีกด้วย”
“เขาคนนั้นเป็นใครหรือ?” อันเจิงถาม
จวงเฟยเฟยมองไปทางชายชุดม่วง“เป็นอ๋องของแคว้นโยว ชื่อว่าทานซง เขาเป็นน้องชายของราชาทานเจ้อ เพราะมีจักรวรรดิต้าซีอยู่ฉะนั้นผู้ครองแคว้นจึงไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นองค์จักรพรรดิ แต่ใช้คำว่าราชาแทน ฉะนั้นถึงแม้ทานซงจะเป็นน้องชายของราชาทานเจ้อตำแหน่งสูงสุดก็เป็นได้แค่อ๋องเท่านั้น เพราะไม่ว่าอย่างไร คงไม่มีแคว้นไหนกล้าออกหน้าออกตาให้จักรวรรดิต้าซีเห็นหรอก”
อันเจิงถามขึ้น “ไทเฮาทรงแข็งข้อต่อแคว้นโยวไม่ใช่หรือแล้วทำไมสุนัขของพระนางถึงรับใช้อ๋องของแคว้นนั้นเล่า”
“การมาของแคว้นโยวในครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว รู้ว่าคนที่ไทเฮาทรงโปรดที่สุดก็คือหลี่ชางหลี่แน่นอนว่าพวกนั้นต้องส่งของให้เขาไม่น้อย คนคนหนึ่ง หากได้ผลประโยชน์มากพอก็ไม่ต่างไปจากสุนัขที่ได้เนื้อหรือกระดูกจากขู่ก็กลายเป็นกระดิกหางให้แทน”
อันเจิงขานรับจากนั้นก็ก้มหน้ามองเจ้าแมว เสี่ยวช่านเอาแต่จ้องท่านอ๋องชุดม่วงนั่นอันเจิงเดาว่าบนตัวเขาต้องมีของวิเศษอะไรอยู่แน่นอน
จากนั้นอันเจิงก็พบว่า เนื้อผ้าของชุดที่ท่านอ๋องสวมอยู่ไม่ต่างไปจากผ้าฟู่หมัวเลย
ในใจอันเจิงคิดว่ากงล้อเก้าภพคงต้องเคยร่วมเคียงข้างผ้าฟู่หมัวมาไม่น้อยและเคียงบ่าเคียงไหล่กันในสนามรบที่น่าหวาดกลัวเสียด้วย ฉะนั้นระหว่างเสี่ยวช่านและผ้าฟู่หมัวต้องมีความสัมพันธ์กันทางด้านจิตวิญญาณแน่นอนเสี่ยวช่านจ้องผ้าผืนนั้นอย่างจริงจังผ้าฟู่หมัวรับรู้ได้ถึงการกลับมาของกงล้อเก้าภพ ฉะนั้นจึงขยับไปมา
อันเจิงรีบเก็บผ้าฟู่หมัวไว้ในสร้อยลูกประคำอย่างดี ไม่อย่างนั้นหากผ้าฟู่หมัวลอยออกไปม้วนผ้าบนตัวของท่านอ๋องแล้วละก็ นั่นจะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่
จวงเฟยเฟยพูด “ข้าไปดูหน่อยแล้วกัน เรื่องออกหน้าออกตาแบบนี้ไม่ทำก็ไม่ได้พวกเจ้ารออยู่นี่ อีกประเดี๋ยวข้าจะสั่งคนจัดเตรียมอาหารมาให้ คืนนี้พวกเจ้าก็อยู่ที่โรงจวี้ฉ่างนี่แหละอย่ากลับไปเลย ไม่แน่อาจมีของดีอะไร ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะได้มันไป”
“ไปเถอะ ระวังตัวหน่อยก็แล้วกันทานซงนั่นดูเหมือนมีอะไรแปลก ๆ”
จวงเฟยเฟยยิ้มพลางพูด“เขามาขอเชื่อมความสัมพันธ์ด้วยตัวเอง ต่อให้จะเป็นอ๋องแล้วอย่างไร ในเมืองฟางกู้แห่งแคว้นเยี่ยนไม่ว่าเขาจะหัวงูแค่ไหนก็ต้องเก็บไว้”
อันเจิงส่ายหน้า ไม่ว่าอย่างไรเขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล
หลี่ชางหลี่พาทานซงเข้ามาในห้องโถงจวงเฟยเฟยและจางอี้ฟูทั้งสองเดินตามไป อันเจิงเปิดหน้าต่างและมองไปด้านนอกถนนราวกับถูกผนึกไปแล้ว เพราะมันเต็มไปด้วยทหารคุ้มกันของชาวเยี่ยนด้านในก็เต็มไปด้วยทหารยอดฝีมือสวมชุดดำยืนเป็นรูปวงกลมคาดว่าเป็นองครักษ์ที่ทานซงพามาเอง คนคนนี้ดูเป็นคนที่มีความมั่นใจสูงมากเขาเดินอยู่ในโรงจวี้ฉ่างเพียงคนเดียว ข้างกายไม่มีคนที่เชื่อใจได้เลยสักคน
ที่น่าแปลกกว่าก็คือ ท่านอ๋องไม่แม้แต่จะปรายตามองชายชุดแดงในห้องโถงเลยด้วยซ้ำ
“โซ่วโซ่ว”
อันเจิงหันกลับไปบอกตู้โซ่วโซ่ว “เจ้าคอยจับตาดูอยู่ที่นี่แล้วกันข้าจะออกไปจัดการอะไรหน่อย”
ตู้โซ่วโซ่วถาม “เจ้าจะไปทำอะไร”
อันเจิงมองเสี่ยวชีเต้าที่กินอิ่มแล้วหลับอยู่บนโต๊ะ“ตอนนี้ความสนใจทั้งหมดอยู่ที่คนของแคว้นโยว ไม่มีใครสังเกตข้าข้าจะไปหาทางเข้าใกล้คุกใต้ดิน หากเป็นไปได้ข้าจะหาโอกาสเข้าใกล้แม่นางเยว่จะได้ทำให้นางสบายใจขึ้น”
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า“งั้นเจ้าก็ระวังหน่อยแล้วกัน”
อันเจิงยื่นเสี่ยวช่านให้ตู้โซ่วโซ่ว“อุ้มไว้ดี ๆ ล่ะ ไม่ว่าเสี่ยวช่านจะอยากได้มากขนาดไหน ก็อย่าปล่อยให้มันพุ่งออกไปเด็ดขาด”
“วางใจเถอะ”
อันเจิงเดินออกจากประตูใหญ่ของโรงจวี้ฉ่างไปผู้ฝึกพลังวัตรของแคว้นโยวที่ยืนเฝ้าด้านนอกมองเขาแวบหนึ่ง แต่ทว่าไม่ได้ถามอะไรหลังจากผ่านการตรวจสอบของทหารองครักษ์แล้ว อันเจิงก็เดินออกมาตามถนนและเพราะทหารคุ้มกันจับตามองเขาอยู่ เขาจึงต้องเดินกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก่อนจากนั้นก็นั่งเงียบอยู่ในสำนักราวหนึ่งชั่วโมงก่อนจะปีนกำแพงออกไปแล้วตรงไปตามทิศทางของตำหนักวิหารสวรรค์
คุกใต้ดินทั้งหมดไม่ได้ซับซ้อนมากตามกฎของแคว้นเยี่ยนแล้ว คนที่ถูกขังไว้ในคุกใต้ดินต่างก็เป็นบุคคลสำคัญหรือถูกขังเป็นกรณีพิเศษทั้งนั้นด้านนอกคุกมีผู้ดูแลจากกรมราชทัณฑ์ ด้านในก็เป็นองครักษ์ของวังหลวง
อันเจิงเดินไปพลางคิดถึงเรื่องที่เขาสืบได้เมื่อหลายวันก่อนสุดท้ายก็วางเป้าหมายไว้ที่คนคนหนึ่ง
หมอหลวงจูเก๋อเชียวหยุนแห่งตำหนักวิหารสวรรค์
เหตุผลที่อันเจิงพุ่งเป้ามาที่คนนี้ เป็นเพราะว่าเขาใกล้ชิดกับความลับสองประการและความลับทั้งสองประการนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับอันเจิง ประการที่หนึ่ง เพราะเยว่ยินถูกขังเป็นกรณีพิเศษฉะนั้นมู่ฉางเยียนจะให้จูเก๋อเชียวหยุนเข้าไปตรวจชีพจรของเยว่ยินเป็นพัก ๆและเยว่ยินก็ไม่ได้ป่วยอะไร ประการที่สอง...เป็นเรื่องที่สำคัญมากกับอันเจิงอันเจิงสืบมาได้ว่า ตอนนั้นที่เฉินจ่งชวี่มาที่นี่จูเก๋อเชียวหยุนติดตามเขาไปทุกที่
แน่นอนว่าข้างกายเฉินจ่งชวี่ย่อมไม่ขาดหมอหลวงแต่ถึงกระนั้นแคว้นเยี่ยนก็ยังไม่วางใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นไปได้ว่าจูเก๋อเชียวหยุนน่าจะรู้เรื่องของเขาดีที่สุด
เพราะว่าจูเก๋อเชียวหยุนเป็นคนตรวจสอบศพของเขา
ที่น่าแปลกใจก็คือ จนถึงตอนนี้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ล้วนตายหมด ส่วนจูเก๋อเชียวหยุนก็เป็นกรณีพิเศษก่อนหน้านั้นที่อันเจิงดื่มเหล้ากับลีเหยียนเนียนผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับของกรมพิธีการเขาได้เล่าเรื่องของตัวเองให้อันเจิงฟังทั้งหมดแล้ว
ขณะนั้นลีเหยียนเนียนเป็นคนรับผิดชอบต้อนรับเฉินจ่งชวี่ฉะนั้นจึงรู้ว่าจูเก๋อเชียวหยุนติดตามคนของเฉินจ่งชวี่ตลอดและตอนที่เฉินจ่งชวี่หายตัวไประยะหนึ่ง จูเก๋อเชียวหยุนก็กลับมาที่ตำหนักวิหารสวรรค์ลีเหยียนเนียนคาดว่า จูเก๋อเชียวหยุนอาจเป็นคนเดียวที่เห็นเฉินจ่งชวี่จากไป
เป้าหมายที่เฉินจ่งชวี่มาแคว้นเยี่ยนก็ไม่ใช่การหยุดสงครามตั้งแต่แรกแล้วแต่เป็นเพราะอยากฆ่าอันเจิงเสียมากกว่า ฉะนั้นการที่เฉินจ่งชวี่จากไป นั่นก็เพราะมั่นใจว่าอันเจิงตายแล้วอันเจิงรู้จักเฉินจ่งชวี่ดี เขาเป็นคนระมัดระวัง ละเอียดอ่อนและขี้สงสัยเขาไม่มีทางจากไปโดยที่ยังไม่แน่ใจว่าอันเจิงตายหรือไม่และไม่มีทางให้อันเจิงรู้จักทุกคนที่ปรากฏตัวออกมาฉะนั้นจูเก๋อเชียวหยุนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ไม่ว่าจูเก๋อเชียวหยุนกับเฉินจ่งชวี่มีความสัมพันธ์อะไรกันแต่การมีชีวิตอยู่ของคนคนนี้ ก็ยืนยันให้เห็นถึงความสำคัญของเขาแล้ว
หลายวันมานี้ อันเจิงไตร่ตรองหาวิธีเข้าใกล้จูเก๋อเชียวหยุนมากมายแต่ก็ล้วนเป็นวิธีที่อันตรายทั้งนั้นเพราะมีเรื่องหนึ่งที่อันเจิงต้องแน่ใจก่อน...คือที่จูเก๋อเชียวหยุนยังมีชีวิตอยู่เพราะวิชาด้านการแพทย์หรือเป็นเพราะพลังวัตรที่มีกันแน่?หากจูเก๋อเชียวหยุนมีพลังวัตรที่แข็งแกร่งจนคนอื่นไม่กล้าแตะต้อง...หากเป็นอย่างนั้นด้วยพลังที่อันเจิงมีอยู่ในตอนนี้ การเข้าไปหาเขาโดยตรงไม่ใช่การรนหาที่ตายหรอกหรือ
อันเจิงคาดว่าตอนนี้ทางโรงจวี้ฉ่างคงไม่ต้องการตัวเขามากจึงคิดว่าตัวเองควรจับตาดูจูเก๋อเชียวหยุนก่อน เป็นการสำรวจลู่ทางหากมีโอกาสเมื่อไหร่ก็เข้าไปลงมือได้ทันทีหรือหากไม่มีโอกาสก็แค่กลับไปเท่านั้นเอง ทางด้านโรงจวี้ฉ่างจวงเฟยเฟยต้องพาท่านอ๋องไปดูของวิเศษก่อน คาดว่ากว่าจะเริ่มการประมูลอีกครั้งก็คงเป็นช่วงหลังอาหารฉะนั้นจึงถือว่าอันเจิงยังมีเวลามากพอสมควร
โดยปกติแล้วจูเก๋อเชียวหยุนจะอยู่ในตำหนักวิหารสวรรค์น้อยครั้งที่จะเคลื่อนไหว บ้านของเขาก็อยู่ไม่ไกลไปจากตำหนักวิหารสวรรค์มากนักมันอยู่กลางทางระหว่างคุกใต้ดินและตำหนักวิหารสวรรค์พอดี อันเจิงคิดว่า ตอนนั้นที่ราชามู่ฉางเยียนประทานที่พักแห่งนี้ให้จูเก๋อเชียวหยุนก็คงเพราะคำนึงถึงแม่นางเยว่ไว้ก่อนแล้ว
ในคุกใต้ดินมียอดฝีมือมากมายอันเจิงรู้ดีว่าด้วยพลังที่ตนมีในตอนนี้ไม่มีทางเข้าใกล้คุกได้แน่ฉะนั้นเขาจึงตัดสินใจไปดูบ้านของจูเก๋อเชียวหยุนก่อน หากจูเก๋อเชียวหยุนไม่อยู่นั่นก็เป็นโอกาสดีที่เขาจะเข้าไปสืบค้น
อันเจิงเข้าไปในโรงน้ำชาที่อยู่ตรงข้ามบ้านของจูเก๋อเชียวหยุนจากนั้นก็ขึ้นไปบนชั้นสาม ที่นี่สามารถสำรวจบ้านเขาได้จากมุมสูงภายในรั้วบ้านของจูเก๋อเชียวหยุนมีสมุนไพรเป็นจำนวนมากทั้งหมดถูกจัดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ถึงแม้จะอยู่บนชั้นสามของโรงน้ำชา แต่ก็ยังได้กลิ่นของสมุนไพรเหล่านั้น
จูเก๋อเชียวหยุนย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงสี่ปีฉะนั้นสมุนไพรเหล่านี้ก็ไม่ถือว่าเป็นของล้ำค่าอะไรมากมาย แต่การปลูกสมุนไพรต้องใช้เวลามากพอสมควรกว่าจะเติบโตได้อย่างนี้
อันเจิงอยู่บนชั้นสามของโรงน้ำชาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงในรั้วบ้านนั้นไม่มีใครเดินผ่านเลยแม้แต่คนเดียวอันเจิงคาดว่าภายในบ้านเป็นไปได้มากว่าไม่มีคนอยู่ ฉะนั้นเขาจึงจ่ายค่าน้ำชาแล้วแกล้งทำเหมือนเดินเล่นไปใกล้บ้านหลังนั้นการสร้างบ้านในเมืองฟางกู้มีระเบียบแบบแผนมาก และหลังบ้านทุกหลังจะต้องมีตรอกซอย อันเจิงเดินเล่นอยู่บนถนนครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าไม่มีคนเขาจึงกระโดดเข้าทางด้านหลังของบ้าน
บ้านหลังเล็กนี้มีทางเข้าสองทางอันเจิงอยู่บนชั้นสามของโรงน้ำชาเห็นเพียงทางเข้าด้านหน้า แต่มองไม่เห็นสวนด้านหลังบ้านฉะนั้นเมื่อเข้าไปแล้วเขาจึงระมัดระวังมาก กลัวว่าจะมีใครรู้สึกตัว
แต่อันเจิงกังวลมากเกินไป สวนด้านหลังบ้านไม่มีใครอยู่เลยสักคนมีแต่สมุนไพรแล้วก็สมุนไพรเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น สวนด้านหลังบ้านนี้แลดูเล็กกว่าหน้าบ้านมากทั้งยังปลูกสมุนไพรอย่างแปลกประหลาด เพราะเขาไม่ได้ปลูกขึ้นทีละต้นแต่ทว่าราวกับตั้งใจปลูกในลักษณะที่แปลกมาก
อันเจิงไม่ได้ใส่ใจสมุนไพรเหล่านั้นและไม่กล้าชักช้าเขาจึงรีบก้าวยาว ๆ ไปทางประตูบ้าน
เพิ่งเดินไปห้าก้าวในใจอันเจิงก็ตะโกนขึ้นมาว่า...แย่แล้ว
สมุนไพรที่ดูปกติเหล่านี้...ผิดปกติ!
ทันทีที่อันเจิงล้มลงเขาก็เข้าใจได้ทันที จูเก๋อเชียวหยุนไม่ได้ปลูกสมุนไพรพวกนี้ไว้รักษาคนแต่ปลูกเพื่อจับโจร...กลิ่นที่แปลกประหลาด วิธีการปลูกแบบประหลาดสมุนไพรที่ดูประหลาด ขณะนี้ดวงตาทั้งสองของอันเจิงเริ่มพร่ามัว ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้พลังวัตรของเขาก็ใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว
วินาทีที่ร่างเขาล้มลงเขามองเห็นเงาของใครบางคนกำลังเดินมาทางนี้
จากนั้นเขาก็หลับตาลงสูญเสียความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง