บทที่10-2 ศิลปะทั้งสี่ประการ
หวังิเยว่เป็ผู้สอนให้น้องสาวทำสีน้ำหวังิซินเอ่ยบอกคนรับใช้ไปเก็บดอกไม้สีต่างๆ ให้มากที่สุดเมื่อได้ดอกไม้จำนวนมากตามที่นาง้าแล้ว จึงเริ่มบดดอกไม้ให้ละเอียดใส่น้ำลงไปเล็กน้อย คั้นเอาแต่น้ำออกมา แล้วนำไปตั้งไฟอ่อนๆ ผสมแป้งสาลีลงไปคนให้เข้ากันจนเป็เนื้อเดียว แล้วหยดน้ำยางไม้ลงไปเล็กน้อย
น้ำยางไม้เป็สินค้าที่พี่สามของนางเป็ผู้ริเริ่มซื้อจากพ่อค้าต่างชาติชาวอังกฤษพี่สามบอกว่า การหยดน้ำยางไม้เล็กน้อยลงในสีน้ำ จะเป็การเพิ่มความเงาให้กับสีน้ำและทำให้สีติดทนมากขึ้น นั่นจึงเป็เหตุผลที่ทำให้ภาพวาดสีน้ำของนางมีการลงสีที่สวยและสะดุดตากว่าของผู้อื่น
นอกจากการใส่น้ำยางไม้ลงในสีน้ำแล้วพี่สามยังแนะนำให้นางนำน้ำยางไม้เป็ส่วนผสมในการปรุงเครื่องหอมด้วยเพราะน้ำยางไม้เมื่อนำไปปรุงแล้ว จะให้กลิ่นหอมที่เป็เอกลักษณ์ออกมาทำให้เครื่องหอมที่นางปรุงได้รับความนิยมจากลูกค้าจำนวนมาก
วันนี้หวังิซินทำสีน้ำให้หลานสาวได้ทั้งหมดแปดสีแล้วจึงให้คนงานไปนำ พู่กัน ดินสอ กระดาษซวนจื่อ(กระดาษสีขาวที่มีลักษณะลื่นและนุ่ม ซึ่งยากที่จะยับและเน่าเปื่อยใช้สำหรับการเขียนตัวอักษรจีนและวาดภาพในสมัยโบราณ) และขาตั้งวาดรูปสองอันสำหรับนางและหลานสาว
เมื่อได้ของตามที่้าแล้วิซินจึงเอ่ยถามหลานสาวของตนเองว่า
“ฟางเอ๋อร์อยากวาดรูปดอกไม้อะไรดีจ๊ะ”
“ข้าอยากวาดรูปดอกกุหลาบ (เหมยกุ้ยฮวา)เ้าค่ะท่านน้า”
“ได้จ้ะ”
หวังิซินจับมือหลานสาววาดรูปดอกกุหลาบด้วยดินสอลงบนกระดาษซวนจื่อเมื่อบนกระดาษปรากฏรูปร่างของดอกกุหลาบที่สวยงามดอกหนึ่งแล้วนางจึงปล่อยให้หลานสาวของนางระบายสีลงบนรูปด้วยตนเอง
ส่วนตัวนางเริ่มลงมือวาดรูปคือภาพที่นางได้เห็นั้แ่ก้าวแรกที่นางเดินเข้ามาในลานเครื่องเล่นภาพของหลานชายที่กำลังหัวเราะอยู่ในอ้อมอกของแม่นมอยู่บนชิงช้าและหลานสาวของนางกำลังอ้าปากกว้างหัวเราะเสียงใสดุจดังเสียงของกระดิ่งทองอย่างมีความสุขในขณะที่กำลังลื่นอยู่บนกระดานไม้ลื่นช่างเป็บรรยากาศที่บริสุทธิ์ไร้ความกังวล มีแต่ความสุขแช่มชื่น มิมีความทุกข์ใดๆแปดเปื้อน เป็ภาพที่ชโลมจิตใจของนางให้ชุ่มฉ่ำไปด้วยความสุข
ในระหว่างที่นางกำลังวาดรูปของตนเองหลานสาวของนางได้ระบายสีภาพดอกกุหลาบเสร็จแล้วนางจึงจับมือของหลานสาววาดรูปช่อดอกบัว (เหลียนฮวา) ที่ชูช่อออกดอกบานไสวโดยปล่อยให้หลานสาวเป็ผู้แต่งแต้มลงสีตามจินตนาการแล้วจึงหันไปลงมือวาดภาพในส่วนของตนเองต่อ
ทันทีที่หวังิซินวางพู่กันระบายสีลงในโถแก้วน้ำเสียงของชายหนุ่มผู้เป็เ้าของจวนได้ดังขึ้น
“ช่างงามเหลือเกินซินเอ๋อร์ช่างมีพร์ในการวาดรูปยิ่งนัก”
“คารวะพี่เขยเ้าค่ะ” หวังิซินยอบกายคารวะท่านรองเ้าเมืองเฉิงตือที่กำลังอุ้มลูกสาวคนโตอยู่
“พี่เขยมานานแล้วหรือเ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยถามพี่เขยเพราะรู้ดีว่าเมื่อตนเองได้วาดรูปหรือทำในสิ่งที่ตนเองชอบจะมุ่งสมาธิไปที่สิ่งนั้น จนไม่สนใจสิ่งอื่นใดรอบข้าง
“พี่กับฮูหยินเดินมาถึงได้สักพักแล้วแต่ไม่อยากรบกวนสมาธิของเ้า จึงได้นั่งรออยู่ตรงม้านั่ง”
หวังิเยว่อุ้มลูกชายคนเล็กอยู่ในอ้อมแขนเดินเข้ามาหาน้องสาวแล้วกล่าวว่า
“รูปวาดของน้องเล็กช่างงดงามและเหมือนจริงมากเหลือเกินสีหน้าของฟางเอ๋อร์และฮ่านเอ๋อร์ในรูปให้ความรู้สึกของความสนุกสนาน เพลิดเพลินเต็มไปด้วยความสุข ข้าอยากให้ทั้งสองคนเป็เช่นนี้ตลอดไปขออย่าได้มีความทุกข์ใดมากล้ำกรายลูกๆ เลย”
“จะเป็ไปได้อย่างไรเล่าน้องหญิงในชีวิตของคนเราย่อมต้องมีทั้งทุกข์และสุข เพียงแต่เราต้องสอนลูกให้มีสติเมื่อความทุกข์กล้ำกรายเข้ามา ต้องตั้งรับและหาหนทางแก้ไขให้ดีขึ้นมิใช่มัวแต่โทษโชคชะตาและฟ้าดิน”
“นี่ท่านพี่กำลังเลคเชอร์วิชาปรัชญาการใช้ชีวิตให้น้องอยู่หรือเ้าคะ”หวังิเยว่เอ่ยหยอกล้อกับผู้เป็สามี
หลี่หยางเหวินส่งลูกสาวที่อยู่ในอ้อมอกของตนเองให้กับแม่นมของลูกสาวเป็ผู้ดูแล แล้วกล่าวกับฮูหยินของตนเองว่า
“ข้าหรือจะกล้าสอนฮูหยินของข้าน้องหญิงโปรดยั้งมือให้พี่ด้วย”ท่านรองเ้าเมืองเฉิงตือประสานมือคำนับค้อมตัวลงเล็กน้อยเพื่อเป็การหยอกเอินผู้เป็ภรรยาจากนั้นจึงหันไปกล่าวกับผู้มีศักดิ์เป็น้องของภรรยาว่า
“ซินเอ๋อร์ พี่ขอภาพวาดนี้ได้หรือไม่พี่จะนำไปแขวนไว้ในห้องทำงาน ยามที่อ่อนแรงและเหนื่อยล้า เมื่อได้เห็นภาพของลูกๆคงทำให้พี่มีกำลังใจและมีแรงทำงานมากขึ้น”
“ได้เ้าค่ะ พี่เขยรอสักครู่นะเ้าคะ”
หญิงสาวหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วสะบัดลายเส้นลงชื่อ หวังิซิน ที่ใต้ภาพ รอจนน้ำหมึกแห้งจึงได้ปลดกระดาษออกจากขาตั้งแล้วมอบให้กับพี่เขยของตนเอง
“ขอบใจเ้ามากซินเอ๋อร์”
“ยินดีเ้าค่ะพี่เขย”
ท่านรองเ้าเมืองเฉิงตือคงไม่รู้ว่าภาพที่ตนเองได้นำไปแขวนในห้องทำงาน ในภายภาคหน้าจะมีมูลค่ามหาศาลเพราะเป็ภาพที่เหล่าบรรดานักสะสมภาพวาด้ามากเนื่องจากชื่อเสียงอันโด่งดังในฝีมือการวาดภาพที่สามารถสื่ออารมณ์และความรู้สึกผ่านรูปวาดและการลงสีที่เป็เอกลักษณ์ของจิตรกรโดยที่จิตรกรผู้นี้ได้แสดงฝีมือวาดภาพออกมาจำนวนน้อยยิ่งนัก
“นี่ก็ยามอู่แล้วพวกเราไปกินอาหารมื้อกลางวันกันเถอะพี่ให้พ่อครัวเตรียมของโปรดของน้องเล็กไว้แล้ว” นายหญิงของจวนเอ่ยบอกน้องสาวของตนเอง
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่สาม”
หลังจากอิ่มหนำสำราญกับอาหารเลิศรสจากจวนของท่านรองเ้าเมืองแล้วหลี่หยางเหวินกลับไปทำงานต่อยังที่ว่าการเมืองเฉิงตือ หวังิซินนั่งเล่นกับหลานทั้งสองคนจนกระทั่งถึงเวลานอนกลางวันของเด็กๆ นางจึงเอ่ยลาพี่สาวเพื่อกลับจวนท่านนายอำเภอ
หวังิซินกำลังพูดจาหยอกล้อกับสาวใช้ของตนเองอยู่ในรถม้าเสียงขององครักษ์ฉางเกิงะโร้องเสียงดัง สั่งให้ขบวนรถม้าหยุดในขณะที่นางกำลังนึกฉงนอยู่ในใจว่า เกิดสิ่งใดขึ้น สาวใช้ตัวน้อยได้กล่าวกับนางว่า
“คุณหนูเ้าคะ ข้าจะลงไปดูเองเ้าค่ะว่า เกิดอันใดขึ้น”
สาวใช้ตัวน้อยของนางไม่รอฟังคำพูดใดๆรีบะโลงจากรถม้าเพื่อลงไปดูเหตุการณ์ด้านนอกผ่านไปชั่วครู่เสียงตื่นตระหนกของสาวใช้ตัวน้อยดังขึ้น
“คุณหนูเ้าคะ มีผู้หญิงาเ็สาหัสนอนอยู่ที่ด้านข้างถนน ตอนนี้พี่ฉางเกิงกำลังดูอาการอยู่เ้าค่ะ”
“เ้าไปบอกให้ฉางเกิงอุ้มนางมาไว้ในรถม้าเถอะใกล้ถึงจวนของเราแล้ว จะได้ให้ท่านหมอมารักษานาง”
“เ้าค่ะคุณหนู”