ประมาณห้าโมงเย็น พวกเขาก็มาถึงสนามบินอู่ไท่ซาน จากที่นี่ไปถึงเขาอู่ไท่ซานใช้เวลาไม่นานนัก หลังจากนั้นทั้งสองก็ต่อรถมายังเป้าหมายไม่นานก็ถึงตีนเขาอู่ไท่ซานแล้ว เวลานี้มีนักท่องเที่ยวอยู่เป็นจำนวนมากกำลังทยอยลงมาจากเขายังต่อเนื่อง มีเพียงไม่กี่คนที่เดินสวนไป หนึ่งในนั้นก็คือพวกเขาทั้งสอง
อู๋ฉางแนะนำว่าควรหาโรงแรมพักผ่อนให้ผ่านวันนี้ไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยขึ้นเขากัน แต่ว่าเฉิงหยู่ร้อนไม่อยากโอ้เอ้เสียเวลา ต้องการสะสางเรื่องสำคัญให้เสร็จสิ้นเร็วๆ เขาต้องการรู้มาของศิลาวิญญาณ แม้จะแค่เพียงเล็กน้อย แต่ก็ต้องการทำให้มันลุล่วงโดยเร็ว
ระหว่างเดินขึ้นเขา เฉิงหยู่ก็คอยสังเกตุบรรยากาศรอบๆ สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่อย่างที่เขาจินตนาการเอาไว้เลย ภูเขาลูกใหญ่กว้างขวางแต่ค่อนข้างเตี้ย ไม่ได้เป็นป่าทึบเขียวขจีอย่างที่คาดเอาไว้ บนเนินเขามีต้นไม้ขึ้นพอให้หรอมแหรม แต่ก็ไม่ได้เยอะแยะอะไร
ที่แห่งนี้ไม่เหมาะแก่การฝึกตนอย่างยิ่ง! เฉิงหยู่ ก็ถอนหายใจ ด้วยความผิดหวังนิดหน่อย ดูจากสถานการณ์ตอนนี้พูดได้ว่าโอกาสที่จะพบเจอศิลาวิญญาณช่างน้อยนิด
ในระหว่างที่เดินอยู่นั้นเฉิงหยู่ไม่รู้สึกถึงไอพลังของศิลาวิญญาณเลยสักนิด แต่ก็คงรู้สึกถึงความรุ่งเรืองในพุทธศาสนาอยู่ มองเห็นแล้วอาคารหลังโตของวัด ก็รู้ทันทีว่านี่คือพุทธศาสนสถานที่มีประวัติยาวนาน
“ฮัดเช้ย!” อู๋ฉางที่อยู่ข้างๆ เดินกอดอกแล้วก็จามออกมาอากาศที่ค่อนข้างเย็น ถึงแม้เขาอู่ไท่ซานจะไม่สูงมากนัก แต่เมื่อมองทอดสายตายาวออกไป จะมองเห็นเทือกเขาที่ถูกห่อหุ้มด้วยหิมะสีขาวซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเขาคิดว่าพวกเขาอยู่มากนัก ด้วยเหตุนี้อุณหภูมิบนเขาอู่ไท่ซานจึงค่อนข้าต่ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยามฟ้าเริ่มมืดจะยิ่งทำให้อากาศยิ่งหนาวหนักขึ้นไปอีก
เฉิงหยู่มีปราณห่อหุ้มกายาเป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่หวั่นกลัวกับความหนาว แต่อู๋ฉางไม่ใช่ผู้ฝึกตนมันเป็นแค่เพียงคนธรรมดาๆเท่านั้น แถมยังสวมใส่เสื้อแขนสั้นเพราะความรีบร้อนจึงไม่ได้เตรียมตัวหยิบเสื้อหนาวติดมา อีกอย่างมันก็ไม่รู้ว่าเฉิงหยู่จะดึงดันขึ้นเขาถึงแม้จะมืดค่ำขนาดนี้แล้ว เดิมทีเขากะว่าผ่อนเอาแรงก่อน แล้วค่อยเตรียมตัวขึ้นเขากันในวันพรุ่งนี้
อู๋ฉางปาดน้ำมูกที่ไหลย้อยออกจากจมูก ทำให้มันรู้สึกค่อนข้างอายจึงพูดขึ้นว่า “ ฮ่ะๆ เขานี้อากาศเย็นจังเลยนะครับ”
เฉิงหยู่หยิบขวดยาออกมา เทยาจิ้งหยวนออกมาหนึ่งเม็ดยื่นให้กับอู๋ฉาง “ กินเข้าไปซะ มันจะช่วยต้านทานอากาศหนาวได้ ”
“ขอบคุณครับ นายน้อยหยู่” อู๋ฉางรับยาแล้วพูดขึ้นด้วยความปีติ เพราะนี่เปรียบเสมือนดั่งยาเทวดา มันรู้ว่านายน้อยหยู่พูดเรื่องจริง ก่อนที่จะกินมันเข้าปาก มันหยิบยาเม็ดนี้ขึ้นมาสูดดมมันก็สัมผัสถึงกลิ่นหอมละมุนอย่างที่สุด แล้วทันทีที่มันกลืนกินเข้าปาก ทันใดนั้นความอบอุ่นก็แผ่ซ่านทั่วร่างกายอย่างช้าๆ
ทั้งสองกำลังเดินผ่านวัดๆหนึ่ง เฉิงหยู่เหลือบมองมันเขียนว่า “วัดชิงเหลียง” สิ่งนี้ทำให้เฉิงหยู่งงอย่างมาก ยิ่งเมื่อมองลึกเข้าไปด้านในมีสิ่งปลูกสร้างตั้งเรียงรายให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ
“อู่ไท่ซานไม่ได้มีแค่วัดเดียว?” เฉิงหยู่ ถาม
อู๋ฉางที่เพิ่งกินยาชิงหยวนเข้าไป ก็รู้สึกว่าร่างกายของตนเองนั้นอบอุ่นขึ้นมากจริงๆ เป็นความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นก็ได้ยินเฉิงหยู่ถามขึ้น ถ้าไปถามนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเขาอู่ไท่ซาน ใครๆต่างก็รู้ทั้งนั้นว่าที่นี่ไม่ได้มีวัดแค่วัดเดียว! ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่บนสถานที่กว้างขวางขนาดนี้อย่างน้อยต้องมีอยู่เกือบร้อยอาคาร เขารู้ว่าเฉิงหยู่ไม่เคยมาที่นี่มาก่อนจะต้องไม่เข้าใจแน่ๆ
“ใช่ครับ เขาอู่ไท่ซานมียอดเขาหลักๆ อยู่ห้ายอดด้วยกัน หนึ่งยอดเขาก็นับเป็นหนึ่งจุดสุดยอด ก็เลยเป็นเขาอู่ไท่ซานที่มียอดเขาทั้งห้า ด้วยพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้อย่างน้อยๆก็มีหลายแห่งล่ะครับ”
“อะไรนะ! หลายร้อยวัด! บ้าแล้วๆ ฉันจะหาคนเจอได้ยังไง?” เฉิงหยู่พูดอย่างตกตะลึง เขาคิดว่าอู่ไท่ซานคือเขาๆเดียว แล้วบนเขาก็มีวัดๆ เดียว คิดไม่ถึงว่าห้ายอดรวมกันมีวัดอยู่หลายร้อย แล้วจะหาคนที่ต้องการพบเจอได้ยังไง
“นายน้อยหยู่ตามหาใครเหรอครับ? พระหรือ? ”
“ก็ใช่น่ะสิ... พระแก่รูปหนึ่งชื่อว่า เสิ้งอี้ไต้ซือ นายเคยได้ยินบ้างไหม?” เฉิงหยู่ถามเข้าประเด็น
“เอิ่ม... เอาจริงๆนะ ผมก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพระเจ้าสักเท่าไหร่นัก เอาอย่างนี้ไหมล่ะครับ ลองถามพระที่อยู่ในวัดนั้นดู พวกท่านเป็นนักบวชเหมือนๆกัน ก็น่าจะรู้จักกันนะครับ ” อู๋ฉางชี้ไปที่ด้านหน้าวัดชิงเหลียง
“เฮ้อ∼ ก็คงมีแค่ทางเดียวเท่านั้นแหละ” เฉิงหยู่มองดูไปทางด้านหน้า แล้วก็เดินเข้าไป
“ หลวงจีนน้อย รอครู่หนึ่ง ” ทั้งสองเข้ามาในวัดแล้วก็เห็นเณรน้อยรูปหนึ่งอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีกำลังเดินผ่านมา เฉิงหยู่ ไม่ยอมพลาดโอกาสรีบเข้าไปทักทายก่อนทันที
“อามิตตาพุทธ ประสกทั้งสองท่านมีธุระอะไรหรือ?” หลวงจีนน้อยได้ยินเสียงเรียกก็หันมาตอบ
“คือกระผมอยากจะถามว่าท่านเคยได้ยินชื่อ ไต้ซือเสิ้งอี้ บ้างรึเปล่าครับ ” อามิตตาพุทธใต้ซือเสิ้งอี้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดฝ่าเหลย ท่านเป็นคนเก็บตัว ดังนั้นผู้น้อยอย่างอาตมาไม่รู้จักหรอก?”
“อ๋อ? งั้นหลวงจีนน้อยบอกทางไปวัดฝ่าเหลยให้หน่อยได้ไหมครับ?” พอได้ยินหลวงจีนน้อยพูดถึงไต้ซือเสิ้งอี้เขาก็หูผึ่งทันที อย่างน้อยเขาก็สามารถรู้ถึงจุดหลักๆ ไม่อย่างนั้นสถานที่กว้างขวางขนาดนี้จะตามหาไต้ซือเจอได้ยังไง
“ถ้าหากประสกเดินออกจากวัดไปด้านล่าง จะเห็นว่าทางขว่ามือจะมีเดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ไปเรื่อยๆ จนสุดทางก็จะถึงวัดฝ่าเหลย วัดฝ่าเหลยตั้งอยู่บนยอดเขาทิศตะวันตกอยู่ห่างจากที่นี้ประมาณสิบกว่าลี้ ประสกสามารถเรียกรถประจำทางไปที่นั่นได้ ”
“ขอบคุณครับมากๆ ครับหลวงจีนน้อย”
“อามิตตาพุทธ” หลวงจีนกล่าวจบประโยค อู๋ฉางก็นิ่งเงียบไปสักพัก เขาเห็นว่าพระรูปนี้ยังเป็นเพียงหนุ่มน้อยแต่ก็บวชเรียนละจากทางโลกไปเสียแล้ว ฟังจากหมดจบประโยคอย่างคำว่า“อามิตตาพุทธ” ขอตอบคำถามผ่านไปอีกคำก็จะตอบคำว่าอีก “อามิตตาพุทธ” คำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าสามเณรเคร่งศาสนาเป็นอย่างมาก
เฉิงหยู่ และ อู๋ฉาง ลงมาถึงหน้าถนน ก็เห็นป้ายที่ทางแยกเขียนชี้ไปทางทิศตะวันตกว่าวัดฝ่าเหลย สายตาของอู๋ฉางก็กวาดหารถโดยสารประจำทางมุ่งไปยังจุดหมาย หลังจากเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงผ่านไปในที่สุด พวกเราก็มาถึงตีนเขาเยี่ยเฟิง
เฉิงหยู่มองขึ้นไปบนยอดเขาแล้วก็พูดว่า “คืนนี้เราหาที่พักกันก่อยดีกว่า! พรุ่งนี้ค่อยขึ้นเขา”
ทั้งสองก็หาโรงแรมไว้หลับนอนคืนนี้ หาของกินอร่อยๆ เฉิงหยู่ ไม่ชอบที่จะไปภัตตาคารใหญ่ๆ เขาชอบกินร้านเล็กๆตั้งแบบเพิงข้างทาง เพราะเขารู้สึกว่ารสชาติอาหารอร่อยกว่าภัตตาคารหรูเสียอีก
ตอนกลางคืนย่านนี้ครึกครื้นไม่ใช่เล่น ผู้คนต่างออกมาเที่ยวเล่น ชิมอาหารเลิศรส จับจ่ายใช้สอยซื้อของช้อปปิ้ง ร้านรวงทั้งหลายต่างดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยว
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ แกนี่มันหายนะชัดๆ วันๆก็เอาแต่ขโมยขนมปังที่ร้านฉัน แล้วก็วิ่งกลับบ้าน” ทันใดนั้นก็มีเสียงด่าทอดังลอยมาตามลม
เฉิงหยู่ได้ยินเสียงเอะอะมะเทิ่งดังกล่าว เขาก็หันไปมองยังที่มาของเสียงแล้วพบว่ามีชายรูปร่างท้วมไว้หนวดไว้เคราหนา ใส่ผ้ากันเปื้อนสีขาวกำลังกดเด็กคนหนึ่งลงบนพื้น ปากก็พล่ามด่าทอไม่หยุด เด็กที่โดนกดอยู่บนพื้นยังเด็กมากนัก อายุน่าจะราวๆ ห้าหกขวบเห็นจะได้ มือทั้งสองกำลังปกป้องของบางอย่างบนหน้าอก เท่าที่เฉิงหยู่จับใจความชายร่างอ้วนนั้นพูดได้ก็คือ เด็กคนนี้ได้มาขโมยขนมปังของมัน
“เจ้าเด็กเหลือขอ ดูซิ! คราวหลังยังจะกล้าทำอีกไหม” ชายอ้วนกำลังด่าเด็กน้อยหน้าดำหน้าแดง ขณะที่ร่างของเด็กน้อยถูกจับกดลงกับพื้น
เด็กน้อยไม่ได้พูดหรือโต้เถียงอะไรทั้งสิ้น เพียงแค่โอบอุ้มขนมปังเอาไว้แน่ราวกับเป็นทองคำ ด้วยเสียงโหวกเหวกด่าทอของถูกชายอ้วน ทำให้เริ่มดึงดูดสายตาของนักท่องเที่ยว ในเวลานี้นักท่องเที่ยวเริ่มหยุดมองแล้วพูดซุบซิบกันเป็นการใหญ่
“ก็แค่เด็กขโมยขนมปังชิ้นสองชิ้นเอง ไม่เห็นจะต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตขนาดนี้เลย ดูสิ...เด็กนั้นออกจะน่าสงสารไม่ใช่หรือไง?”
พอได้ยินผู้คนซุบซิบนินทาตัวเอง ชายอ้วนก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วตวาดกลับไปว่า “พวกคุณจะรู้อะไร! ตอนแรกผมก็เป็นคนใจดีหรอกนะ โดนขโมยอยู่สองสามครั้งก็คิดซะว่าทำบุญทำทาน แต่ไอ้เจ้าเด็กนี่มันเล่นมาขโมยทุกวันน่ะสิใครมันจะยอมได้ แถมตั้งแต่เจ้าเด็กนี่มาขโมยขนมปัง คนอื่นๆที่มาซื้อของกินที่ร้านฉันก็บอกว่าท้องเสีย จนแทบจะไม่ใครมาซื้อร้านขนมปังฉันอีกแล้ว”
“หึๆ เดี๋ยวนะปัญหาเรื่องท้องเสียมันมาจากขนมปังของร้านคุณไม่มีคุณภาพหรือเปล่า แค่เด็กมันมาขโมยขนมปังสองสามชิ้นจะทำให้ขนมปังเสียหายทั้งร้านได้ยังไง?”
“เรื่องนั้นจะเป็นยังไง ผมลองดูแล้วช่วยตัวเอง ก่อนเจ้าเด็กเหลือขอนี่จะมาขโมยขนมปังก็ไม่มีปัญหาอะไร พอเจ้าเด็กนี่มาปุ๊ปก็เกิดปัญหาปั๊บทันที วันนี้ฉันจะต้องสั่งสอนแกให้ได้ คราวหลังจะได้ไม่มาขโมยของอีก ได้ยินหรือยัง!”
“ได้ยินไหม ได้ยินหรือเปล่า ฉันบอกให้แกพูดไง” พอเห็นเด็กน้อยไม่พูดไม่จา ชายอ้วนก็ยิ่งโมโห ก็ยิ่งกดเด็กน้อยลงพื้นแรงขึ้น
“คุณทำแบบนั้นได้ไง คิดจะฆ่าเด็กนั้นหรือไง!” พอเห็นพฤติกรรมของชายอ้วน เด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็พูดขึ้นมา
“คิดว่าฉันกล้าไหมล่ะ ห๊ะ” ชายอ้วนหันหน้าไปตวาดใส่เด็กผู้หญิงคนนั้นจนหวาดกลัวถอยหลังกลับ แล้วก็ไม่พูดอะไรต่ออีก
“ปล่อยเธอซะ ฉันรับประกันว่าคราวหน้าเธอจะไม่มาขโมยขนมปังอีก” เสียงๆ หนึ่งดังลอดออกมาจากฝูงชน ชายวัยรุ่นอายุราวสิบแปดปีเดินออกมา ชายคนนี้ก็คือเฉิงหยู่เขามายืนอยู่ข้างๆเด็กน้อย
เฉิงหยู่ รู้ดีว่าชายอ้วนนั้นไม่ได้พูดโกหก ส่วนเด็กน้อยนี้ก็มีปัญหาจริงๆ บนร่างของเด็กน้อยมีสิ่งชั่วร้ายครอบงำอยู่ ซึ่งเขาเห็นมันได้อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าคงมีใครบางคนสาปแช่ง ใส่ ด้วยเพราะเฉิงหยู่เคยเป็นเทพเซียนมาหลายพันปี ตัวเองรู้ดีว่านี้ต้องเป็นฝีมือของวิญญาณร้ายที่ต้องคำสาปแน่ๆ
วิญญาณชั่วร้ายนี้ถูกสาป เมื่อมันสิงสู่ครอบงำร่างกายของคนๆนั้น มันจะค่อยๆสูบเอาพลังงานชีวิตเจ้าของร่างทีละน้อยๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมตอนที่เด็กน้อยคนนี้มาขโมยขนมปัง แล้วทำให้ขนมปังชิ้นอื่นบูดเสียหายไปด้วย นั่นเป็นเพราะสิ่งชั่วร้ายปะปนอยู่ในขนมปัง เพราะขนมปังชิ้นไหนถูกความชั่วร้ายสัมผัสชิ้นนั้นก็จะถูกสูบพลังชีวิตไปด้วยเช่นกัน สุดท้ายก็จะถูกรวบรวมเป็นพลังงานให้แก่วิญญาณร้ายต้นกำเนิดในร่างของเด็กน้อยคนนี้
ที่น่าแปลกก็คือ วิญญาณประเภทนี้มักจะสิงร่างของผู้ฝึกตนที่เหมาะสมเพื่อบ่มเพาะพลังงาน แต่เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมมันถึงต้องสิงร่างเด็กน้อยคนนี้
เฉิงหยู่พอเข้าใกล้เด็กน้อย ก็รู้สึกได้ทันทีว่าเขาถูกวิญญาณร้ายสิงสู่ร่างกาย แต่ทำไมเด็กน้อยคนนี้ถึงถูกสาปได้?
เฉิงหยู่ไม่เข้าใจ แต่ทว่าร่างกายของเด็กคนนี้ช่างแปลกประหลาด การที่โดนวิญญาณร้ายสูบพลังชีวิตมานานหลายปี แต่เด็กคนนี้กลับยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ไม่มีอาการแย่แต่อย่างใด นับเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลจริงๆ
ถึงแม้จะหาคำตอบไม่ได้ แต่เฉิงหยู่ก็ตัดสินใจว่าก็จะพาเด็กคนนี้ไปด้วย ไม่ใช่แค่ความเพียงอย่างเดียว แต่เขาคิดว่าวิญญาณร้ายไม่สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างเด็ดขาด
“คุณรับประกันหรือ? คุณจะเอาอะไรมาประกันล่ะ?” ชายอ้วน มองเฉิงหยู่ที่กำลังเดินเข้ามา
เฉิงหยู่รีบเข้าพยุงตัวเด็กให้ลุกขึ้น จากนั้นก็มองเด็กน้อยให้ชัดๆ อันที่จริงเด็กคนนี้เป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณห้าหกขวบ ใบหน้าสกปรกมอมแมม ดวงตาใสซื่อ
“สาวน้อย ไปกับพี่ชายไหมล่ะ? พี่ชายไม่ทำอันตรายกับเธอเด็ดขาด” เฉิงหยู่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เด็กน้อยไม่ได้พูดอะไร เพียงจ้องมองเฉิงหยู่ ในเวลานั้นสีหน้าของเด็กน้อยไม่สู้ดีเหมือนกำลังทรมานอย่างมาก เฉิงหยู่จึงรีบถ่ายลมปราณเข้าสู่ร่างหนูน้อยทันที
เฉิงหยู่รู้ว่าวิญญาณร้ายรู้ว่าตัวเองเป็นภัยต่อมัน เลยบังคับให้เด็กนั้นถอยห่าง ไม่ยอมให้เด็กคนนี้เข้าใกล้ตัวเอง
การที่เฉิงหยู่แทรกลมปราณเข้าใส่ร่าง ทำให้แม่หนูน้อยเริ่มมีอาการดีขึ้น เธอมองเฉิงหยู่แล้วก็พยักหน้าหงึกๆ เธอรู้สึกว่าพี่ชายคนนี้ช่างอ่อนโยน แล้วยังช่วยทำให้คอหายจากอาการทรมานอีกด้วย
เฉิงหยู่ ยิ้มแล้วก็อุ้มแม่หนูน้อยคนนี้ขึ้นมา “อู๋ฉางเอาเงินให้เถ้าแก่คนนี้ไปสองพัน น่าจะพอชดเชยรายได้ของเขาในวันนี้ได้บ้าง”
อู๋ฉางรีบหยิบเงินสองพัน ออกจากกระเป๋าหนังสีแดงแล้วยื่นให้เถ้าแก่ เถ้าแก่นั้นดีใจมาก เขารีบพูดขอบคุณยกใหญ่ ตอนแรกก็กะจะระเบิดโทสะให้หน่ำใจ หลายวันมานี้ค้าขายไม่คล่องเลย ยิ่งขายก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ เขาก็เลยอารมณ์ไม่ดี คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้เจอเรื่องดีๆกับเขาบ้าง
จบตอน