บรรยากาศยามเย็นย่ำเริ่มคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความมืดมิด ท้องฟ้าสีส้มครามของดวงอาทิตย์อัสดงค่อยๆ ดับแสงลงแทนที่ด้วยความเย็นของค่ำคืน ลมพัดแรงหอบเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนผ่านสนามหญ้าหน้า ผ้าม่านหน้าต่างห้องทำงานชั้นสองถูกรูดเปิดกว้างเผยให้เห็นบ้านเดี่ยวสีขาวที่ยังคงปิดไฟมืดสนิทไร้เงาแสงไฟใดๆ ผมนั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้หนังทำงาน คิ้วหนาขมวดมุ่นจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางเงียบเชียบอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจสมาธิทำงานแตกซ่าน
ผมหยิบเมาส์ปากกาขึ้นมาจดจ่อพยายามจะลากเส้นดีไซน์รูปสัญลักษณ์โครงการส่งลูกค้าต่อ แต่ฝ่ามือกลับเกร็งทื่อไร้ความนุ่มนวล สมองยังคงวนเวียนจดจำภาพเรือนร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นของข้าวหอม ยามที่ผมนวดเฟ้นโอบกอดรั้งเอวบางของน้องให้นั่งคร่อมทับบนตักกว้าง ััอุ่นผ่าวสั่นระริกยามที่น้องปลดปล่อยห้วงอารมณ์รักและเสียงกระซิบอ้อมแอ้มบอกรักผมข้างซอกคอยังคงสลักแน่นอยู่ในมโนสำนึกจนรบกวนการทำงานทั้งหมด
ผมพิมพ์ส่งข้อความแชทเดี่ยวไปหาข้าวหอมั้แ่่บ่ายสามโมงเพื่อสอบถามและชวนทานข้าวเย็นร่วมกันเช่นปกติ แต่น้องกลับเงียบหายไปนานหลายชั่วโมง ก่อนจะตอบกลับมาสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า...
'วันนี้ติดรายงานกลุ่มที่ตึกคณะอักษรฯ กลับค่ำครับ ไม่ต้องรอทานข้าวครับพี่ธันวา'
เด็กดื้อจอมซุ่มซ่ามกำลังจงใจหลบหน้าผม... นั่นคือข้อสรุปเดียวที่ผมประมวลผลได้หลังจากเหตุการณ์ร่วมรักแ่เบาสอนสรีระในห้องทำงานวันก่อน ผมลอบถอนหายใจยาว วิตกกังวลในอกลึกๆ ว่าแผนการ "ล่อซื้อล่อเป้า" ล่อลวงทางอ้อมจะตื่นเต้นตึงเครียดเกินไปจนทำให้น้องตระหนกหวาดกลัวความรู้สึกรักและพยายามถอยห่างหนีจากผมไป
ครืด... ครืด...
เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นะเืดังก้อง ดึงความคิดฟุ้งซ่านให้กลับคืนสู่โลกความเป็จริง หน้าจอแสดงเบอร์ของ 'คุณกิตติ' ลูกค้ารายใหญ่ที่เป็ผู้รับเหมาโครงการบ้านจัดสรรชานเมืองที่จ้างผมออกแบบโลโก้และงานเอกลักษณ์แบรนด์โครงการหรู ผมกดรับสายและกรอกเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉียบเ็าไร้รอยยิ้มลงไปทันที น้ำเสียงของผมไม่มีรอยอ่อนโยนหรือเป็กันเองเลยสักนิดเดียว แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับน้ำเสียงที่ใช้คุยกับเด็กข้างบ้าน
"สวัสดีครับคุณกิตติ... ครับ... เื่แบบร่างแบบที่สามผมส่งให้ตรวจสอบเมื่อเช้าแล้ว... แก้ไของศาตัวอักษรและแบบโครงสร้างงั้นเหรอ? ผมชี้แจงในรายละเอียดอีเมลไปชัดเจนแล้วนะครับว่าอัตราส่วนแบบนั้นเหมาะสมที่สุดสำหรับแบรนด์ของคุณแล้ว ถ้าปรับเปลี่ยนไปมากกว่านี้โครงสร้างโลโก้จะเสียความสมดุลและความพรีเมี่ยมทันที... ใช่ครับ ผมไม่แนะนำให้แก้และจะไม่ทำการแก้ไขส่วนนั้นให้ครับ... ถ้ายืนยันจะแก้ผมคงต้องขอคิดค่าบริการออกแบบเพิ่มตามระบบจ้างงานและขอยืดกำหนดส่งงานออกไปอีกสองสัปดาห์ครับ... สัญญาของเราระบุไว้ชัดเจนนะครับคุณกิตติ หากมีงานแก้ไขนอกเหนือข้อตกลง ผมมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะคิดค่าปรับเพิ่มเติมหรือยุติสัญญาทันที... ครับ ตกลงตามนี้ สวัสดีครับ"
ผมกดวางสายโทรศัพท์ด้วยท่าทางกระชับเฉียบขาด น้ำเสียงห้วนสั้นไร้ไมตรีสะกดให้อีกฝ่ายยอมรับฟังตามเงื่อนไขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาดขรึมดุดันและแข็งกร้าวของผมเป็ที่เลื่องลือในวงการทำงานจนใครๆ ก็พากันเกรงขาม
แต่ทว่า ทันทีที่ผมหันกลับมาจดจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างห้องทำงานไปยังบ้านเดี่ยวสีขาวของข้าวหอมที่ยังคงปิดไฟมืดตื๋อ อารมณ์เฉียบขาดขรึมดุก่อนหน้าก็มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงน้ำเสียงกระซิบพึมพำแ่เบาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นห่วงใยและกังวลใจอย่างที่สุดยามคิดถึงเด็กหนุ่มตัวเล็กแสนซื่อบื้อคนนั้น
"ดื้อจริงๆ เลยนะข้าวหอม... ป่านนี้ยังไม่กลับบ้านอีก แอบไปทำงานกลุ่มจริงหรือจงใจหลบหน้าพี่กันแน่ครับตัวแสบ... รู้ไหมว่าพี่เป็ห่วงเราจนแทบจะไม่มีสมาธิทำอะไรแล้วครับ"
ผมบ่นกับตัวเองเบาๆ พลางนึกถึงรสจูบแสนหวานฉ่ำบนเรียวปากบางของน้องที่ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวสมองจนทำเอาหัวใจเต้นหน่วงหนัก
---
ภายในห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ยามทุ่มครึ่งที่เงียบสงบ แอร์คอนดิชันเนอร์พัดลมเย็นเฉียบจนผิวของผมหนาวสั่นสะท้าน ผมนั่งเหม่อลอยสายตาจดจ้องหน้าจอกระดาษรายงานวิชาการวรรณคดีมาเกือบชั่วโมงโดยไม่ได้พิมพ์หรือแปลประโยคภาษาอังกฤษเพิ่มเลยสักตัวเดียว ในหัวสมองมันเอาแต่วนเวียนคิดถึงภาพััริมฝีปากอุ่นร้อนจัดของพี่ธันวาเมื่อวันก่อนจนใจเต้นรัวโครมคราม
พวกเราสามคนเดินไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยจากสหกรณ์คณะ นำมาเทน้ำร้อนแล้วมานั่งล้อมวงกินกันใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างอาคารเรียน ลมอุ่นยามค่ำคืนพัดพาความเหนื่อยล้ากระจายออกไป
"ข้าวหอม... ข้าวหอม! เป็อะไรเปล่าจ๊ะ เหม่อลอยตั้งนานแล้วนะ รายงานตรงหน้าแรกแปลเสร็จหรือยังลูก"
เสียงเรียกทักทายของ 'มุก' เพื่อนร่วมกลุ่มดึงผมให้หลุดออกจากภวังค์ความคิดฟุ้งซ่าน
ผมสะดุ้งตัวโยนหน้าแดงก่ำรีบปิดหน้าต่างหน้าจอรายงานพัลวัน
"อะ... อ๋อ! เสร็จแล้วครับมุก! เดี๋ยวผมรวมไฟล์ส่งเข้ากลุ่มให้นะ"
"เป็อะไรหรือเปล่าเนี่ยข้าวหอม? วันนี้ดูแปลกๆ นะ พูดจาอึกอักแถมยังหน้าแดงตลอดเวลา ไข้กลับมาอีกรอบเหรอจ๊ะ แล้วทำไมวันนี้อยากนั่งทำงานอยู่มหาวิทยาลัยจนห้องสมุดจะปิดขนาดนี้ ปกติเห็นติดพี่ธันวาแจ พี่ธันวาทำกับข้าวให้กินทุกเย็นไม่ใช่เหรอ วันนี้ทำไมแอบหนีมากินบะหมี่สำเร็จรูปประทังชีวิตที่ตึกคณะล่ะ ทะเลาะกับแฟนข้างบ้านเหรอจ๊ะ? พี่ธันวาเคยดุตบตีแกไหมเนี่ยดุขนาดนั้น"
'แบงค์' เพื่อนสนิทเอ่ยแซวน้ำเสียงเ้าเล่ห์ขำขัน
"มะ... ไม่ใช่แฟนนะครับแบงค์! แล้วพี่ธันวาก็ไม่เคยตบตีผมเลยด้วยครับ! พูดอะไรเนี่ย! พี่ธันวาเขาเป็แค่ผู้ปกครองจำเป็... แค่พี่ข้างบ้านดุๆ ที่พ่อแม่ฝากฝังให้ดูแลเฉยๆ ครับ!"
ผมละล่ำละลักแก้ตัวหน้าร้อนฉ่าแก้มใสแดงแจ๋จนลามลึกไปถึง่อกขาว
"ผู้ปกครองอะไรจะคอยมารับส่งถึงคณะทุกวัน แถมเวลาพวกรุ่นพี่คนอื่นเดินมาเฉียดใกล้กวาดสายตามองน้องข้าวหอม พี่เขาแทบจะเดินมาหักคอเขาทุกราย หวงไข่ในหินขนาดนั้นน่ะนะผู้ปกครองธรรมดา ป้าพรข้างบ้านยังเมาท์ให้ป้าสะใภ้ฉันฟังเลยว่าคุณธันวาหวงน้องชายข้างบ้านคนนี้แบบพิเศษสุดๆ ประคบประหงมสุด"
มุกช่วยเสริมทับจนผมอายม้วนหัวใจเต้นโครมครามพูดยังไงก็ไม่ขึ้น
ความจริงแล้ว... ผมไม่ได้อยากอยู่ทำรายงานจนดึกดื่นขนาดนี้หรอกครับ แต่เป็เพราะความอับอายและเขินจัดหลังจากเหตุการณ์ในห้องทำงานวันนั้นต่างหากที่ทำให้ผมไม่มีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับพี่ธันวา โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นแจ้งเตือนข้อความแชทและสายเรียกเข้าจากพี่ธันวาหลายรอบ แต่ผมทำใจกดยอมรับสายไม่ได้เลย ได้แต่พิมพ์บ่ายเบี่ยงโกหกคำโตส่งไปว่าติดงานกลุ่มค่ำๆ
ผมกลัว... กลัวว่าถ้าเจอหน้าพี่ธันวาตรงๆ แล้ว ผมจะเก็บอาการใจสั่นระทวยหน้าร้อนผ่าวไว้ไม่อยู่ และกลัวว่าแววตาดุดันแสนอบอุ่นคู่นั้นจะอ่านความคิดวาบหวามเสียวซ่านในสมองของผมออกหมดเปลือก
"งั้นห้องสมุดปิดแล้ว พวกเรากลับบ้านกันเถอะนะข้าวหอม เดี๋ยวเราขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งเราที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยหมู่บ้านละกัน จะได้กลับเข้าบ้านปลอดภัย"
แบงค์พูดพลางรวบรวมของใส่เป้สะพายหลัง
หลังตกลงกันได้ แบงค์ก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์โดยมีผมนั่งซ้อนท้ายจับไหล่เขาไว้แน่น ฝ่ากระแสลมหนาวยามค่ำคืน เส้นทางชานเมืองที่มืดและเปลี่ยวดูกว้างใหญ่กว่าปกติ ลมหนาวปะทะหน้าจนสติของผมเริ่มนิ่งสงบ แบงค์มาส่งผมที่ทางเข้าซอยหมู่บ้านพร้อมกับตบบ่าเบาๆ เอ่ยบอกอย่างเป็ห่วง
"กลับบ้านดีๆ นะเว้ยข้าวหอม มีอะไรกังวลใจเื่ที่บ้านก็โทรบอกฉันได้ตลอดนะ"
"ขอบใจมากนะแบงค์ ขี่รถกลับดีๆ ล่า"
ผมเดินก้าวเท้าเข้าไปในซอยหมู่บ้านเงียบสงบ แสงไฟทางส่องสว่างวูบวาบ ลมพัดใบไม้ไหวเบาๆ บรรยากาศดูเยือกเย็นจนหัวใจดวงน้อยสั่นสะท้าน เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านสีขาวของตัวเอง ผมพยายามเปิดและปิดประตูรั้วอย่างแ่เบาที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังข้ามกำแพง แต่สายตากลับเผลอเหลือบมองขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านพี่ธันวา แสงไฟจากห้องทำงานของเขายังคงเปิดสว่างโร่ แสดงว่าเขากำลังรอคอยอยู่จริงๆ
ผมรีบวิ่งกรูดเดินเข้าบ้าน จัดการล็อกประตูกลอนด้านล่างสนิทแ่าแล้วก้าวเท้าขึ้นห้องนอนชั้นสองด้วยหัวใจที่บีบรัดหน่วงหนัก ผมเปิดตู้เย็นดื่มนมจืดเย็นเจี๊ยบไปครึ่งกล่องเพื่อระบายความหิวโหยล้าสะท้าน ก่อนจะล้มตัวลงนอนกอดตุ๊กตาหมีขาสั่นริกอยู่บนเตียงนอนอันแสนอบอุ่น
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องบางขึ้นมาเปิดหน้าจอปลดล็อก นิ้วเรียวสั่นเทาเผลอกดเข้าไปในหน้าห้องแชทเดี่ยวของพี่ธันวา ผมเห็นสถานะขึ้นจุดสีเขียวว่า 'ใช้งานอยู่' บ่งบอกว่าคนตัวโตข้างบ้านยังไม่ได้นอนหลับและกำลังเฝ้ารอคอยข้อความจากผม
ผมเผลอจรดปลายนิ้วพิมพ์พิมพ์ข้อความไปว่า
'ผมถึงบ้านนอนแล้วนะครับพี่ธันวา ฝันดีครับ'
แต่พอจ้องข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความอับอายและเขินสะท้านในอกก็ตีตื้นขึ้นมาจนต้องรีบกดย้อนหลังลบตัวอักษรทิ้งไปจนหมดสิ้น ไม่กล้ากดส่งออกไปเลยแม้แต่ตัวเดียว
ผมกดปิดหน้าจอมือถือกอดกระชับตุ๊กตาหมีซุกหน้าลงผ้าห่มหนา ในอกรู้สึกอบอุ่นวาบหวามและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกเมื่อรับรู้ว่ามีผู้ปกครองจำเป็แสนดุคอยเฝ้ารอเฝ้าห่วงใยอยู่ฝั่งตรงข้ามในค่ำคืนนี้ แต่ขณะเดียวกันความเขินอายและสับสนหัวใจมันก็มีอิทธิพลมหาศาลจนผมไม่กล้าสู้หน้าเขาตรงๆ ไปอีกนานเลยล่ะครับค่ำคืนนี้!