บทที่ 28 ฟางเหิงออกล่าสัตว์
เช้าวันรุ่งขึ้น
สวี่โม่จัดเตรียมเครื่องเขียนของเขาให้เรียบร้อย ก่อนจะเริ่มต้มโจ๊กสำหรับน้องชายและน้องสาว
แต่ไม่คิดว่าเพียงก่อไฟ เจิ้งหรูเชียนก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
เด็กชายวัยสิบขวบขยี้ตา เขายังง่วงนอนอยู่บ้าง ร้องเรียกว่า “พี่ใหญ่” ก่อนรีบวิ่งไปเตรียมผักเพื่อนำไปส่ง แยกมะเขือยาวกับพริกไทยส่วนที่ดีและเสียออกจากกัน
ยุคสมัยนี้การหาเงินไม่ง่ายนัก
สวี่โม่ถอนหายใจ หันไปอีกทางฟางเหิงก็ตื่นแล้ว
เ้าสามซึ่งฝึกฝนวิชามาั้แ่เด็ก เขาตื่นแต่เช้าตรู่แบบนี้มาหกปีแล้ว จึงไม่ใช่เื่แปลกอะไร
แต่วันนี้เขากลับไม่ได้ไปที่ลานหลังวัดร้าง กลับหยิบกระบองไม้ขึ้นมา เอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “ข้าจะขึ้นไปบนูเาสักหน่อย”
สวี่โม่ไม่ได้โง่
ตรงกันข้าม เขาฉลาดมากกว่านั้น เมื่อนึกถึงคำพูดของจางฉีเฉวียนเมื่อวาน เขาก็เข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่ายทันที “เ้าจะไปล่าสัตว์ป่าหรือ”
ฟางเหิงไม่ปิดบัง เขาพยักหน้าเบา ๆ
สัตว์ป่าที่ว่าอยู่ลึกเข้าไปในูเา ตอนนี้เป็่หน้าหนาว บนูเามีหลุมลึกมากมาย หากตกลงไปคงยากที่จะรอด
สวี่โม่จึงไม่อยากให้เขาไปนัก
“ข้าไปไม่นาน หากล่าไม่ได้ก็จะไม่ฝืน” ฟางเหิงยืนกราน “พวกท่านวางใจได้ ข้ารู้จักประมาณตน”
สวี่โม่ไม่มีทางเลือก จำต้องถอยหลังให้เขาหนึ่งก้าว “เช่นนั้นเ้าต้องกลับมาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นสายนะ”
ฟางเหิงพยักหน้าแล้วจากไป
เมื่ออาหารปรุงเสร็จ เจิ้งหรูเชียนจัดผักบนเกวียนเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังเหลือที่ว่างสำหรับสามคน
น้องชายและน้องสาวที่เหลือต่างตื่นนอนมาล้างหน้า
สวี่โม่ยืนอยู่หน้าวัดร้าง เขามองออกไปเห็นฟางเหิงแบกกระบองไม้กลับมา ก่อนถอนหายใจและเตรียมตักโจ๊ก
หลังอาหารเช้า
เวินจืออวิ่นบดยาและจำแนกสมุนไพร
เจียงเซิงไปที่หมู่บ้านเพื่อเก็บผัก จ่างเยี่ยนก็ไปช่วยด้วย
ส่วนฟางเหิงขับเกวียนลาส่งผักพร้อมกับไปส่งพี่ใหญ่ไปสถานศึกษา
ระหว่างทาง สวี่โม่ไม่ลืมถามถึงสถานการณ์ของน้องสามที่เข้าป่า
ฟางเหิงไม่ปิดบัง “อากาศในป่าหนาวเกินไป สัตว์ทั้งหมดจึงจำศีลหน้าหนาว มองในแง่ดีก็ง่ายต่อการล่า แต่ข้อเสียคืออันตรายมาก ข้ามีวรยุทธ์ก็จริง แต่ไม่มีประสบการณ์ล่าสัตว์ จึงต้องกลับมาก่อน”
สวี่โม่ฟังพลางครุ่นคิดโดยไม่พูดอะไร
เจิ้งหรูเชียนกล่าวต่ออย่างคล่องแคล่ว “หากเ้ามีนายพรานผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอนก็คงดี”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสามก็สบตากัน
………
หมู่บ้านสิบลี้
เจียงเซิงเก็บผักจากคนในหมู่บ้านกลับมาเต็มตะกร้า นางวางมันลง เม็ดเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก
จ่างเยี่ยนจึงล้วงหาผ้าเช็ดหน้าจากในแขนเสื้อของเขา
แต่สิ่งที่หยิบออกมากลับเป็แต่ปุยฝ้ายที่พันกันเป็ก้อน
เสื้อคลุมราคาถูกคุณภาพย่อมย่ำแย่ ใส่ได้ไม่กี่วันก็หลุดลุ่ยเป็ปุยหมดแล้ว
เจียงเซิงไม่ค่อยพอใจนัก แต่พอเห็นจ่างเยี่ยนขมวดคิ้วมองก้อนฝ้าย นางก็อยากหัวเราะเขา “หรือพี่ห้าคิดจะหยิบผ้าเช็ดหน้าให้ข้า พวกเราไม่ใช่คุณชายคุณหนูนะ จะมีของพรรค์นั้นได้อย่างไร”
เหงื่อบนหน้าผากถูกเช็ดลวก ๆ ด้วยแขนเสื้อ เด็กขอทานอย่างพวกนางมักจะคิดเื่เอาชีวิตรอดเป็หลัก
เจียงเซิงยกแขนเสื้อเช็ดเหงื่ออย่างร่าเริง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นจ่างเยี่ยนมีเหงื่อบนหน้าผากเช่นกัน นางจึงใจกว้างยื่นแขนเสื้ออีกข้างไปเช็ดหน้าผากให้เขา
จ่างเยี่ยน “…”
เขาไม่มีอะไรจะพูด ได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น
“เจียงเซิง ระวังเ้าห้าจะไม่พอใจนะ” เวินจืออวิ่นเตือนอย่างหวังดี
เจียงเซิงแลบลิ้น “พี่ห้าไม่โกรธข้าหรอก หรือต่อให้โกรธ ข้าก็แค่ทำให้เขาหายโกรธ”
นางยังไม่ลืมถามความเห็นจากจ่างเยี่ยน “ข้าพูดถูกหรือไม่ พี่ห้า”
จ่างเยี่ยนยังคงไม่พูดอะไร แต่สีหน้าเคร่งเครียดก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง
บรรดาห้าพี่ชายในวัดร้าง ไม่มีใครสามารถทำอะไรน้องสาวอย่างเจียงเซิงได้เลย
นางเองก็ไม่ได้ใส่ใจมาก ทุกวันมีขอเพียงมีความสุขสนุกสนาน นางพูดเล่นกับใครก็ได้ ทั้งไร้เดียงสาจนถึงที่สุด
ในอดีต การะโด่าทอ การทุบตี และความหิวโหย เหมือนจะไม่เคยทิ้งร่องรอยไว้บนตัวนาง
น้องสาวที่เช่นนี้
ผู้ใดเล่าจะไม่รักใคร่เอ็นดูนางเล่า
เวินจืออวิ่นยิ้มเล็กน้อย ก้มหน้าบดยาสมุนไพรต่อ พลางเปิดตำราที่บิดาทิ้งไว้ ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง
เจียงเซิงวางผักไว้มุมห้อง กำลังจะออกไปเก็บผักอีกรอบ ฟางเหิงก็บังคับเกวียนลากลับมา
ทว่าบนเกวียนลามีอีกสองคนกลับมาด้วย
คนหนึ่งคือเจิ้งหรูเชียนซึ่งกลับมาหลังจากส่งผัก ส่วนอีกคนคือจางฉีเฉวียนที่เมื่อวานร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในวัดร้าง
เมื่อเห็นดวงตากลมโตของเจียงเซิง จางฉีเฉวียนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
โชคดีที่ฟางเหิงช่วยเขาไว้ทัน “ไปกันเถอะ”
จางฉีเฉวียนรีบหยิบไม้สองท่อนขึ้นมาแล้วจากไป
เจียงเซิงมองตามหลังพวกเขาอย่างงุนงง “พี่สามจะไปทำอะไรหรือ”
“ไปล่าสัตว์” เจิ้งหรูเชียนตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า “่นี้ทุกคนกำลังหาเงิน กระทั่งพี่ใหญ่ยังเตรียมสอบขุนนางเลย เ้าสามคงนั่งไม่ติดแล้ว”
ทุกคนต่างอยากมีส่วนช่วยครอบครัวนี้
ไม่มีใครอยากเป็ภาระที่คอยกินและนอน
จ่างเยี่ยนเม้มปาก ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตนเองควรทำอะไรเช่นกันบ้าง
อย่างน้อยเขาก็ไม่อาจปล่อยให้พี่ชายทั้งหลายเหนือกว่าตนเองได้
ตกเย็น
ฟางเหิงกลับมาจากูเา เขากับจางฉีเฉวียนได้ทำกับดักเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอให้เหยื่อมาติดกับเท่านั้น
ตอนนี้ เขาต้องไปนั่งเกวียนลาไปรับสวี่โม่กลับ
เนื่องจากผักส่งไปั้แ่่กลางวันแล้ว ครั้งนี้จึงเป็การไปโดยไม่บรรทุกสิ่งใด
จ่างเยี่ยนที่ปกติไม่ค่อยพูดจากลับเอ่ยขึ้น “พี่สาม ท่านจะรับผู้โดยสารไปที่อำเภอด้วยหรือไม่”
ฟางเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกได้ว่าเกวียนลาสามารถรับผู้โดยสารได้
แต่พวกเขามักจะนั่งแค่กลุ่มของตัวเอง หรือไม่ก็บรรทุกผักจนเต็มเล่มเกวียน กระทั่งลืมเื่นี้ไปเสีนสนิท
ตอนนี้เขาเข้าอำเภอด้วยเกวียนเปล่า ไม่ว่าจะพาคนไปกี่คนก็ถือเป็รายได้พิเศษทั้งนั้น หนึ่งถึงสองเหวินก็ไม่น้อยหรือจะคิดสามสี่เหวินก็ไม่มากไป
แต่เื่แบบนี้ก็เหมือนกับพ่อค้าที่เดินขายตามถนน จำเป็ต้องะโเรียกลูกค้า คนถึงจะรู้
ฟางเหิงนึกถึงตัวเองที่ต้องะโเรียกลูกค้าตามท้องถนน ใบหน้าก็แดงขึ้นมาแล้ว เขาคงอ้าปากทำเช่นนั้นไม่ได้แน่
จ่างเยี่ยนเองก็ะโป่าวร้องไม่ออกเช่นกัน แต่เขามีคนที่เหมาะสมอยู่ในใจแล้ว
“พี่รองยังต้องไปเก็บผักอยู่ ทำไม่ท่านลองะโเรียกลูกค้าดูเล่า” เขาเม้มริมฝีปากสีแดงเรื่อ พลางเข้าใกล้เจิ้งหรูเชียน
เจิ้งหรูเชียน “...”
น้องชายตัวน้อยนี่ยังจะกล้ามาสั่งใช้เขาอีกหรือ
เป็เพราะพวกเขาสองคนหน้าตาน่ามองแต่กลับไม่ยอมเปิดปาก คิดอยากจะให้เขาปากพูดมากหรืออย่างไร
พี่รองไม่พอใจมาก เขาหันหน้าหนีแกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน
จ่างเยี่ยนไม่มีทางเลือก จึงยื่นมือออกไปดึงแขนเสื้อเขา แล้วเรียกเบา ๆ อีกครั้ง “พี่รอง...”
เจิ้งหรูเชียนเริ่มรู้สึกหวั่นไหว
ไม่ผิดที่คนกล่าวว่าโฉมงามมักทำให้จิตใจมัวเมา เ้าห้าเพียงออดอ้อนนิดหน่อย เขาก็ชักทนไม่ไหวแล้ว
เจิ้งหรูเชียนไม่กล้าจินตนาการเลยว่า หากจ่างเยี่ยนเป็เด็กผู้หญิง เขาจะสร้างหายนะให้แผ่นดินขนาดไหน
“ได้ ๆ ข้าจะไปเรียก ข้ากำลังจะไปเรียกแล้ว” เขายอมแพ้ คว้าตะกร้าใบเล็กแล้ววิ่งออกไป
เขาทั้งวิ่งพลางะโไปว่า “มีใครจะไปที่อำเภอไหม แค่หนึ่งเหวินก็ไปได้ แค่หนึ่งเหวินก็ไปได้แล้ว”
เวลาผ่านไปไม่นาน ก็มีคนยืนอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านสี่คน พวกเขาล้วน้าไปที่อำเภอ
พวกเขาคิดจะเดินไป หรือนั่งเกวียนไปวันพรุ่งนี้ แต่พอได้ยินว่าวันนี้มีเกวียนลาราคาถูก เพื่อให้เสียโอกาส จึงเดินมาตามเสียงของเจิ้งหรูเชียน
ฟางเหิงรู้สึกพอใจมาก เขาบังคับเกวียนลาไปยังอำเภอ
ก่อนฟ้ามืด เขาก็พาสวี่โม่กลับมาถึง
ขาไปเขารับผู้โดยสารสี่คน ขากลับก็รับผู้โดยสารสามคน ภายในสองชั่วยามหาเงินได้ถึงเจ็ดเหวิน
ฟางเหิงส่งพวกเขากลับบ้านทั้งหมด
เจียงเซิงไม่เกรงใจ ยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ เปิดถุงเงินเล็ก ๆ ยัดเงินเจ็ดเหวินลงไป นางผูกปากถุงก่อนเก็บใส่ในอกเสื้อ
อาการเย็นนี้นางจะเป็คนทำ
อาหารใหม่เอี่ยม อุ่นร้อนจนควันลอยฉุย ยกวางขึ้นโต๊ะ สีหน้าของพี่ชายทั้งหลายต่างแข็งทื่อ
สวี่โม่มองอาหารที่ยังไม่สุก เขาเอ่ยเสียงเบาว่า “เ้ารอข้ากลับมาค่อยทำอาหารเย็นก็ได้”
“ไม่ได้” เจียงเซิงตอบอย่างมีเหตุผล “พี่ใหญ่ไปเรียนหนังสือก็เหนื่อยมากแล้ว ยังต้องกลับมาทำอาหารเย็นอีกหรือ ท่านแค่กินอาหารที่ข้าทำก็พอ”
เจิ้งหรูเชียนกลืนผักกาดที่แสบคอลงไป “ข้าเห็นด้วยกับพี่ใหญ่”
ฟางเหิงไม่พูดอะไร พลางคีบรากผักที่มีดินติดอยู่ออกมา เขาครุ่นคิดว่าสองสามวันนี้ต้องไปดูกับดักบนูเาให้มากขึ้นสักหน่อย
น่าเสียดาย เนื้อสัตว์ป่าไม่ใช่ว่าอยากได้ก็จะได้
ถึงแม้จะปรารถนา แต่ก็ต้องรอคอยอย่างใจเย็น
เขารอแบบนี้จึงเกือบครึ่งเดือน
เขาไม่ได้รอเนื้อสัตว์ป่า แต่รอฤดูหนาวให้มาถึง
เพียงข้ามคืน น้ำค้างในทุ่งนาก็จับตัว ผิวน้ำในแม่น้ำถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งชั้นบาง ชาวนาถอนโครงปลูกถั่ว ขุดรากมะเขือยาวและต้นพริกขึ้นมา
มะเขือยาวและถั่วฝักยาวที่เคยล้นตลาด กลับกลายเป็ของขาดตลาดในชั่วข้ามคืน เจิ้งหรูเชียนเดินทั่วหมู่บ้าน ใช้เวลาไปสองวันก็เก็บได้แค่ครึ่งเกวียน
เขารู้สึกเลื่อนลอย นั่งเหม่ออยู่ที่ประตูวัดร้าง กังวลว่าหากผิดสัญญากับเถ้าแก่ไป๋ อีกฝ่ายอาจยกเลิกข้อตกลงของพวกเขา
เจียงเซิงก็เหม่อลอยเช่นกัน ถึงแม้เถ้าแก่ไป๋จะใจดีและไม่ยกเลิกข้อตกลง แต่รายได้ของพวกเขาในวันหน้าก็จะลดลงมาก
เมื่อเห็นพี่น้องทั้งสองกำลังจะมองตากันด้วยแววตาที่เอ่อล้นน้ำตา
จางฉีเฉวียนก็รีบวิ่งเข้ามาหา “เ้าสามอยู่ที่ไหน รีบไปตามเขามาเร็ว บนูเามีตัวอะไรใหญ่ ๆ มาแล้ว!”