เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 107 ความโชคดีที่คาดไม่ถึง

              แม้ว่าสวีจ้านจะจับไปเพียงไป๋สุ่ยเอ๋อร์และเมิ่งฝานก็สามารถจากไปได้โดยไม่ต้องสนใจสิ่งใดแต่นี่หาใช่นิสัยของเขาไม่ ที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดหากผู้ใดให้เกียรติเขาเขาก็พร้อมที่จะให้เกียรติกลับคืนไป แต่หากผู้ใดระรานราวีไม่จบไม่สิ้นเขาก็พร้อมที่จะสนองด้วย...การสังหาร!

              นับประสาใดกับไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่ผจญอันตรายด้วยกันมาหลายครั้งอีกทั้งเมิ่งฝานก็ยังถือว่านางเป็นสหายผู้หนึ่งด้วย แม้ในยามที่เขาบอกว่านางเป็นสตรีของตนเองจะเป็นเพียงคำหยอกล้อแต่เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าถึงอย่างไรตนเองก็ต้องไปยังลานประลองแห่งนั้น

              แม้ต้องเผชิญกับขุนเขาแห่งคมดาบหรือทะเลเพลิงก็จะไม่หันหลังต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลายข้าก็จะไปตามใจฝัน!

              หลังจากที่กวาดตามองไปโดยรอบเมิ่งฝานก็รู้ว่าไม่อาจชักช้าได้แล้วแม้ว่าที่นี่จะเป็นสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราแต่หากต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณและองครักษ์แพรโลหิตที่อยู่เบื้องหลังของคนผู้นั้นเมิ่งฝานจะต้องพึ่งพาตนเอง

              เมิ่งฝานโยนเหรียญทองคำให้กับหนึ่งในทหารเหล่านั้นก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้า เป็นตัวแทนข้าไปบอกกับสวีจ้าน!”

              ..........

              ณ ลานประลองของเมืองไท่หยาง

              สวีจ้านยืนตระหง่านอยู่บนแท่นเวทีขนาดใหญ่เขามองไปยังทหารองครักษ์เบื้องหน้าด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็น

              ส่วนผู้ที่ถูกมองก็หน้าถอดสีก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น“เขาผู้นั้นบอกว่า...สวีจ้าน อีกสามวันข้าจะมารับตัวนาง หากขาดขนไปหนึ่งเส้นข้าจะฟันเจ้าหนึ่งครั้งหากไม่พอข้าก็จะขุดสุสานบรรพบุรุษเจ้า!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นใบหน้าของสวีจ้านก็แดงเถือกไปด้วยความเดือดดาลจิตสังหารที่ดุดันแผ่ซ่านออกจากนัยน์ตาทำให้ทหารองครักษ์ผู้นั้นกระโดดหนีด้วยความหวาดกลัวเมื่อจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณเดือดดาลอากาศรอบกายก็พลอยเยือกเย็นตามไปด้วย

              หึหึ!

              เสียงหัวเราะดังขึ้นจากข้างกายของเขาเจ้าของเสียงนั้นคือไป๋สุ่ยเอ๋อร์นั่นเอง ยามนี้นางถูกมัดเอาไว้เหนือลานประลอง ใบหน้าซีดเผือดทว่ากลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า

              เจ้าคนนี้เวลาแบบนี้ยังพูดจาเช่นนั้นออกมาได้ แต่ก็สะใจดีไม่น้อย

              แต่ว่า...เขาจะมาจริงหรือ?

              นัยน์ตาของไป๋สุ่ยเอ๋อร์วาวโรจน์ไม่มีผู้ใดไม่กลัวตาย ซ้ำเมิ่งฝานไม่ใช่ผู้ที่หลงใหลในความงามของนาง หากต้องเผชิญหน้ากับองครักษ์แพรโลหิตและจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณเช่นนี้เกรงว่าคงมีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่กล้าสบตา

              เพราะเมื่อใดที่เข้าสู่ขั้นเกลาวิญญาณพลังปราณกับพลังจิตจะสอดผสานกันมีพลังที่น่าสะพรึง ต่อให้เมิ่งฝานแข็งแกร่งปานปีศาจเพียงใดก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของสวีจ้านได้!

              เขา...คงจะไม่มาแล้วล่ะ!

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอ่ยออกมาในใจแม้ว่านางจะไม่อยากให้เมิ่งฝานมา แต่ก็มีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในหัวใจ

              สวีจ้านปรายตามองไป๋สุ่ยเอ๋อร์แล้วกำหมัดแน่นก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“หัวเราะสิ่งใดกัน? เจ้ามันก็แค่คนที่ใกล้ตายเท่านั้นแต่ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ทำอันใดเจ้าหรอกและเกรงว่าเมิ่งฝานผู้นั้นก็คงจะไม่ได้แตะต้องเจ้าด้วยเช่นกันสินะ? วางใจได้ อีกสามวันข้างหน้าข้าจะเอาชนะมัน หลังจากนั้นจะให้มันมองดูเจ้าถูกข้าล่วงเกิน!”

              “ชั้นต่ำ!”

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ปรายตามองสวีจ้านแล้วเอ่ยออกไปด้วยความไม่สบอารมณ์

              หึ!

              สวีจ้านกระตุกยิ้มก่อนจะเดินไปยังแท่นสูงบุรุษวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าของสวีจ้าน ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนมองเขา แล้วเอ่ยอย่างจนปัญญา“ดูท่าผู้ที่เจ้ามีเรื่องด้วยจะไม่น่าหาเรื่องสักเท่าใดข้าได้ยินว่าไม่นานมานี้เขาเพิ่งจะสังหารคนของตระกูลเมิ่งอย่างเมิ่งซีต่อหน้าคนมากมายพรสวรรค์ของเจ้าเด็กคนนั้น...”

              บุรุษวัยกลางคนตรงหน้าสวีจ้านในยามนี้ก็คือประมุขตระกูลหงผู้ดูแลลานประลองหงเหลย ซึ่งเขาก็นับว่ามีการคบค้าสมาคมกับสวีจ้านอยู่บ้าง การที่ตระกูลหงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ก็อาศัยการค้าในด้านทหารด้วยเช่นกัน

              สวีจ้านปรายตามองหงเหลยก่อนจะกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยด้วยความเยือกเย็น“ต่อให้มีพรสวรรค์ดีกว่านี้แล้วจะอย่างไร สามวันข้าจะให้เวลามันเพียงสามวันเท่านั้น หงเหลยเจ้าช่วยไปกระจายข่าวให้ข้าว่าอีกสามวันจะมีประลองที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันระหว่างข้ากับเมิ่งฝานหึหึ มันทำให้ชื่อเสียงขององครักษ์แพรโลหิตป่นปี้ข้าจะสังหารมันต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย เป็นเพียงเด็กที่ขนยังเกิดไม่หมดบังอาจคิดที่จะเป็นปรปักษ์กับข้า!”

              ขณะที่เอ่ยวาจานัยน์ตาของสวีจ้านก็อัดแน่นไปด้วยความเยือกเย็น

              แล้วต่อมาเพียงหนึ่งชั่วยามเมืองไท่หยางแห่งนี้ต้องสั่นสะเทือนเพราะข่าวที่แพร่กระจายออกไปพวกเขาทั้งหลายต่างตกตะลึงกับการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า

              การใช้ลานประลองของเมืองไท่หยางเป็นสถานที่ตัดสินความแค้นนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้งแต่ก็ไม่ค่อยมีจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณมาต่อสู้ด้วยตนเองอีกอย่างคู่ต่อสู้ของเขาก็เป็นถึงดาวมฤตยูของเมืองไท่หยาง เมิ่งฝาน! ฉะนั้นแล้วข่าวนี้จึงค่อนข้างที่จะทำให้ชาวเมืองตกอยู่ในความสั่นสะท้าน ไม่เว้นแม้แต่เหล่าผู้ทรงอิทธิพลในเมืองไท่หยาง

              ทั้งเมืองตกอยู่ในความตกตะลึงทว่าเมิ่งฝานกลับนั่งเงียบงันอยู่ในโรงเตี๊ยมที่ไร้ซึ่งผู้คน

              โดยรอบนั้นมีวัตถุดิบจำนวนมากมายถูกวางเรียงรายไว้ซึ่งล้วนแต่เป็นของที่เมิ่งฝานรวบรวมมา เขาจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้านี้

              เมิ่งฝานกวาดตามองของเหล่านั้นแล้วกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากเพราะเวลานี้เขายากจนจริงๆ แล้ว

              หลังจากที่ยกยิ้มอย่างจนปัญญาเมิ่งฝานจึงนำเตาหลอมระดับสี่เตาสวรรค์กนกที่ถูกเก็บไว้ระยะหนึ่งออกมา

              เมิ่งฝานใช้พลังปราณผสานเข้าไปเพียงเล็กน้อยเตาสวรรค์กนกพลันเปล่งประกายด้วยแสงของเปลวเพลิงอันร้อนระอุขึ้นมาในทันใด

              หลังจากนั้นเมิ่งฝานจึงนำเหล่าวัตถุดิบใส่เข้าไปในเตาสวรรค์กนกขณะเดียวกันก็ควบคุมเพลิงแล้วเริ่มทำการหลอมอย่างเงียบงัน

              วัตถุดิบทั้งหลายเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ใช้ในการสร้างอัสนีทลายสรวงพวกมันถูกเมิ่งฝานซื้อมาเพื่อหลอมเป็นศัสตราวุธอย่างอัสนีทลายสรวงนั่นเอง

              อานุภาพที่คล้ายดั่งเตาหลอมระเบิดนั้นต่อให้เป็นจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณก็ยังต้องสั่นสะท้าน

              เมื่อคิดได้เช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานพลันวาวโรจน์ด้วยความเยือกเย็นการต่อกรกับจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณนั้นโอกาสที่เขาจะได้รับชัยชนะมีเพียงไม่มาก นับว่าเป็นคู่ต่อสู้ข้ามขั้นพลังที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เมิ่งฝานจะสามารถต่อกรด้วยได้

              มีเพียงการรวบรวมความสามารถทั้งหมดที่มีมาใช้เขาจึงจะมีโอกาสได้รับชัยชนะแต่ทางฝั่งของรั่วสุ่ยอีนั้นต่างไปจากเมิ่งฝาน เพราะนางยังคงมีสีหน้าราบเรียบดังเดิมและมองเมิ่งฝานอยู่อย่างนั้น

              เจ้าของเรียวขาขาวทั้งสองนั่งไขว่ห้างผิวหนังนุ่มยิ่งกว่าผ้าไหม ภาพอันยั่วยวนนั้นทำให้เมิ่งฝานทำได้เพียงมองอย่างจนปัญญา

              สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงรวบรวมความสนใจมาไว้ในมือพลังปราณถาโถมพร้อมกับฝ่ามือที่ขยับไปมาไม่หยุดยั้ง และเวลานี้เมิ่งฝานอยู่ในห้องของโรมเตี๊ยมแห่งนี้เพียงลำพัง

              ก่อนหน้านี้เมิ่งฝานสร้างอัสนีทลายสวรรค์มาแล้วหลายครั้งดังนั้นจึงคุ้นเคยกับวิธีการหลอมศัสตราวุธชนิดนี้ เปลวเพลิงของเตาสวรรค์กนกยังคงลุกโชนไม่หยุดยั้งวัตถุดิบมากมายหลายอย่างถูกใส่เข้าไปภายใน นับว่าเป็นการหลอมศัสตราวุธที่ค่อนข้างสบายเลยก็ว่าได้

              แน่นอนว่าเมิ่งฝานไม่มีทางพึงพอใจกับอัสนีทลายสวรรค์เพียงลูกเดียวแน่ๆเวลาสามวันนี้เขาจึงอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปที่ใด

              และในยามค่ำคืนของวันที่สามนั้นในที่สุดเมิ่งฝานจึงได้หยุดการหลอมศัสตราวุธลง

              เขามองไปยังอัสนีทลายสวรรค์ที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้าแล้วคลี่ยิ้มขึ้นมาในทันใด การเตรียมตัวในครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ให้แก่สวีจ้านเลยก็ว่าได้

              แม้ว่าเมิ่งฝานต้องใช้เงินที่ตนเองสะสมมาทั้งหมดแต่มันก็ทำให้ตนเองได้รับอัสนีทลายสวรรค์มาถึงสามสิบลูก หากโยนมันออกไปพร้อมกันทั้งหมดละก็หึหึ...

              เมิ่งฝานนั่งอยู่ที่เดิมอย่างเงียบงันแล้วเช็ดเหงื่อที่อยู่บนหน้าผากการหลอมศัสตราวุธที่มากมายถึงเพียงนี้ทำให้เขาสูญเสียพลังจิตไปไม่น้อย

              เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างนั้นเพื่อฟื้นฟูพลังในกายในชั่วพริบตาต่อมาเขาสัมผัสได้ว่าพลังปราณในร่างกายที่เดิมทีอยู่อย่างสงบเริ่มมีการสั่นไหวเกิดขึ้นเลือดลมในร่างกายก็คล้ายว่ากำลังเดือดพล่าน เแล้วสอดผสานกับเส้นแขนงปราณทั่วร่างของเมิ่งฝาน

              ความรู้สึกเช่นนี้...มันคือการบรรลุ!

              เมื่อสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนี้ใบหน้าของเด็กหนุ่มพลันมีความดีใจปรากฏขึ้นมาอย่างไม่อาจปิดบังนี่นับว่าเป็นความโชคดีที่บังเอิญเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

              เขานึกไม่ถึงเลยว่าการหลอมศัสตราวุธตลอดสามวันของตนเองจะทำให้พลังปราณในร่างกายนั้นพัฒนาขึ้นมาด้วยเวลานี้พลังปราณมากมายก็กำลังรวมตัวอยู่ที่จุดสมุทรปราณของเขา

              เพียงชั่วพริบตาต่อมานั้นแม้ว่าเมิ่งฝานจะไม่ได้ขยับแต่พลังปราณกลับพุ่งเข้าทะลวงอุปสรรคกายาอย่างดุดัน

              พลังปราณสอดผสานดุจดั่งสายธารหลากก็ไม่ปานโดยปกติแล้วมันเพียงสอดผสานกันหาได้มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใดแต่เมื่อมาถึงการบรรลุกลับถาโถมดุจดั่งคลื่นยักษ์จนไม่อาจมีสิ่งใดมาขวางกั้นเอาไว้ได้

              เพียงชั่วพริบตาพลังปราณที่คล้ายดังคลื่นน้ำพลันทะลวงเส้นแขนงปราณในร่างกายของเมิ่งฝานครั้งแล้วครั้งเล่าหลังจากที่มันพุ่งทะลวงอยู่เช่นนั้นหลายครั้งอุปสรรคกายาของเมิ่งฝานก็ค่อยๆ พังทลาย

              หลังจากที่เวลาผ่านพ้นไปราวหนึ่งก้านธูปก็มีเม็ดเหงื่อปรากฏขึ้นทั่วร่างของเมิ่งฝานผิวหนังซึ่งมีสีประหนึ่งกระจกโบราณนั้นกลับกลายเป็นสีแดงเถือก พลางแล่นทะยานไปทั่วร่างด้วยความรู้สึกของความแข็งแกร่ง

              หลอมปราณระดับแปด!

              อุปสรรคกายาที่ปิดกั้นการบรรลุของเมิ่งฝานแตกสลายกลายเป็นเสี่ยงๆ

              เพียงชั่วพริบตากล้ามเนื้อทั่งร่างของเด็กหนุ่มก็ปูดนูนเลือดลมเดือดพล่าน รู้สึกเหมือนว่าได้ควบคุมพลังอันแข็งแกร่งไว้ในมือ

              การบรรลุระดับพลังอีกครั้งทำให้เส้นแขนงปราณและพลังปราณของเมิ่งฝานเพิ่มพูนขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มร้องคำรามเสียงต่ำพลังปราณอันแข็งแกร่งพลันแผ่ซ่านแล้วในชั่วพริบตาต่อมาพลังงานแห่งฟ้าดินที่อยู่รอบกายก็ถาโถมมายังร่างกายของเมิ่งฝาน

              ความโชคดีที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญเช่นนี้นับว่าเป็นประโยชน์ต่อเมิ่งฝานอย่างยิ่งเขาข่มความดีใจเอาไว้แล้วทำพลังของตนเองให้มั่นคงแข็งแรง

              หนึ่งชั่วยามต่อมา

              เมิ่งฝานลืมตาขึ้นพร้อมนัยน์ตาที่วาวโรจน์ส่วนพลังปราณภายในร่างกายก็หยั่งรากลึกอย่างมั่นคงแล้ว พลังงานแห่งฟ้าดินที่อยู่รอบกายจึงได้สลายไป

              “ยินดีกับเจ้าด้วย!”

              เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานสามารถบรรลุระดับพลังได้อย่างราบรื่นรั่วสุ่ยอีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกไป

              ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ไหวไหล่ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความดีใจที่ไม่อาจปิดบัง

              ดูท่าสวรรค์คงกำลังช่วยเขาอยู่ถึงได้ทำให้เขาสามารถบรรลุระดับพลังขั้นหลอมปราณระดับแปดได้ในเวลาเช่นนี้ เมิ่งฝานสามารถควบคุมพลังปราณได้ดียิ่งกว่าเดิมรวมถึงผนึกที่อยู่ในสมุทรปราณก็เด่นชัดขึ้นกว่าเดิมด้วยเช่นกัน

              เมิ่งฝานเก็บของเบื้องหน้าใส่ไว้ในแหวนคลังวัตถุ

              ขั้นหลอมปราณระดับแปด พลังจิตขั้นจิตดูคล้ายว่าการก้าวมาถึงขั้นนี้ของเมิ่งฝานก็ยังคงเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของผู้คนทั้งหลายอยู่ดีทั้งที่เขามีอายุน้อยถึงเพียงนี้แต่กลับประสบความสำเร็จไม่น้อย หากข่าวนี้แพร่ออกไปไม่รู้ว่าบรรดาจอมยุทธ์อัจฉริยะทั้งหลายจะมีสีหน้าเช่นไร

              อีกทั้งความสำเร็จที่เขาเป็นอยู่ในยามนี้ก็เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้นเมิ่งฝานกำหมัดแน่น เขารู้ดีว่าต่อให้ตนเองต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณก็ยังมีโอกาสชนะไม่น้อย

              เด็กหนุ่มมองไปนอกหน้าต่าง พึมพำเสียงเบา“สวีจ้าน ข้าอยากรู้นักว่าในวันพรุ่งนี้เจ้าจะสังหารข้าเช่นไร!”

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน