หวาชิงเสวี่ยพาหลี่จิ่งหนานไปยังสถานที่ที่เตรียมจะสร้างค่ายอาวุธไฟ
ที่นั่นเป็นพื้นที่แห้งแล้งเต็มไปด้วยทรายและหินไม่สามารถเพาะปลูกพืชผลได้ ทั้งยังไม่เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์ และอยู่ห่างจากค่ายชิงโจวเพียงเจ็ดแปดลี้นับเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การสร้างค่ายใหม่มากที่สุด
ขณะนี้มีทหารยี่สิบสามสิบคนกำลังจัดการกับก้อนหินขนาดใหญ่
ก่อนที่จะสร้างบ้านเรือนจะต้องทำความสะอาดหินที่กระจัดกระจายออกไปเสียก่อน หินที่ถูกขนย้ายออกมาจะไม่ถูกทิ้งแต่จะเก็บไว้ใช้ในการสร้างกำแพงในอนาคต
ผู้คุมงานรู้จักหวาชิงเสวี่ยเมื่อเห็นนางก็รีบเข้ามาทักทาย แต่ไม่รู้จักหลี่จิ่งหนานที่อยู่ข้างกาย จึงอดไม่ได้ที่จะมองด้วยความสงสัย
“แม่นางหวา จัดการทุกอย่างตามที่ท่านสั่งแล้วท่านลองดูว่ามีอะไรไม่เหมาะสมหรือไม่ โรงเก็บของก็เริ่มลงเสาแล้วขอรับ”
หลี่จิ่งหนานหรี่ตามองไปยังที่ไกลๆ อดไม่ได้ที่จะพูด “ไกลมากเลยนะ”
“ต่อไปจะใช้เก็บวัตถุไวไฟแน่นอนว่าต้องตั้งให้อยู่ห่างหน่อย” หวาชิงเสวี่ยยิ้ม แล้วพูดว่า “ไม่เพียงแต่ต้องอยู่ห่างกันเท่านั้นตรงกลางยังต้องสร้างกำแพงป้องกันที่หนาและแข็งแรงด้วย”
หลี่จิ่งหนานพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วชี้ไปยังอีกที่หนึ่ง “ตรงนั้นล่ะ? ดูคล้ายเตาไฟของร้านช่างตีเหล็กแต่ก็ดูไม่ค่อยคล้ายเลย”
“ตรงนั้นเป็นที่ตั้งของเตาหลอมโลหะ”หวาชิงเสวี่ยพาเขาเดินชมไปเรื่อยๆ “โรงงานทำดินปืนและชิ้นส่วนประกอบทั้งหมดจะต้องแยกจากกันตรงที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำจะใช้สร้างบ้านพักของช่างฝีมือ ข้ายังอยากจะหาพื้นที่ต่างหากเพื่อให้ทหารฝึกฝนอาวุธใหม่โดยเฉพาะด้วย”
หวาชิงเสวี่ยพูดแล้วก็หยุดชะงักไปก่อนจะพูดด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย “หากสร้างทั้งหมดเสร็จ จำนวนคนจะเท่ากับช่างฝีมือของโรงงานทั้งหมดในกรมสรรพาวุธตอนนี้ไม่เพียงแต่ต้องรับสมัครช่างฝีมือจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังต้องใช้เงินอีกมหาศาล...”
หลี่จิ่งหนานตบหน้าอกเล็กๆพูดอย่างมีน้ำใจว่า “ไม่ต้องห่วง เมื่อกลับถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าจะไปหาเงินมาให้”
เมื่อเขาพูดจบ ดวงตาก็เป็นประกายมองไปที่หวาชิงเสวี่ย “แล้วอาวุธใหม่จะทำออกมาได้เมื่อไหร่?ข้าอยากเห็นมันเร็วๆ แทบจะรอไม่ไหวแล้ว!”
หวาชิงเสวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยิ้มออกมา “ก็ได้ งั้นข้าจะพาเจ้าไปดู ก่อนหน้านี้ข้าทำเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปไว้บ้างแล้ว...”
“ดีดีดี! ข้าอยากดูข้าอยากดู!”
หลี่จิ่งหนานกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น
หวาชิงเสวี่ยก็ดีใจเช่นกันจูงมือเขาแล้วพูดว่า “แต่ไปดูที่นี่ไม่ได้ เพราะอาจจะรบกวนการทำงานของคนอื่นๆ เอาไว้วันพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปที่ที่ลับตาหน่อย แล้วทดสอบอานุภาพของอาวุธใหม่ให้ดู”
ทั้งสองจูงมือกันกลับไปที่รถม้าอย่างมีความสุข
เสี่ยวโต้วจื่อเริ่มชินชากับการกระทำใกล้ชิดสนิทสนมของคนทั้งสองแล้วเขาตามขึ้นไปนั่งบนรถม้าอย่างมีมารยาท
...
ทั้งสองนั่งรถม้ากลับถึงบ้านเมื่อเปิดประตูเข้าไป ฟู่ถิงเย่กลับนั่งอยู่ในห้องโถง
เขาจ้องมองทั้งสองด้วยสายตาอันร้อนแรงสุดท้ายสายตาของเขาหยุดอยู่ที่มือของคนทั้งสองที่จับจูงกันอยู่ สีหน้าของเขาก็ยิ่งดำมืดลงไปอีก
หลี่จิ่งหนานไม่ได้ใส่ใจอะไรมากขนาดนั้นในความรู้สึกของฮ่องเต้น้อย ฟู่ถิงเย่ก็เป็นคนหน้าตาดุร้ายเช่นนี้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
แต่หวาชิงเสวี่ยกลับสังเกตเห็นเพียงแต่...ถึงแม้จะรู้ว่าท่านแม่ทัพอารมณ์ไม่ดี แต่นางก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุผลคืออะไร
ไม่น่าจะเกี่ยวกับนางกระมัง?
วันนี้พวกเขาไม่ได้เจอกันเลยอย่างนั้นก็ไม่น่าจะมีเหตุผลที่ทำให้เขาไม่พอใจนี่นา!
หวาชิงเสวี่ยกำลังคิดไม่ตกหลี่จิ่งหนานก็วางตัวสบายๆ นั่งลงอย่างไม่เกรงใจ เทน้ำชาให้ตัวเองแล้วถามฟู่ถิงเย่“ท่านแม่ทัพมาทำอะไรหรือ? จะดื่มชาหรือไม่?”
ฟู่ถิงเย่ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“กระหม่อมมาหาแม่นางหวา”
“มาหานางทำอันใด?”หลี่จิ่งหนานดื่มชาไปถ้วยหนึ่ง รู้สึกว่ายังกระหาย จึงเทให้ตัวเองอีกถ้วย
ฟู่ถิงเย่เห็นหลี่จิ่งหนานสบายใจราวกับอยู่ในบ้านของตนเองก็เกิดความรู้สึกซับซ้อนในใจ
“กระหม่อมมาให้แม่นางหวาช่วยโกนหนวด”
“อ้อ!” หลี่จิ่งหนานเบิกตากว้างมองสำรวจฟู่ถิงเย่ตั้งแต่หัวจรดเท้า “มิน่าล่ะครั้งนี้ข้าถึงรู้สึกว่าท่านแม่ทัพดูแปลกตาไปที่แท้หนวดมันไม่เหมือนเดิมนี่เอง!”
หวาชิงเสวี่ยก็จ้องหน้าฟู่ถิงเย่“ยาวขึ้นแล้วจริงๆ ด้วย ท่านแม่ทัพไปที่ห้องข้าก่อนเถอะ ข้าจะไปเตรียมน้ำร้อน”
หลี่จิ่งหนานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เตะเสี่ยวโต้วจื่อหนึ่งที“ยืนเหม่ออะไรอยู่? รีบไปช่วยงานเร็วเข้า!”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะอย่างจนปัญญา“เจ้าอย่าทำแบบนี้กับเสี่ยวโต้วจื่อบ่อยนักสิ”
หลี่จิ่งหนานไม่ใส่ใจ“ไม่เป็นไร ข้าชินแล้ว เขาก็ชินแล้วเหมือนกัน”
หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้าพลางหัวเราะนำเสี่ยวโต้วจื่อที่ดูซื่อๆ ไปที่ห้องครัว
ฟู่ถิงเย่มองภาพคนทั้งสามที่หัวเราะร่าเริงกันในใจก็ยิ่งรู้สึกขมขื่น
เพิ่งไม่ได้เจอกันไม่กี่วันพวกเขาถึงกับสนิทสนมกันขนาดนี้แล้วหรือ?
เขาไม่ได้มองว่าหลี่จิ่งหนานเป็นคู่แข่งจริงๆหลี่จิ่งหนานเพิ่งจะแปดขวบ คงจะไม่ใช่เช่นนั้น แต่...เขาแค่รู้สึกหึงหวงนิดหน่อย
หวาชิงเสวี่ยมาอยู่ที่นี่โดยไม่มีญาติฟู่ถิงเย่จึงรู้สึกปลื้มใจเล็กน้อย เพราะคนที่ใกล้ชิดนางที่สุดในที่นี้ อาจจะเป็นเขาเอง
แต่ตอนนี้เขากลับพบว่าไม่ใช่...
คนที่ใกล้ชิดกับหวาชิงเสวี่ยมากที่สุดในโลกใบนี้ยังมีฮ่องเต้น้อยอีกคน...
...
ฟู่ถิงเย่นอนอยู่บนเตียงของหวาชิงเสวี่ยให้นางทาฟองสบู่ที่ทำขึ้นเองไปบนหน้าของตน
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดเขาก็ถามขึ้นว่า “เจ้ากับฮ่องเต้...สนิทกันมากหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยหลุดหัวเราะออกมา“ท่านแม่ทัพ ท่านคงจะไม่ได้หึงเด็กใช่หรือไม่?”
ฟู่ถิงเย่หน้าตึงขึ้นมาจะยอมรับเรื่องหึงหวงได้อย่างไรกัน?!
“อยู่ใกล้ชิดกับฮ่องเต้ก็ไม่ต่างจากอยู่ใกล้เสือข้ากลัวว่าเจ้าจะไม่ระวังไปทำให้เขาโมโห! ถึงเวลานั้นจะแก้ไขอะไรก็ไม่ทันแล้ว!”
“ไม่เป็นไรหรอก จะอย่างไรก็มีท่านแม่ทัพอยู่ทั้งคนนี่นา”หวาชิงเสวี่ยพูดพลางหัวเราะ
เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ฟู่ถิงเย่ก็รู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง สีหน้าที่เคร่งขรึมก็ดูอ่อนโยนลงมาก “ฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์จิตใจยังไม่มั่นคง เมื่ออยู่กับพระองค์ก็อย่าใกล้ชิดมากเกินไป รักษาระยะห่างไว้บ้างจะดีกว่า...”
หวาชิงเสวี่ยถือมีดโกนในมือพูดพลางตอบพลาง “ทุกวันกินนอนด้วยกัน จะรักษาระยะห่างได้อย่างไร...ท่านแม่ทัพวางใจเถอะฮ่องเต้ถึงแม้จะทรงพระเยาว์ แต่ก็ทรงแยกแยะถูกผิดได้ ความจริงแล้วอยู่ด้วยไม่ยากเลย”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว“อย่างไรก็ตาม อีกไม่กี่วัน ข้าจะหาวิธีส่งเขากลับไป”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็มองเขาแล้วเม้มปากไม่ได้พูดอะไร แล้วตั้งใจโกนหนวดให้เขาต่อไป
เวลาที่นางพูด ฟู่ถิงเย่รู้สึกไม่พอใจที่คำพูดของตนไม่ได้รับความสำคัญ
แต่พอนางเงียบไป ฟู่ถิงเย่กลับรู้สึกกระวนกระวายใจกลัวว่านางจะไม่พอใจ
ฟู่ถิงเย่รู้สึกถึงอารมณ์ของตนจู่ๆ ก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักที! ช่างน่าสมเพชสิ้นดี!
“เจ้า...เหตุใดไม่พูดอะไรเลย?”เขาถามอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
หวาชิงเสวี่ยชะงักมือไปชั่วขณะแล้วมองเขาอย่างประหลาดใจ “พูดอะไรเจ้าคะ?”
“เมื่อครู่ข้าบอกว่าจะส่งฮ่องเต้น้อยกลับเมืองหลวงเจ้า...เจ้าไม่อยากจะพูดอะไรหน่อยหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะตอบว่า “ฮ่องเต้จากเมืองหลวงมานานแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกลับไปแล้วจริงๆ ข้า...ข้าไม่มีอะไรจะพูดนี่นา”
ฟู่ถิงเย่โล่งใจ เผลอพูดออกมาว่า“ข้านึกว่าเจ้าจะอาลัยอาวรณ์เขา”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ“ก็อาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง”
ฟู่ถิงเย่รีบปิดปากทันที!เกลียดตัวเองที่ถามประโยคนี้ออกไป!
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องห่วงข้ารู้ฐานะของตัวเองดี รู้จักกาลเทศะ”
หวาชิงเสวี่ยค่อยๆ โกนหนวดให้เขาอย่างไม่รีบร้อนน้ำเสียงของนางก็อ่อนโยนและนุ่มนวล
“ถ้าไม่มีฮ่องเต้ ข้าคงจะแข็งตายอยู่บนเขาพานหลงไปแล้ว...ต่อมาข้ากับเขาประสบภัยด้วยกันติดอยู่ในเหรินชิว พวกเราให้กำลังใจกันทุกวันอยู่แบบนั้นจึงอยู่รอดมาได้ ตอนนี้เมื่อได้มาเจอกันอีกหากต้องทำตัวห่างเหินเพราะเรื่องฐานะ ข้าคิดว่าไม่ใช่แค่ข้าหรอกเจ้าค่ะ ฮ่องเต้เองก็คงจะไม่ชินเช่นกัน...”
เสียงเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นนางก็ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “ท่านแม่ทัพอย่าหัวเราะข้าเลยนะเจ้าคะ เวลาที่ข้าเห็นฮ่องเต้ก็รู้สึกเหมือนเขาเป็นน้องชายข้าอดไม่ได้ที่อยากจะทะนุถนอมเขา อยากจะดูแลเขา พูดเช่นนี้ดูเหมือนไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำหรือไม่เจ้าคะ?ท่านแม่ทัพวางใจเถอะ คำพูดเช่นนี้ ข้ากล้าพูดแค่กับท่านเท่านั้น ฮ่องเต้สำหรับข้าแล้วไม่ได้เป็นเพียงแค่ฮ่องเต้แต่เป็นเหมือนที่พักพิงแห่งหนึ่ง...”
เหมือนกุญแจดอกหนึ่งที่เปิดประตู ทำให้นางก้าวเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่ง...
การมีอยู่ของหลี่จิ่งหนานสำหรับนางแล้ว คือจุดเริ่มต้นของการเกิดใหม่
ฟู่ถิงเย่เงียบไปแล้วถามว่า“ได้ยินว่าพรุ่งนี้พวกเจ้าจะออกไปข้างนอกอีก?”
“อืม ข้าอยากจะพาเขาไปดูอาวุธใหม่เจ้าค่ะ”สีหน้าของหวาชิงเสวี่ยดูอ่อนโยน น้ำเสียงก็เหมือนกำลังบอกว่าพรุ่งนี้จะไปเที่ยวเล่น“ท่านแม่ทัพจะไปด้วยกันหรือไม่เจ้าคะ? แต่ตอนนี้ยังเป็นเพียงผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปข้ากลัวว่าเขาจะรอจนชิ้นส่วนทั้งหมดทำเสร็จไม่ไหว แล้วต้องกลับเมืองหลวงไปก่อน เอาเป็นว่าให้เขาไปดูก่อนก็แล้วกัน”
ฟู่ถิงเย่ตอบรับ “อืม”หนึ่งเสียง “ดี พรุ่งนี้ข้าก็จะไปด้วย”
หวาชิงเสวี่ยยิ้ม แล้วเอื้อมมือไปจุ่มผ้าขนหนูให้เปียกบิดพอหมาดๆ แล้วนำไปประคบที่หน้าของฟู่ถิงเย่ เพื่อเช็ดฟองสบู่ออก
ครั้งนี้เร็วกว่าครั้งที่แล้วมากเพราะเพียงแค่หนวดยาวขึ้นเล็กน้อย ไม่เหมือนกับครั้งที่แล้วที่มีหนวดเต็มหน้าจนทำอะไรไม่ได้
ฟู่ถิงเย่ลูบคลำคางของตนเองรู้สึกว่าใบหน้าสะอาดขึ้นมาก
หวาชิงเสวี่ยกำลังเก็บอุปกรณ์แต่กลับถูกฟู่ถิงเย่จับมือไว้
นางเงยหน้ามอง เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงของเขาก็รู้ทันทีว่าเขาต้องการจะทำอะไร นางอดไม่ได้ที่จะหน้าแดง “ท่านแม่ทัพ...”
ฟู่ถิงเย่ดึงนางเข้าไปในอ้อมกอดเสียงของเขาสุภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เรียกชื่อของข้า”
หวาชิงเสวี่ยพึมพำเรียกออกไปคำหนึ่งว่า“ท่านแม่ทัพ” ไม่กล้าพูดอะไรอีก เพียงแต่ในขณะที่ฟู่ถิงเย่โน้มตัวลงมาจูบนาง นางก็พูดตะกุกตะกักขึ้นมาว่า“มีคนอยู่...”
นางไม่รู้ว่าฟู่ถิงเย่คิดอะไรอยู่และดูเหมือนว่าเขาจะคิดว่าการจูบเป็นการกระทำที่ต้องทำหลังจากการโกนหนวดเสร็จ ความรู้สึกแบบนั้นก็เหมือนกับ...ฉันล้างมือแล้วนะกินข้าวได้แล้ว!
จูบของเขายังคงงุ่มง่ามและรุนแรงเหมือนเดิมทั้งหมดเป็นไปตามสัญชาตญาณ ทำให้นางไร้ซึ่งเรี่ยวแรงต้านทาน ถูกกดลงบนเตียงแล้วดื่มด่ำลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หวาชิงเสวี่ยคิดอย่างมึนงงว่าต่อไป...ทุกครั้งที่โกนหนวดเสร็จ จะต้องมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นใช่หรือไม่?
...
หลี่จิ่งหนานดูภาพร่างอยู่ที่ห้องฝั่งตะวันตกไม่ได้เข้าไปรบกวนคนทั้งสองเลย
รอจนฟู่ถิงเย่จะไปแล้วหลี่จิ่งหนานจึงวิ่งออกมา มองหน้าของฟู่ถิงเย่ด้วยความประหลาดใจ แล้วกล่าวอย่างชื่นชมว่า“โกนหนวดแล้วดูองอาจและมีไหวพริบมากขึ้นจริงๆ ด้วย!”
จากนั้นก็มองไปที่หวาชิงเสวี่ยที่เดินตามออกมาดวงตาของหลี่จิ่งหนานก็เบิกกว้างขึ้น!
“เอ๊ะ?!เหตุใดปากของเจ้าถึงบวมอย่างนี้ล่ะ?!” เขาตะโกน“เจ้าไปขโมยอะไรกินมาหรือเปล่า?!”
หวาชิงเสวี่ยใช้มือปิดปากด้วยความกระอักกระอ่วน“...อาจจะ...เอ่อ เกิดอาการแพ้กระมัง...”
“เกิดอาการแพ้ขึ้นได้อย่างไรเล่า?”หลี่จิ่งหนานไม่เข้าใจเลยสักนิด จับมือนางแล้วดึงลง “เมื่อครู่ตอนออกไปก็ยังดีๆอยู่นี่นา...”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกจนมุมอย่างที่สุด“ข้า...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน...”
“ฝ่าบาท” ฟู่ถิงเย่เรียกหลี่จิ่งหนาน
“อ้ายชิงมีอะไรหรือ?”หลี่จิ่งหนานหันไปมองเขา
“เรื่องการเดินทางในวันพรุ่งนี้กระหม่อมอยากจะพูดคุยกับฝ่าบาทเป็นการส่วนตัวสักเล็กน้อย”
“อ๋อ ได้สิ” หลี่จิ่งหนานไม่ได้สงสัยอะไรเดินตามไปอย่างว่าง่าย
หวาชิงเสวี่ยพ้นจากสถานการณ์ที่อับอายก็รู้สึกโล่งใจทันที!
นางหันหลังกลับกำลังจะเข้าห้องกลับเห็นเสี่ยวโต้วจื่อกำลังจ้องมองริมฝีปากของนางอยู่!
หวาชิงเสวี่ยหน้าแดงลามไปถึงใบหูอีกครั้งนางใช้มือปิดแก้มที่ร้อนผ่าวขึ้นมา แล้วรีบหลบเข้าไปในห้อง เมื่อหวนนึกถึงความหุนหันพลันแล่นของฟู่ถิงเย่ภายในใจก็ทั้งรู้สึกอับอายและโมโห!