บทที่ 52 แพ้แล้ว
ฟืดด !
ซุนเย่สูดลมหายใจเข้าจนลึกปรับลมหายใจของตนเอง พร้อมกับพุ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็วมากกว่าเดิม มองไกล ๆราวกับว่าเป็นภาพปื้นเงาคนสายหนึ่ง
หวังซินที่เห็นอีกฝ่ายพุ่งมาอีกครั้งแถมความเร็วยังมากกว่าเดิม จึงรู้ได้ทันทีว่าเวลาแบบนี้เธอไม่อาจถอยร่นอีกต่อไปเพราะไม่งั้นพื้นที่การเคลื่อนไหวจะถูกจำกัด และในจังหวะมือขวาที่งองุ้มมราวกับเหยี่ยวของซุนเย่วาดมาตรงลำคอนี่เองหวังซินพลันย่อตัวหมุนตัวเตะกวาดด้านล่างออกไป
ทว่าเหมือนซุนเย่คาดเดาไว้อยู่แล้วเพราะอยู่ ๆ ร่างของซุนเย่ก็ลอยคว้างกลางอากาศ มือซ้ายอยู่ข้างหน้ามือขวาเฉียงขึ้นฟ้า นิ้วมือทั้งสิบงองุ้มราวกับพญาเหยี่ยวกำลังกางกรงเล็บพิฆาตเหยื่อ !
ฟุ่บ !
มือขวาของซุนเย่ฟาดลงมาเร็วอย่างยิ่งหวังซินที่อยู่ด้านล่างมองไปใจก็กระตุกวูบ รีบชูแขนทั้งสองไขว้กันพร้อมกับรวบรวมลมปราณภายในร่างป้องกันทันที
ปึก!
เสียงราวกับของแข็งสองอย่างมาปะทะกันจากนั้นก็ถูกผลักออกจากกันอย่างรวดเร็ว หวังซินร่างไถลไปทางหนึ่งส่วนร่างของซุนเย่ก็ลอยถอยหลังไป
ใบหน้าของหวังซินเวลานี้ยับยู่ยี้เธอรู้สึกว่าใบหน้าของเธอต้องไม่น่าดูแน่ ๆ แต่มันก็ช่วยไม่ได้การปะทะกันเมื่อครู่นี้ทำให้เธอรู้สึกเจ็บและกระเทือนแขนไปทั้งสองข้างยังดีที่เป็นแค่การบาดเจ็บภายนอกทิ้งเพียงรอยจ้ำแดงจากนิ้วมือทั้งห้าของอีกฝ่ายเอาไว้
‘คนชอบฝึกวรยุทธ์ เป็นพวกโรคจิตชัด ๆ เอ๊ะ? เหมือนว่าพี่ก็ชอบฝึกนี่นา…’หวังซินรีบส่ายศรีษะเลิกคิดฟุ้งซ่าน เธอกัดฟันพร้อมพุ่งตัวออกไปตัดสินใจโจมตีกลับบ้าง เกิดเป็นคนแซ่หวังไม่คิดถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว !
ไอสีขาวเบาบางแฝงความรู้สึกเย็นยะเยือกลอยวนอยู่ท่ามกลางฝ่ามือทั้งสองของหวังซิน เธอออกฝ่ามือซ้ายด้านบนก่อนตามติดด้วยฝ่ามือขวาด้านล่าง หนึ่งหน้าหนึ่งหลัง สอดประสานกันอย่างลงตัว อีกทั้งยังลงมือในจังหวะเหมาะสมที่สุดเป็นจังหวะที่ซุนเย่ กำลังจะออกกระบวนท่าโจมตีกลับมาอีกครั้งพอดิบพอดี
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าฝ่ามือของหวังซิน จะต้องปะทะกับกรงเล็บเหยี่ยวของซุนเย่แต่ในชั่ววินาทีที่ฝ่ามือกับกรงเล็บจะสัมผัสกันนั้น ฝ่ามือของหวังซินพลันพลิกวูบเปลี่ยนจากแผ่พุ่งเป็นตวัด เปลี่ยนทิศทางกรงเล็บของซุนเย่ไปจากนั้นฝ่ามือขวาที่พุ่งตามมาก็ตบลงบนหน้าอกของซุนเย่เข้าอย่างจังฝ่ามือนี้เร็วกว่าความเร็วสูงสุดของซุนเย่อยู่ครึ่งขั้น ทำให้คิดจะหลบก็ไม่ได้ป้องกันก็ไม่พ้น
เปรี้ยง!
ร่างของซุนเย่เซถลาถอยหลังไปนับสองเมตร เลือดลมในร่างกายปั่นป่วนการโคจรลมปราณติดขัด และเมื่อซุนเย่เหลือบสายตาขึ้นไป ก็เห็นเข่าของอีกฝ่ายที่กำลังพุ่งตามติดมา
“หึถึงจะชนะฉันรอบนี้ไปได้ แต่ก็อย่าหวังจะสู้รอบต่อไปได้เลย” ซุนเย่สบถออกมาตัดสินใจเด็ดขาด แขนทั้งสองข้างกางออกพร้อมกับตะปบเข้าหากันมีเป้าหมายที่เข่าขวาข้างนั้นของหวังซิน
“นี่แกจะเล่นแบบนี้เหรอ? ได้งั้นมาดูว่าระหว่างเข่าของฉันกับนิ้วของแกอะไรจะแข็งกว่ากัน !” หวังซินเองก็ไม่สนใจแล้วธนูที่ยิงออกไปแล้วย่อมไม่อาจดึงรั้งกลับมา
กร๊อบบ!
ฉวะ !
ตูมม !
สามเสียงเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเสียงแรกเป็นเสียงของนิ้วมือทั้งสิบของซุนเย่ที่แตกหักจนไม่เหลือชิ้นดีส่วนเสียงที่สองคือเสียงของกระดูกนิ้วที่บาดหัวเข่าจมลึกเข้าไปในเนื้อของหวังซินส่วนเสียงที่สามคือเข่าที่กระแทกซ้ำลงไปบนหน้าอกของซุนเย่อีกครั้ง
ครั้งนี้ร่างของซุนเย่ลอยละลิ่วไปอย่างไร้แรงต้านทานจนถึงขนาดตกไปยังด้านล่างของเวที กรรมการที่ดูอยู่ถึงกับหน้าซีด พลันคิดในใจว่า ‘คงไม่ได้ตายแล้วหรอกนะ’
พอกรรมการมาถึงตัวซุนเย่ที่อยู่ด้านล่างเวทีก็รีบตรวจอาการเขาทันทีเท่าที่มองด้วยตาเปล่าก็เห็นว่าหน้าอกของซุนเย่ยุบลงไปเล็กน้อยคาดว่ากระดูกหน้าอกคงแตกหักส่วนนิ้วทั้งสิบยิ่งแย่ไปใหญ่ เพราะมันหักจนไม่มีชิ้นดีแต่โชคยังดีที่ยังมีลมหายใจอยู่ ด้วยการแพทย์ในปัจจุบันขอแค่ยังมีลมหายใจหัวสมองไม่ตาย ยังไงก็ฟื้นได้ !
“ขอทีมแพทย์ด่วน!” เสียงแฝงลมปราณส่งออกไป ไม่กี่วินาทีก็มีทีมแพทย์สี่คนพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็วทั้งสี่คนลงมืออย่างชำนาญ คนแรกจับชีพจรเสร็จก็เปิดกระเป๋าเข็มเงินออกมาหยิบเข็มเงินฝังลงบนจุดร่างกายของซุนเย่ส่วนอีกคนก็ยื่นมือไปทาบลงบนหน้าอกของซุนเย่ พริบตานั้นกระดูกบนหน้าอกของซุนเย่ก็ค่อย ๆ สมานตัวกันดังเดิม พร้อมกับสีหน้าของเขาที่ดูเหนื่อยอ่อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดส่วนอีกคนก็หยิบเม็ดยาสีดำเม็ดหนึ่งออกมาจากขวดหยก ป้อนใส่ปากของซุนเย่ไป
ส่วนคนสุดท้ายไปดูอาการของหวังซินที่อยู่บนเวทีโชคดีที่อาการบาดเจ็บของหวังซินเป็นเพียงบาดแผลภายนอก ไม่บาดเจ็บถึงเส้นเอ็นทีมแพทย์คนสุดท้ายดูเหมือนจะเป็นคนที่มีพลังพิเศษบางอย่าง เพียงเขาพนมมือพร้อมกับพูดอะไรบางอย่าง บาดแผลของหวังซินก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น
“ขอบคุณค่ะ”หวังซินเห็นว่าบริเวณแผลที่ถูกกระดูกบาดไม่มีแผลเป็นเลยก็อดที่จะขอบคุณทีมแพทย์คนนี้ไม่ได้ ถึงยังไงบนผิวหนังของหญิงสาวก็ไม่ควรมีตำหนิถูกไหม?
ทีมแพทย์คนนั้นยิ้มอย่างใจกว้างพร้อมกับโบกมือไปมา “เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับบาดแผลของคุณจะหายดีหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นในสามชั่วโมง ระหว่างนี้อย่าออกแรงเด็ดขาด”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
ที่ด้านล่างเวทีเมื่อกรรมการเห็นว่าอาการของซุนเย่คงที่แล้ว จึงกระโดดขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับประกาศว่า“หมายเลข 251 ชนะ”
หวังซินเห็นว่าการประลองจบแล้วก็ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะลงจากเวที เธอก็มองไปยังซุนเย่ซึ่งนอนสลบเหมือดอยู่ด้านล่างพร้อมกับอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “เสียใจด้วยนะ ฉันแทบจะไม่บาดเจ็บเลย”
นับว่าโชคดีที่ซุนเย่สลบอยู่หากอีกฝ่ายได้ยินประโยคนี้ คาดว่าคงกระอักเลือดตายแน่ ๆ