ภายใต้อากาศที่หนาวเย็นท่ามกลางป่าเขามืดทะมึน แสงจันทร์สาดแสงขาวนวล ความเงียบ.....ในยามดึกสงัด คันธนูที่ถูกตรึงโก่งคันศรนิ่งขึง...รอคอยการปรากฏตัวของเป้าหมายตรงหน้า ห่างออกไปราวสิบเมตรเป็เนินเตี้ยๆ ลาดลงจากแนวป่าทึบ แสงจันทร์สาดส่องขมุกขมัวแต่ชัดเจนพอให้มัจจุราชเด็ดชีพเหยื่อ ที่กำลังเยื้องย่างลงมาจากชายป่า มันเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังสายตาแววาวยามค่ำคืน ลำตัวของมันสะโอดสะองทุกสัดส่วนง่ามเขาทั้งสองโค้งเว้วแตกกิ่งก้านออก ส่งให้ร่างของมันโดดเด่นในยามวิกาล
“ เปาะ ! ” เท้าของมันเหยียบกิ่งไม้แห้งในฤดูหนาว เสียงนั้นเตือนสติเ้าของธนูที่นั่งซุ่มดูอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ในท่าเตรียมพร้อม ยกธนูกระชับมืออีกครั้งทว่าร่างกวางหนุ่มแห่งเทือกเขากูริ ได้กระดกร่างสะโอดสะองของมันกระโจนหายลงจากเนินเตี้ยเข้าราวป่าด้านข้างไปเพียงเสี้ยววินาที
“ทรงเป็อะไร พะยะค่ะ เ้าชาย ทำไมพระองค์ไม่ยิงมัน” องครักษ์หนุ่มน้อยชินในวัยไล่เลี่ยกับเ้าชายไซฟา ที่เฝ้าดูเหตุการณ์ กล่าวขึ้นอย่างสงสัย คลานออกจากที่ซ่อนเข้ามาใกล้
"ปกติเ้ากวางตัวนั้นต้องลงไปนอนสิ้นใจแล้วนะพะย่ะค่ะ"
เ้าชายของเขาไม่เคยพาดเป้าและไม่เคยใจอ่อนกับสัตว์ที่ล่า นี่นับเป็ครั้งแรกในรอบหลายปีนับแต่เ้าชายแห่งอาณาจักรโฟอุลพระชนม์มายุเพียงเก้าชันษา เข้าป่าล่าสัตว์ จุดประสงค์มิใช่เพื่อความสนุกสนาน หรือการกีฬาเพียงอย่างเดียวแต่เพื่อเรียนรู้การใช้อาวุธและการศึกษาภูมิประเทศ ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาท
นครโฟอุลมีเื่คุกรุ่นอยู่กับนครเฟราซึ่งเป็อาณาจักรที่มีความมั่งคั่งทางการค้าอย่างมหาศาลมีท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ถึงสามแห่งเรือพาณิชย์ กองคาราวาน สัญจรเข้าออกดั่งมดปลวก ขณะที่โฟอุลมีอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาลอุดมไปด้วยป่าสนนับพันปีและเทือกเขาสูงชันอย่างกูริ ดินแดนที่เต็มไปด้วยอัญมณีแต่มีท่าเทียบเรือขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ทำให้โฟอุล้ารวมเฟราเข้ามาเป็ผืนแผ่นดินเดียวกัน ในอดีตมีการกระชับความสัมพันธไมตรีด้วยการอภิเษกสมรสระหว่างราชวงศ์แต่นั้นเป็เื่ที่เนิ่นนานมาแล้ว ปัจจุบันนครโฟอุลและนครเฟรามิได้มีความเป็พันธมิตรกันทั้งสองฝ่ายต่างหาจังหวะ่ชิงความเป็หนึ่ง จับอาวุธเข้าเข่นฆ่ากันและจ้องจะตะครุบอีกฝ่ายอย่างกระหาย)ด้มีความเป็พันธมิตรกันไม่ั้นก็ หลายวันก่อนเขาได้ข่าวว่ามีการปะทะกันแถบชายแดนอันนัมและนั่นอาจเป็สาเหตุ.......
“ ข้ารู้สึกกังวลใจบางอย่าง”
เ้าชายไซฟาสอดลูกธนูกลับเข้าซองด้านหลัง เดินเคียงคู่สหายหรือองครักษ์ที่เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก วรกายในวัยสิบสี่ชันษาสูงโดดเด่น และสง่างาม พระพักตร์คมคายงดงาม
"เื่อะไรหรือพะย่ะค่ะ"
"ที่สายรายงานความเคลื่อนไหวชายแดนอันนัมน่ะสิข้าอยากไปดูให้เห็นกับตาตัวเอง ข้าเกรงว่านั่นอาจเป็ทหารลาดตระเวนของเฟราก็ได้ พวกเขาเข้ามาใกล้เราเกินไป"
ทั้งสองลงจากเขาเดินไปแก้เชือกม้าตัวใหญ่แผงคอสีเทา มันเป็ม้าที่ฉลาดมันหายใจฝืดฝาด สะบัดหางไล่แมลงที่บินมาเกาะ อากาศที่หนาวเย็นทำเอามือแทบเป็ตะคิว บออกจากราวป่าท่ามกลางแสงจเหล่าองครักษ์สิบสามนายปรากฏกายแวดล้อมอย่างเงียบกริบ
"คืนนี้เราจะไปลาดตระเวนที่ชายแดนกัน ทุกคนตามข้ามา"
เ้าชายในวัยสิบสี่ปีกล่าวตวัดตัวขึ้นควบม้านำออกไป เพียงไม่นานม้าทั้งสิบห้าตัวก็ถูกควบออกจากราวป่าท่ามกลางแสงจันทร์แห่งรัตติกาล มุ่งหน้าไปยังชายแดนบริเวณเขตอันนัม เมื่อใกล้ชายแดน เขาพวกจึงพบกับค่ายพักแรมที่อยู่ติดกับลำธาร หากพวกเขาข้ามฝั่งไปเท่านั้นก็จะข้ามฝั่งไปในอณาจักรเฟราอย่างง่ายดาย
"หยุดตรงนี้ก่อน ข้าจะดูความเคลื่อนไหวของพวกนั้นที่นี่ อย่าให้พวกเขารู้ตัว"
"เ้าชาย ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ใช่กองลาดตระเวนธรรมดานะพะย่ะค่ะ"
ชินส่งกล้องส่องทางไกลให้ เ้าชายไซฟารับมาส่องดู
"อีกไม่นานฟ้าก็จะสว่าง ดูเหมือนพวกเขาจะมีผู้สูงศักดิ์ หรือไม่ก็ขุนนางเดินทางมาด้วย ข้าจะรอดูพวกเขาว่าจะข้ามชายแดนมาทางเราหรือเปล่า"
เ้าชายไซฟาเลือกต้นไม้ข้างลำธารเป็ที่กำบังแอบซุ่มดูค่ายกระโจมที่พักฝั่งตรงข้าม เขามาพำนักอยู่อันนัมได้ระยะหนึ่งแล้วเพื่อดูแลงานชายแดนโดยเฉพาะเขตอันนัมที่เป็ูเาสูงชันเป็เขตติดต่อระหว่างชานันของนครเฟราแถบนี้ ถูกปล่อยปละละเลยเกี่ยวกับกองกำลังพอสมควรเขาอยากศึกษาเส้นทางแถบนี้ให้ละเอียดเพราะชานันนับว่าเป็เขตปกครองที่มีความเป็อิสระและอยู่ภายใต้การดูแลของประมุขเผ่าชานัน
“ ! ”
เสียงที่ดังมากระทบโสตประสาททำให้ไซฟาที่หงีบหลับไปพักใหญ่ตื่นขึ้น ฟ้าสางแล้ว รุ่งอรุณกำลังมาเยือน เสียงหัวเราะคิกคักดังเข้ามาในโสตประสาท เขามองไปที่กระโจมหลังหนึ่งที่โดดเด่นกว่าใคร และทันได้เห็นเด็กหญิงในชุดสวยงามที่โผออกมานางกำลังวิ่งไล่จับกระต่ายน้อยที่หลุดจากอ้อมแขน
"เ้ากระต่ายน้อยกลับมานี่ กลับมา มาๆ " ร่างแน่งน้อยพยายามต้อนกระต่ายป่าขนปุกปุยสีขาวที่โดดหนีไปทางโน้นที ทางนี้ที ปล่อยให้เด็กน้อยวิ่งตาม มันะโมายังริมฝั่งลำธาร พอสาวน้อยเข้าใกล้มันก็ะโมาที่โขดหิน พอนางจะคว้าตัวมัน ก็พลาด เ้าขนปุกปุย ะโข้ามก้อนหินมาทีละก้อนๆ โดยมีร่างเด็กหญิงก้าวข้ามตามมาติดๆ
"มาเลยเ้ากระต่ายน้อย ะโมาทางนี้"
ไซฟาลุ้นให้มันข้ามมาทางเขา ดูเหมือนเ้ากระต่ายน้อยจะเชื่อฟังดี เพราะในที่สุดมันก็ะโขึ้นฝั่งมาทางเขา
"มานี่เ้ากระต่ายน้อย"
ไซฟาคว้าตัวมันมาอุ้มไว้ ลุกขึ้นยืนเต็มตัว ขณะที่เด็กหญิงที่ก้าวตามมันมาชะงักกึก! เบิกตาโพลง
"สวัสดี" เ้าชายทักทายนาง
"สวัสดี" เด็กหญิงในวัยแปดขวบกล่าวตอบ
"มันเป็ของเ้า" เขาส่งกระต่ายน้อยให้นาง
"ขอบคุณนะ ท่านเป็ใคร มาทำอะไรที่นี่เหรอ" เด็กหญิงยิ้มตาหยีอย่างยินดีรับกระต่ายมากอดอย่างรักใคร่ มองคนตรงหน้า พิจารณาอีกครั้ง คนที่ดูโดดเด่นขนาดนี้ มาทำอะไรที่นี่ ชายแดนระหว่างสองแคว้น
"เ้าล่ะเป็ใคร มากับพวกเขาใช่ไหม" ไซฟาพยักหน้าไปที่กระโจม
"ข้าชื่อซินอาร์ ข้าเป็เ้าหญิงของเฟรา และข้ากำลังจะไปหาท่านปู่ที่ชานัน เราจึงแวะพักกันระหว่างทาง นี่ก็ใกล้จะออกเดินทางแล้ว " นางหันไปที่กระโจม
"ที่แท้เ้าก็เป็เ้าหญิงของนครเฟรา"
"ใช่ แล้วท่านล่ะ เป็ใครกันแน่"
"หมายความว่าไง"
"ก็ท่านดูไม่เหมือนคนทั่วไป" นางตอบใสซื่อแต่แฝงไว้ด้วยความฉลาด ไซฟายิ้มอย่างเอ็นดู
"ข้าชื่อไซฟา ข้าเป็เ้าชายของแคว้นโฟอุล"
"ไซฟาเหรอ" นางย้ำ
"ใช่ "
"เ้าชายของแคว้นโฟอุลเหรอ" นางถามอย่างไร้เดียงสาแต่ก็แฝงไว้ด้วยความไม่แน่ใจบางอย่าง
"หึ ใช่" เขาตอบนาง อดยิ้มไม่ได้กับอาการขมวดคิ้วน้อยๆ
"ข้าจะจำไว้ ขอบคุณท่านอีกครั้ง" นางหันหลังกลับ
"แน่นอน ข้ารู้สึกยินดีมากที่ได้พบเ้า เ้าหญิงซินอาร์"