บทที่ 2 เบาะแสทายาทั พาร์ท 2
หลังจากที่อาคอนฝากฝังลูกศิษย์ตัวน้อยไว้กับโรบุสแล้วอาคอนก็กลับเข้าไปในบ้านเพื่อเตรียมตัวไปทำภารกิจที่โรบุสนำมาส่ง
ภารกิจที่โรบุสนำมาให้อาคอนนั้นเป็ภารกิจพิเศษที่ทางสมาคมประเมินว่ามีเพียงสามคนเท่านั้นที่สามารถทำภารกิจได้สามคนที่ว่านี้คือ ดาลัส คาลี่ย์และอาคอน อย่างไรก็ตามจะมีเพียงอาคอนและดาลัสเท่านั้นที่ทำภารกิจดังกล่าวเนื่องจากคาลี่ย์ในปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันนักล่าและมีงานวิจัยที่ต้องจดจ่ออยู่ตลอดเวลาและทางสมาคมก็ลงความเห็นว่างานวิจัยใหม่ของคาลี่ย์นั้นมีความสำคัญสูงสุดเขาจึงไม่เคยถูกขอให้ทำภารกิจใดๆเลย
คงเป็การยากที่จะเชื่อหากมีคนบอกว่าทางสมาคมนักล่าในอดีตนั้นไม่ได้สนใจงานวิจัยหรือความรู้ใหม่ๆ แต่ความจริงก็เป็เช่นนั้นในอดีตนั้นคาลี่ย์เองก็ไม่ได้รับการปฏิบัติที่พิเศษแต่อย่างใด แม้ว่าเมื่อก่อนเขาก็ทำตัวไม่แตกต่างจากตอนนี้ และความแข็งแกร่งของเขาก็เทียบได้กับอาคอนและดาลัส
อย่างไรก็ตามชายหนึ่งคนที่ยกระดับความสำคัญของคาลี่ย์ขึ้นอย่างมากก็คือmad alchemist เพาะชายคนนี้คือคนที่สร้างปัญหาที่ยิ่งใหญ่ให้กับมาโทรเดียงานวิจัยที่เขามอบให้กับทายาทกลุ่มอำนาจเดิมทำให้กลุ่มอำนาจเดิมนั้นมีพลังมากพอที่จะสร้างปัญหาให้กับกลุ่มอำนาจใหม่อย่างสมาคมนักล่า
กลุ่มอำนาจเก่าที่ว่านี้คือกลุ่มทายาทและเหล่าผู้รับใช้ของราชวงศ์ัซึ่งถูกนักบุญดับตะวันโค่นล้มไปในตอนนั้นนักบุญดับตะวันทำแค่เพียงสังหารจักรพรรดิัเพียงเท่านั้น ชายชราไม่ได้สนใจที่จะกวาดล้างราชวงศ์ให้สิ้นซากแต่อย่างใด
ด้วยการกระทำเช่นนี้ของชายชราเป็เหตุให้เกิดความโกลาหลอย่างมากภายในทวีปมาโทรเดียเพราะเมื่อจักรพรรดิัถูกสังหารมันกลับกลายเป็ว่ามาโทรเดียนั้นเกิดช่องว่างของอำนาจเหล่าทายาทต่างๆทั้งเ้าชายและเ้าหญิงแบ่งออกเป็หลายฝ่ายเพื่อชิงอำนาจในการปกครองมาโทรเดีย
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปอำนาจที่ถูกแบ่งออกเป็หลายฝ่ายนั้นอ่อนแอลงจากการทำาภายในประกอบกับใน่นั้น สี่ตระกูลใหญ่ได้ติดต่อกับจักรพรรดิฟ้าแห่งซินเดรียทำให้พวกเขามีพลังอำนาจมากพอที่จะกวาดล้างอำนาจเดิมและตั้งสมาคมนักล่าขึ้นมาเช่นในปัจจุบัน
แต่แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถกวาดล้างศัตรูทั้งหมดได้มีบางกลุ่มบางคนที่ยังสามารถรอดจากการกวาดล้างและยังพยายามต่อต้านสมาคมนักล่าในมุมมืดจนทำให้สมาคมนักล่าต้องออกมาตรการล่าค่าหัวทายาทัเป็ภารกิจระดับ A ที่ให้กลุ่มนักล่าระดับA หรือนักล่าระดับ S รับภารกิจดังกล่าว
ปัญหาเหมือนจะถูกแก้ไขจนกระทั่งชายปริศนาที่ถูกเรียกว่าmad alchemist ได้ติดต่อกับกลุ่มทายาทัและเหมือนจะมีการแลกเปลี่ยนบางอย่างกันหลังจากนั้นกลุ่มทายาทัก็แข็งแกร่งขึ้นจนน่าประหลาดใจ แม้นักล่าระดับ Aรวมกลุ่มกันเพื่อกำจัดหนึ่งในทายาทั พวกเขาก็ไม่สามารถเอาชนะได้ และถูกกวาดล้างทำให้ทางสมาคมต้องพิจารณาใหม่เกี่ยวกับภารกิจนี้
นั่นเป็เหตุผลที่ทำให้มีนักล่าเพียงสามคนที่สามารถรับภารกิจได้และในภายหลัง อาคอนได้กลับมารายงานว่าเหตุผลที่ทำให้กลุ่มอำนาจเดิมแข็งแกร่งเช่นนี้นั้นเป็เพราะงานวิจัยของmad alchemist ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มอำนาจเดิม
หลังจากนั้น madalchemist ก็ถูกตามตัวจากสมาคมนักล่า อย่างไรก็ตาม เขากลับหายไปและไม่มีใครพบเขาอีกทำให้การตามหาตัวเขาเปลี่ยนเป็การตามล่าค่าหัว และเป็อาชญากรที่อันตรายเพียงคนเดียวที่ทางสมาคมตั้งค่าหัวแค่ในกรณีที่จับเป็เพียงเท่านั้น
ทางสมาคมได้ให้ความสำคัญกับความรู้หลังจากนั้นและยกระดับงานวิจัยขึ้นเป็ความสำคัญสูงสุดแต่นั้นเป็ต้นมา ทำให้คาลี่ย์ไม่ได้ถูกขอให้ไปทำภารกิจอื่นอีกเลยและเพื่อป้องกันการถูกสมาชิกคนอื่นมองว่าเอาเปรียบทางสมาคมได้สร้างวิทยาลัยนักล่าและให้คาลี่ย์เป็ผู้อำนวยการเพื่อให้มีเหตุผลที่เหมาะสมมากพอสำหรับการไม่ต้องรับภารกิจและยังได้เงินทุนสนับสนุนจากสมาคม
เมื่ออาคอนกลับไปและเตรียมตัวพร้อมแล้วอาคอนได้ตัดสินใจที่จะไปที่สมาคมก่อนเพื่อหาผู้ช่วยอีกคนเพราะพลังของเขานั้นยังไม่ฟื้นคืนมาเต็มที่หลังจากช่วยอาเรียฝึกฝนแต่ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของทางสมาคมเท่านั้นว่าจะยอมให้มีคนอื่นติดตามไปด้วยหรือไม่เนื่องจากหากคิดในอีกแง่หนึ่งแม้ว่าเขาไม่สามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้แต่ทางสมาคมก็เชื่อว่าเขาจะสามารถเอาตัวรอดออกมาได้ด้วยตัวเอง
‘คงต้องวัดดวงสักหน่อย’ในตอนนี้อาคอนต้องหวังให้มีนักล่าระดับS เก่งๆสักคนไม่ได้ทำภารกิจและอยากไปทำภารกิจพิเศษที่มีความอันตรายเช่นนี้
*สมาคมนักล่า*
“ภารกิจพวกนี้มันน่าเบื่อมากเลยนะคุณพนักงานต้องถูกบังคับให้ทำภารกิจทั้งทีทำไมไม่มีภารกิจที่ท้าทายกว่านี้ให้ทำสักหน่อยล่ะ”หญิงสาวสวยคนหนึ่งกล่าวกับผู้ประสานงานของสมาคม
เธอมีผมสีบลอนด์รูปร่างสมส่วนกับการแต่งตัวด้วยเกราะหนังและเกราะอ่อนด้านในท่อนล่างเป็กางเกงหนังสีดำกับบูทยาวที่เอวของเธอพกดาบยาวที่ต้องถือด้วยสองมือสองเล่มทำให้พอจะเดาได้ว่าเธออยู่คลาสนักดาบเวทย์มนตร์ เพราะไม่มีเหตุผลให้คลาสอื่นพกดาบสองมือถึงสองเล่ม
เหตุผลที่คลาสนักดาบเวทย์มนตร์มักจะพกดาบหลายเล่มนั้นเป็เพราะว่าพลังเวทย์มนและเทคนิคต่างๆนั้นจำเป็ต้องใช้ผ่านดาบและเทคนิคที่แตกต่างกันอาจจะจำเป็ต้องใช้ดาบที่มีคุณสมบัติต่างกันด้วยโดยเฉพาะเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการใช้ธาตุเพราะธาตุบางธาตุมีคุณสมบัติที่ขัดแย้งกันยกตัวอย่างเช่นน้ำและไฟ
“โอ้พอดีเลยคนสวยฉันมีภารกิจที่พิเศษที่ถูกเขียนว่ามีแค่สามคนเท่านั้นที่ทำได้เธออยากจะลองพิสูจน์ตัวเองเพื่อเป็คนที่สี่ดูมั้ยละลูน่า” เสียงของอาคอนดังออกมาจากด้านหลังของเธอ
“......ทำไมฉันไม่เห็นรู้เลยว่ามีภารกิจประเภทที่ระบุตัวผู้ทำไว้แค่สามคนอยู่ด้วย”ลูน่ากล่าวตอบอาคอนด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เธอเชื่อว่าเธอสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างได้เพราะเธอก็เป็นักล่าระดับS เช่นกัน
“ไม่เอาน่า..นี่เป็ภารกิจเหมาะๆที่เราทั้งคู่จะได้ไปสวีทกันนะ”อาคอนกล่าวพร้อมกับยื่นเอกสารภารกิจให้กับลูน่า
ลูน่ารับเอกสารภารกิจมาอ่านก่อนที่จะบ่นอุบอิบ *กับคนอย่างนายนี่นะ*
เธอไม่ได้ปฏิเสธว่าเธอไม่สนใจเพราะในเอกสารภารกิจดังกล่าวนั้นมีเขียนว่าสามารถรับได้ในกรณีที่เป็สามคนที่มีชื่อเขียนอยู่จริงๆอย่างไรก็ตาม เธอเข้าใจดีว่าดาลัสตอนนี้นั้นไปทำภารกิจพิเศษซึ่งก็น่าจะเป็ภารกิจประเภทเดียวกันและถ้าเป็ดาลัสคงไม่ยอมให้เธอไปด้วย
ส่วนคาลี่ย์นั้นแน่นอนว่าเขาไม่ได้รับภารกิจมานานแล้วเพราะว่าต้องดูแลวิทยาลัยนักล่าเพราะฉะนั้นเธอจึงเหลือเพียงทางเลือกเดียวคือไปกับอาคอนที่ชอบหลีเธอเป็ประจำ
“ภารกิจนี้อาจจะเป็โอกาสให้เธอได้ยกระดับไปในตัวด้วยนะอย่างที่บอกไป อยากลองพิสูจน์ตัวเองเพื่อเป็คนที่สี่ดูมั้ยล่ะ”
“ก็ได้..”
“แจ๋ว ฮ่าๆๆ”
“ไปกันเลยมั้ย”
“อยากจะอยู่กับฉันสองต่อสองขนาดนั้นเชียว”
“.............”
ทางด้านอาเรียในเวลานี้เดินทางมากับโรบุสซึ่งทั้งคู่มุ่งหน้าสู่วิทยาลัยนักล่าโรบุสในตอนนี้เดินอยู่ด้านด้านข้างของอาเรียซึ่งในปัจจุบันเธอขี่เครื่องจักเวทย์มนตร์
อาจารย์ของเธอทิ้งเครื่องจักรเวทย์มนตร์และแกนเวทย์จำนวนมากไว้ให้เธอทำให้เธอไม่ลังเลที่จะใช้มันแม้จะเป็เื่ที่เล็กน้อยเช่นนี้
“ท่านคาลี่ย์เป็คนแบบไหนเหรอคะ”
“ก็แปลกๆมั้งนะขอรับ”
“ก็ถือว่าปกติมั้ยคะ”
“ก็คงจะเรียกว่าปกติได้สำหรับนักล่าระดับนั้นขอรับฮ่าๆๆ”
“ท่านคาลี่ย์เป็นักเวทย์แบบไหนเหรอคะ??”
“ท่านคาลี่ย์ไม่ใช่นักเวทย์นะขอรับ”โรบุสตอบเธอ เธอเข้าใจว่าคาลี่ย์เป็นักเวทย์เนื่องจากอาคอนบอกให้ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้เวทย์มนตร์จากเขาแต่จากที่โรบุสตอบเธอว่าเขาไม่ใช่นักเวทย์ทำให้เธอประหลาดใจอย่างมาก
“ท่านคาลี่ย์เป็วิศวกรขอรับทำไมคุณหนูถึงคิดว่าเขาเป็นักเวทย์ละขอรับ”
“ข้ามีปัญหาเื่การควบคุมเวทย์มนของตัวเองแล้วท่านอาจารย์ก็แนะนำว่าให้ลองปรึกษาท่านคาลี่ย์ดูค่ะ”
“ถ้าท่านอาคอนว่าแบบนั้นบางทีท่านคาลี่ย์ก็อาจจะสามรถช่วยคุณหนูได้ก็ได้นะขอรับ”
“ไม่ใช่ว่าคลาสวิศวกรเป็คนที่อาศัยปัจจัยภายนอกเมื่อต่อสู้หรอคะฉันนึกไม่ออกจริงๆว่าท่านคาลี่ย์จะช่วยข้าได้ยังไง...แล้วท่านคาลี่ย์ทำอะไรอยู่ที่วิทยาลัยนักล่าคะ”
“เขาดำรงตำแหน่งเป็ผู้อำนวยการของวิทยาลัยนักล่าขอรับวิทยาลัยนักล่าเป็สถานที่ที่คุณไม่จำเป็ต้องมีอาจารย์ก็สามารถเข้าเรียนได้อย่างไรก็ตามมันจะเข้ายากเล็กน้อย และเหล่านักล่าที่มีลูกศิษย์ก็มักจะส่งศิษย์ของตนเพื่อเข้าเรียนในวิทยาลัยนักล่ากันทั้งนั้นท่านดาลัสและท่านคาลี่ย์เองก็ด้วย เพราะนอกจากจะมีครูสอนในวิทยาลัยทางวิทยาลัยยังมีรางวัลสำหรับการประเมินผลที่ยอดเยี่ยมของนักเรียนแต่ละคนไม่เพียงแค่นั้นนักเรียนในวิทยาลัยยังสามารถรับภารกิจเพื่อรับรางวัลหรือของมีค่าอีกมากมายพร้อมกับเก็บประสบการณ์ไปในตัวนอกจากนี้หากคุณทำภารกิจสำเร็จการศึกษาผ่านคุณจะถูกบรรจุให้เป็นักล่าระดับ Cทันที”
“ว้าว”
“มีภารกิจอะไรที่มอบแมนเดรกให้มั้ยคะ”
“แมนเดรกเลยเหรอขอรับ..คงไม่มีภารกิจอะไรที่มอบของล้ำค่าขนาดนั้นให้ยกเว้นคุณจะทำภารกิจระดับ A ขึ้นไป...แล้วก็..”
“...??”
“แมนเดรกนั้นเป็ข้อมูลที่ค่อนข้างสงวนไว้สำหรับระดับสูงดังนั้นจะดีกว่าถ้าคุณหนูจะไม่เปิดเผยมันนะขอรับ”
“โอ้ว ..ค่ะเข้าใจแล้ว”
ไม่นานอาเรียและโรบุสก็เดินทางมาถึงวิทยาลัยนักล่าโรบุสยื่นเอกสารของเธอพร้อมกับกรอกแบบฟอร์มเข้าศึกษาในวิทยาลัยให้เธอในตอนนี้เหมือนว่าโรบุสจะบอกบางอย่างกับเ้าหน้าที่ทำให้เ้าหน้าที่คนหนึ่งวิ่งออกไปด้านหลังและใช้อุปกรณ์เวทย์มนตร์เพื่อสื่อสารบางอย่าง
สักพักพนักงานคนดังกล่าวก็หันกลับมาและรอทั้งคู่ทำธุระของตนให้เสร็จอย่างไรก็ตามเหมือนว่าโรบุสจะเข้าใจปฏิกิริยาดังกล่าวของพนักงานทำให้เขาหันมากล่าวกับอาเรียแทน
“คุณหนูอาเรียสามารถตามพนักงานคนนี้ไปก่อนได้เลยขอรับข้าจะขอจัดการกับเอกสารพวกนี้ก่อน และคงไม่เหมาะเท่าใดนักที่ข้าจะไปพบกับท่านคาลี่ย์พร้อมกับคุณหนู”
อาเรียพยักหน้าเข้าใจจากนั้นจึงนั่งอุปกร์เวทย์มนตร์ตามพนักงานคนดังกล่าวไปเพื่อพบคาลี่ย์
ในระหว่างที่รอโรบุส อาเรียก็ได้สังเกตภูมิทัศน์รอบตัวของเธอวิทยาลัยนักล่านั้นอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองและยังมีสนามและอาคารขนาดใหญ่หลายอาคารอาคารส่วนใหญ่ในวิทยาลัยถูกสร้างด้วยไม้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเสริมเวทย์มนตร์เข้าไปด้วยเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ ไก่งวงนั้นเป็สัญลักษณ์ของวิทยาลัยนักล่า แม้แต่เครื่องแบบของพนักงานก็จะมีรูปไก่งวงอยู่ตรงอก
ระหว่างทางที่เธอตามพนักงานเธอสังเกตเห็นนักเรียนคนอื่นๆในวิทยาลัยและเธอเดาว่าบางทีวิทยาลัยแห่งนี้อาจจะไม่มีเครื่องแบบประจำเนื่องจากไม่มีนักเรียนคนไหนที่แต่งตัวดูเหมือนจะเป็เครื่องแบบของวิทยาลัยเลย
‘ก็ถ้ามีเครื่องแบบคงจะไม่มีตราไก่งวงที่อกเสื้อหรือว่าด้านหลังใช่มั้ย??’เธออดไม่ได้ที่จะส่ายหัวกับจินตนาการของเธอมันคงดูไม่จืดหากนักศึกษาจากสถาบันที่ยิ่งใหญ่จะใส่ชุดที่มีตราสัญลักษณ์รูปไก่งวง
ไม่นานนักพนักงานก็นำอาเรียมาหยุดอยู่ที่อาคารหลังหนึ่งที่อยู่ทางด้านหลังของวิทยาลัยอาคารดังกล่าวมีกลิ่นที่เหมือนผงดินปืนและโลหะลอยอบอวลออกมาเตะจมูกอย่างชัดเจน
ทันใดที่อาเรียมาถึงประตูก็ถูกเปิดออกชายสวมหน้ากากกันแก๊สเดินออกมาจากประตูและมองมาที่พวกเธอ
“โอ้เธอเองเหรอเนี่ยลูกศิษย์ของอาคอน ดูปกติกว่าที่คาดไว้แฮะไปคุยกันที่อื่นดีกว่ามันคงไม่ดีนักที่เ้าจะยืนสูดโลหะและกลิ่นพวกนี้เข้าไป”
พูดเสร็จชายสวมหน้ากากก็เดินนำเธอไปที่อาคารปิดหลังเล็กๆที่อยู่ด้านข้างพนักงานที่นำอาเรียมานั้นค้อมศีรษะและจากไปหลังจากที่ชายสวมหน้ากากนำอาเรียไป
เมื่อเข้ามาในอาคารนั้นอากาศที่สดชื่นทำให้อาเรียสูดหายใจเข้าอย่างเต็มปอดมันผิดคาดกับที่เธอคิดไว้ว่าอาคารปิดเช่นนี้อากาศจะไม่ถ่ายเท
ชายสวมหน้ากากถอดหน้ากากของตนออกและเผยให้เห็นใบหน้าของชายที่สวมแว่นหนาผมหยิกชายที่สวมแว่นหนาหันมามองอาเรียอยู่สักพักจนอาเรียรู้สึกอึดอัด
“แล้วเธอมีอะไรที่พิเศษกันแน่ละเนี่ยทำไมอาคอนถึงได้รับเธอเป็ลูกศิษย์ โอ้...โทษที ฉันคาลี่ย์ เธอชื่ออะไรแม่หนูน้อย”
เนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกของอาเรียนั้นเป็เด็กหญิงตัวน้อยน่ารักๆเพียงเท่านั้นแม้เขาจะค่อนข้างชอบเธอเพราะเห็นเธอขี่เครื่องจักรเวทย์มนตร์ที่เขาสร้างขึ้นก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่เห็นความพิเศษอย่างอื่นของเธอที่มากพอให้อาคอนที่ไม่ยอมรับลูกศิษย์เป็เวลานานรับเธอเป็ผู้สืบทอด
“อาเรียค่ะ แค่อาเรีย เห็นท่านอาจารย์บอกว่าข้าถูกหลอกขายหนังสือมาเหมือนกันกับท่านอาจารย์สมัยเด็กก็เลยรับข้าเป็ศิษย์”
“เอาจริงดิ..ฮ่าๆๆหมอนั่นมันบ้าจริงๆด้วย”
“แต่ว่าบางทีหนังสือของข้าอาจจะไม่ได้ถูกหลอกขายมาเพราะดูเหมือนท่านอาจารย์จะรู้จักคนที่เขียนด้วยค่ะ”
“หืมมแล้วใครล่ะที่เขียนหนังสือแล้วมาหลอกขายให้เธอ..”
“ท่านอาจารย์เรียกเขาว่า mad alchemist แล้วก็เพราะชายคนนั้นทำบางอย่างกับร่างกายข้าทำให้ข้าตอนนี้มีปัญหาด้านการฝึกใช้พลังเวทย์ด้วยและท่านอาจารย์ก็แนะนำให้มาปรึกษาท่าน”
“madalchemist งั้นเหรอ ฮึ่ม..เื่สำคัญขนาดนี้ทำไมหมอนั่นไม่บอกกันก่อนเลยแฮะ”หลังจากพึมพำสักพักคาลี่ย์ก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่ามีเอกสารบางอย่างที่ถูกส่งมาจากอาคอนเมื่อวันก่อนทำให้เขาถึงกับต้องเอามือกุมขมับ ดูเหมือนว่าเอกสารดังกล่าวเขาควรต้องพลิกกลับอีกด้านเพื่ออ่าน
“แล้วปัญหาประเภทไหนล่ะที่เธอ้าปรึกษาฉัน”
“พลังเวทย์ของข้ามันบ้าคลั่งและวิธีที่จะควบคุมมันข้าต้องสงบเยือกเย็นตลอดเวลาที่พยายามควบคุมมันแต่มันทำยากที่จะทำตัวเยือกเย็นตลอดเวลาแม้แต่ในเวลาที่ต้องต่อสู้ท่านอาจารย์บอกว่ามีสองคนที่จะแนะนำข้าได้ หนึ่งในนั้นคือท่าน”
“อืมม... มันไม่ได้มีอะไรยุ่งยากเลยความจริงต้องบอกว่ามีสามคนที่แนะนำเธอได้และอาจารย์ของเธอก็เป็หนึ่งในนั้นอย่างไรก็ตามเพราะความพ่ายแพ้ครั้งครั้งสำคัญเมื่อเร็วๆนี้ทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจที่จะสอนเธอด้วยตัวเอง”
คาลี่ย์หยุดพูดสักพักและลุกขึ้นรินน้ำให้ตัวเองพร้อมกับน้ำผลไม้สำหรับอาเรีย
“หลักๆแล้วเธอก็แค่ต้องมีความมั่นใจมากพอถ้าเธอลังเลว่าเธอทำไม่ได้เธอก็จะสูญเสียความสงบเยือกเย็นไป วิธีการต่อสู้ของฉันอาคอนและอีกคนที่เขาพูดถึงฉันเดาว่าคือ mad alchemist นั้นมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันพวกเราจะประเมินสถานการณ์ต่างๆรอบตัวก่อนต่อสู้เสมอใช้ความเข้าใจและข้อมูลเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง ใช้ประสบการณ์ที่มีเป็หลักประกันชีวิตและใช้สมองเป็อาวุธหลัก
อาคอนเองก็มีทุกอย่างเช่นที่ฉันพูดจนกระทั่งเขาต่อสู้กับ mad alchemist ชายที่มีพลังอ่อนแอกว่าเขาอย่างมากแต่กลับชนะเขาได้อย่างไม่ยากเย็น นั่นทำให้เขาเริ่มไม่มั่นใจในมันสมองของตัวเอง แม้ว่าเขาจะมั่นใจว่าฉลาดกว่าฉันอยู่ก็ตาม
พูดง่ายๆก็คือหากเธออยากสงบเพื่อควบคุมพลังเวทย์ของเธอสิ่งที่เธอต้องมีคือประสบการณ์ที่มากพอจากการฝึกฝนความเข้าใจและข้อมูลของพลังเวทย์ของตัวเองและประเมินถึงความสามารถของตัวเองและฝั่งตรงข้ามซึ่งในที่นี้คือพลังเวทย์ของเธอ
ถ้าเธอควบคุมพลังเวทย์ที่บ้าคลั่งและมหาศาลของเธอไม่ได้ฉันคิดว่าสิ่งที่เธอควรทำคือลองดูว่าเธอควบคุมพลังเวทย์ได้มากขนาดไหน และคนที่เริ่มฝึกฝนเวทย์มนตร์เริ่มต้นทุกคนทำคือดึงพลังจำนวนมากที่ตัวเองััได้ออกจากร่างของตนอย่างไรก็ตามในกรณีของเธอฉันแนะนำให้ฝึกโฟกัสพลังเวทย์เพียงส่วนหนึ่งเพื่อดึงมันออกมา”
คาลี่ย์หยุดพูดสักพักแล้วเดินไปหยิบของบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายเหรียญเล็กๆออกมาออกมาให้เธอดูแล้วพูดต่อ
“นี่คือเครื่องมือที่ทำให้เธอโฟกัสการใช้เวทย์มนต์ได้ฉันใช้มันเพื่อควบคุมปริมาณเวทย์มนตร์ที่ดึงออกจากแกนเวทย์มันสามารถดึงพลังเวทย์ออกมาได้โดยไม่ต้องผ่านวงจรเวทย์มนตร์หากถูกใช้โดยนักเวทย์นี่คงจะช่วยเธอได้มาก”
คาลี่ย์หยุดพูดแล้วดึงคทาเวทย์ที่ห้อยอยู่ที่หลังของเธอมาเพื่อประกอบอุปกรณ์เวทย์ของเขาเข้าไป
“แต่แค่ฝึกโฟกัสมันยังไม่พอเธอต้องสร้างความมั่นใจในตัวเองให้ได้เพื่อพัฒนาตัวเองในอนาคต”
“....ว้าวววว.........ท่านคาลี่ย์สุดยอดไปเลยย..”
“ใช่มั้ยล่ะสาวน้อย.ฮ่าๆๆ อาคอนเลือกลูกศิษย์ได้ดีจริงๆฉันมีอะไรสุดยอดๆให้เธอดูอีกเยอะเลยนะ ฮ่าๆๆ”