บทที่ 10 ถูกปล้น
เซียวหยวนหลางและพ่อของเขาแยกกันไปคนละทาง เขาหาพื้นที่ที่ไม่เป็จุดสนใจมากนักตรงแถวหน้าตลาด ปูผ้าที่เตรียมมา แล้วหยิบเห็ดที่เหลือจากเมื่อวานออกมาจัดเรียง
แม้จะบอกว่าเหลืออยู่ แต่จริง ๆ แล้วมีอยู่เพียงสองกำมือเท่านั้น เห็ดสียังสดส่งกลิ่นหอมเหมือนกับเพิ่งถูกเก็บมาใหม่ ๆ
แม้จะอยู่ห่างออกไปไกลก็ยังได้กลิ่นหอมของเห็ดโชยมาตามลม
ขณะที่เขากำลังสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อเตรียมะโขายของ ก็มีรถม้าคันหนึ่งวิ่งมาจอดเทียบหน้าแผงเสียก่อน
จากนั้นก็มีคนโผล่หัวออกมาจากหน้าต่างรถแล้วโบกมือเรียกเซียวหยวนหลาง “น้องชาย เห็ดของเ้าสดมาก!”
เซียวหยวนหลางตอบโต้อย่างรวดเร็ว เขารีบหยิบเห็ดขึ้นมาทันทีแล้ววิ่งไปที่รถม้า “พี่ชายเห็ดเหล่านี้น้องชายข้าเก็บได้ั้แ่ก่อนรุ่งสาง จะทำผัดหรือทำแกงก็ได้ รสชาติอร่อยมาก พี่ชายสนใจหรือไม่”
ชายคนนั้นดูอายุมากกว่าเซียวหยวนหลางเล็กน้อย เขาเกล้าผมปักปิ่นหยก หน้าตาดูหล่อเหลา
ชายคนนั้นโบกมือ “เอาหมดนั้นเลย เด็ก ๆ ไปขนมา”
ขณะที่พูดเขาก็โยนถุงเงินถุงหนึ่งใส่อ้อมแขนของเด็กหนุ่ม
เมื่อเซียวหยวนหลางรู้สึกตัว รถม้าคันนั้นก็หายไปแล้ว เขาใมากเมื่อมองดูถุงเงินในอ้อมแขน “นี่ นี่มัน...”
เดิมทีเขาคิดว่าขายเห็ดเหล่านี้ได้เงินไม่กี่สิบเหวินก็นับว่าไม่เลวแล้ว แต่ถุงเงินถุงนี้น่าจะมีเกือบพันเหวินได้
เซียวหยวนหลางเห็นว่าสีหน้าของพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่รอบตัวดูไม่ค่อยดีนัก จึงรีบเก็บข้าวของและจากไปทันที
ต่อให้มาขายของทุกวันกว่าครึ่งเดือน พวกเขาก็ไม่สามารถทำเงินก้อนได้ขนาดนี้ แต่เซียวหยวนหลางที่เพิ่งมากลับได้เงินมาอย่างง่ายดาย
จะไม่ให้คนอื่นอิจฉาได้อย่างไร
เซียวหยวนหลางหวาดกลัวสายตาที่จ้องมองมา เขาจึงเดินไปรอบ ๆ เพื่อมองหาพ่อของตน
“นี่ นี่เ้า…” เซียวหย่งฝูร้องเสียงหลงด้วยความใ จากนั้นจึงลดเสียงลง “เ้าขายเห็ดจนได้เงินถุงใหญ่เช่นนี้ เ้านี่ช่างโชคดีจริง ๆ”
ถึงอย่างไรเซียวหยวนหลางก็ยังเป็เพียงเด็กหนุ่ม หลังจากที่ได้เงินจำนวนนั้นมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
เซียวหย่งฝูยิ้มพลางตบไหล่ลูกชาย “เอาล่ะ พวกเราไปซื้อผ้าให้แม่กับน้องเ้าแล้วเราค่อยกลับบ้านเถอะ”
“ท่านพ่อ ข้าคิดว่าข้าอยากจะได้ผ้าเพิ่มอีกพับ” เขากระซิบเสียงเบา เซียวหยวนหลางลังเลก่อนที่จะเดินเข้าร้านขายผ้าไป
เซียวหย่งฝูใอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะนึกอะไรได้บางอย่าง พลางยิ้มมองดูลูกชายคนโตที่อีกไม่นานก็น่าจะสูงเท่าตนแล้ว
“จริงด้วย เป็พ่อเองที่ไม่คิดให้รอบคอบ”
เมื่อเห็นว่าลูกชายหน้าแดงจนถึงใบหู เซียวหย่งฝูก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก “เข้าไปเลือกผ้าให้ซิ่วหงไป”
“ขอรับ”
หลิวซิ่วหงเป็คนที่แม่เฒ่าเหยาจัดการให้หมั้นหมายกับเขาเมื่อไม่กี่ปีก่อน
พ่อของนาง หลิวต้าหย่งเป็นายพรานและครอบครัวของนางถือเป็ครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านหลิวกัง
หลิวต้าหย่งใจจริงเขาอยากได้ลูกชาย แต่ลูกที่คลอดออกมาสี่คนล้วนเป็ผู้หญิง
เมื่อเห็นว่าไม่มีความหวังที่จะได้ลูกชาย เขาจึงไปขอเซียวหยวนหลางให้มาเป็ลูกเขยของตน
นี่เป็สาเหตุว่าทำไมเซียวหยวนหลางและหลิวซิ่วหงถึงหมั้นกันมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งงานกัน
เซียวหยวนหลาง่วัยเด็กเคยไปเรียนหนังสือในหมู่บ้าน แม้แต่อาจารย์ยังบอกว่าเขามีพร์
แต่แม่เฒ่าเหยากลับไม่ยอมจ่ายค่าเล่าเรียน เอาเงินที่เซียวหย่งฝูและภรรยาหามาอย่างยากลำบากไปกับการเล่าเรียนและงานแต่งงานของเซียวหย่งเหวิน เป็ผลให้เซียวหยวนหลางไม่ได้เรียนหนังสือต่อ
เื่เหล่านี้ผ่านมานานหลายปีแล้ว
ทั้งสองคนซื้อผ้าเนื้อหยาบสำหรับผู้ชายทุกคนในบ้าน ส่วนหลินซื่อกับเด็กทารกน้อยสองคนให้เป็ผ้าฝ้าย
“ท่านพ่อ ท่านดูสีนี้สิน้องสาวใส่แล้วจะต้องดูดีแน่นอน” เซียวหยวนหลางนึกถึงใบหน้าขาวราวกับหิมะของน้องสาวแล้วชี้ไปที่ผ้าฝ้ายสีแดงเข้ม
เซียวหย่งฝูมองตาม “อืม จริงอย่างที่เ้าว่า เ้าเอาสีนี้มาสองพับ พับหนึ่งใหญ่ พับหนึ่งเล็กนะ”
“สีสวยเช่นนี้ เ้าเอาไปให้ซิ่วหงเถอะ”
“ท่านพ่อ แต่ข้าว่าท่านแม่ต้องสวยมากแน่”
สีแดงทำให้เด็กหนุ่มนึกถึงเทียนคู่สีแดงในห้องหอ แต่เขาก็รีบสลัดดความคิดในหัวทิ้งอย่างรวดเร็ว
เซียวหย่งฝูยิ้มอย่างอบอุ่น “แม่เ้าไม่สวมชุดสีสดใสเช่นนี้หรอก ผ้าแพรสีม่วงอ่อนด้านโน้นยังเข้ากับผิวของแม่เ้ามากกว่า”
เขาเข้าใจความหมายของลูกชายจึงกล่าวปลอบ “เ้าไม่จำเป็ต้องคิดมาก แม้ว่าสีนี้จะสวยงาม แต่ต้องไม่ใช่สีแดงจริง ๆ”
หลังจากขนของที่ซื้อทั้งหมดขึ้นเกวียนแล้ว ทั้งสองก็เดินทางออกจากเมือง มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านหลิวกัง แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเมืองความหนาวเย็นสายหนึ่งแล่นสู่กระดูกสันหลังของทั้งสอง พร้อมกับความรู้สึกเหมือนถูกสายตาหลายคู่จ้องมองมาอย่างไม่ลดละ
ถึงอย่างไรของที่อยู่ในเกวียนก็มีราคาสูงและยังมีเงินถุงใหญ่
ในปีที่เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ พวกเขาสองคนก็ไม่ต่างอะไรกับแกะอ้วนที่ทำผู้คนอิจฉาตาร้อน
หลังเดินทางออกมาได้ไม่นาน ทั้งสองก็ถูกกลุ่มคนรายล้อมทันที
“ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ละก็ ส่งเงินมาและทิ้งข้าวของไว้ซะ” หัวหน้าโจรพันผ้ารอบใบหน้า แต่กลับไม่สามารถซ่อนความโลภภายในดวงตาได้
เซียวหย่งฝูคว้าแขนลูกชายไว้ พลางกระซิบว่าอย่าหุนหันพลันแล่น
คนพวกนี้อย่างน้อยน่าจะมีสักเจ็ดแปดคน บางคนถืออาวุธอยู่ในมือ
สองพ่อลูกไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนพวกนี้เลย ยิ่งไปกว่านั้นการปล้นนอกเมืองยังถือว่าเป็เื่ที่เจอได้ทั่วไปไม่เว้นวัน
“ของทุกอย่างอยู่บนเกวียน ส่วนเงินใช้หมดแล้ว พวกเ้าเอาของไปเถอะแล้วปล่อยพวกเราไป” เซียวหย่งฝูกล่าวพร้อมโค้งให้ แต่มือของเขาจับลูกชายไว้แน่น
หัวหน้าโจรหัวเราะเสียงเย็น “ไม่มีเงิน? จริงหรือ?”
ขณะที่พูดหัวหน้าโจรก็ชี้ไปที่อกเสื้อของเซียวหยวนหลาง “แล้วอะไรคือสิ่งที่นูนขึ้นมาบนตัวเขาเล่า คงไม่ใช่แม่นางน้อยหรอกนะ”
ทันทีที่ชายผู้นี้พูดจบ ทุกคนในกลุ่มก็หัวเราะออกมา
ใบหน้าของเซียวหยวนหลางเปลี่ยนเป็สีแดงจัดด้วยความโกรธ แต่ก็เปลี่ยนเป็ซีดขาวในฉับพลัน
ตอนนี้พวกเขาถูกฝูงหมาป่าล้อมไว้แล้ว
“หัวหน้า ทำไมมีหมาป่าเยอะขนาดนี้! ทำอย่างไรดี” ชายร่างผอมผิวเข้มถามเสียงเบา
หัวหน้าโจรเหลือบมองเซียวหย่งฝูและลูกชายของเขา “กลัวอะไร หมาป่าพวกนี้มันก็แค่หิว ผลักสองคนนี้ออกไปก็สิ้นเื่ ถ้ามันมีเนื้อกิน พวกมันก็จะเลิกสนใจพวกเราเอง”
เซียวหย่งฝูคว้าลูกชายของเขาที่กำลังต่อต้านและมองดูหมาป่าขาวที่อยู่ตรงหน้า พลางถอนหายใจ “โชคชะตาหนอ โชคชะตา”
หัวหน้าโจรกระแอมไอในลำคอทั้งยังแสดงสีหน้าเป็มิตร “ท่านหมาป่า สองคนนี้ให้ท่าน พวกเราไม่อร่อยหรอก กินพวกเขาเถอะ”
ขณะที่พูดเขาก็ผลักสองพ่อลูกออกไป แม้จะเห็นว่าหมาป่าไม่มีท่าทีใด ๆ แต่ก็ยังคิดว่าไม่ช้าก็เร็ว สองคนนี้ก็ต้องตกเป็อาหารของหมาป่าอยู่ดี
หลังจากผลักชายทั้งสองเข้าไปในฝูงหมาป่าแล้วจึงหันไปสนใจของบนเกวียน แต่ปรากฏว่าหมาป่าไม่สนใจสองพ่อลูกแม้แต่น้อย พวกมันค่อย ๆ เดินเข้ามาล้อมพวกเขาช้า ๆ ปิดกั้นทางหนีทุกทาง
“บรู๊วววว!”
หมาป่าขาวออกคำสั่ง ฝูงหมาป่าหอนรับคำ กระโจนเข้าขย่ำเหยื่อทันที
“ท่านพ่อ พวกเราหนีกันเถอะ” ขาของเซียวหยวนหลางรู้สึกอ่อนแรงเมื่อเห็นเหตุการณ์นองเืตรงหน้า
เซียวหย่งฝูพาบุตรชายเดินอ้อมไปที่เกวียน “ไม่ต้องกังวล รอพวกมันกินให้เสร็จก่อน”
เซียวหยวนหลางเก็บความหวาดกลัวและอาการคลื่นไส้เอาไว้ บังคับตัวเองให้เพลิดเพลินไปกับฉากของหมาป่าที่กำลังกินอย่างตะกละตะกลามในระยะประชิด
ในไม่ช้า เขาก็เข้าใจว่ากลุ่มหมาป่าไม่ได้สนใจพวกตนสองพ่อลูกแม้แต่น้อย จึงคลายความกลัวและค่อย ๆ ปรับตัวไปตามสถานการณ์
ไม่นาน พวกหมาป่าก็กินอิ่ม พวกมันหันไปมองสองพ่อลูกแซ่เซียวเป็ตาเดียว
“บรู๊ววว” หมาป่าขาวร้องขึ้น เซียวหย่งฝูมองดูขนที่เปื้อนเืรอบ ๆ ปากของมัน และรู้สึกใจสั่นเล็กน้อย
ถึงอย่างนั้นเขาก็เข้าใจทันทีว่าหมาป่าขาว้าจะสื่ออะไร “หยวนหลาง ขึ้นเกวียน”
เซียวหยวนหลางมึนงงเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าการขึ้นเกวียนหมายความว่าอย่างไร แต่ด้วยสายตาของหมาป่าหลายคู่ที่จับจ้องมา เขาจึงทำตามแต่โดยดี
เช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว หมาป่าสีเทาสองตัวคว้าเชือกแล้วลากเกวียนไปยังหมู่บ้านหลิวกัง
เมื่อมีฝูงหมาป่าคอยคุ้มกัน ทั้งสองคนจึงไม่พบกับการปล้นใด ๆ เลยตลอดทาง
เมื่อเห็นทั้งสองเข้าไปในหมู่บ้านอย่างปลอดภัย หมาป่าสีขาวก็นำฝูงของมันจากไป