บทที่ 37
“จะให้เข้าใจบ้าบออะไรอีกล่ะ มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น อีกอย่างการกระทำของแกในตอนนี้มันกำลังทำให้ผู้มีพระคุณของฉันต้องเป็นกังวล ดังนั้นปล่อยตัวพวกเขาไปเดี๋ยวนี้!..” โอ๊ตกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ กิตติที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับนิ่งเงียบไปเล็กน้อย เขาพยายามมองไปที่บุคคลนับสิบตรงหน้า ใครกันที่พอจะเป็นผู้มีพระคุณของคุณชายเขาได้“ต้องขออภัยด้วยขอรับคุณชาย.. เพียงแต่ว่ากระผมต้องการที่จะยืนยันว่าเขาหรือเธอคนนั้นเป็นใคร..อย่างน้อยคุณชายก็ควรมีทางเลือก และคำตอบที่ผมจะสามารถนำมันไปเอ่ยกล่าวรายงานกับคุณท่านใหญ่ได้บ้าง..”กิตติกล่าว แม้ว่าเขามีสิทธิ์เด็ดขาด กระทำก่อนรายงานได้ก็จริง แต่ในความคิดของเขาการที่เขาทำเช่นนี้ในนามของตระกูลถือว่าไม่ผิด ทั้งยังเหมาะสมที่จะลงโทษผู้คนเหล่านี้ เขาเชื่อว่าคุณท่านใหญ่เองก็คงจะเห็นดีเห็นงามด้วยซ้ำไป เพียงแต่ถ้าเขารายงานถึงการปล่อยตัวพวกนั้นไปอย่างไม่มีเหตุผล เขาก็อาจจะถูกคุณท่านลงโทษเอาได้ที่ปล่อยไอ้พวกที่มันหาญกล้ามาดูถูกศักดิ์สิทธิ์ของตระกูล“เฮ้อออ.. พวกแกนี่ชอบมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของฉันจริงๆเลยนะ.. แต่ก็ช่างเถอะ เธอชื่อเปรม คุณหญิงเปรมปรีดา..” โอ๊ตกล่าว และมันทำให้กิตติถึงกับมึนงงว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครแล้วมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ยังไง เขาจึงกล่าวถามกับคุณชายในทันที“แล้วไม่ทราบว่าคุณหญิงเปรมปรีดาที่คุณชายกล่าวถึงนั้น เธอเป็นใครกันขอรับ” ผู้คนนับสิบที่ได้ยินชื่อของคุณหญิงเปรมก็ต่างมึนงงไปตามๆกัน เรื่องนี้คุณหญิงเปรมไม่เกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย ถ้าจะเกี่ยวข้องจริงๆก็คงจะเป็นความสนิทสนมระหว่างตระกูลของท่านนายพลเสรี กับครอบครัวของปีเตอร์เท่านั้น แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดกับตระกูลไหนเลย“เธอเป็นคนเอาข้าวให้ฉันกินตอนที่ฉันเกือบจะตายยังไงเล่า.. ตอนที่พ่อแม่ของฉันเสียไป แกคิดว่าเด็กตัวน้อยๆจะหาข้าวกินได้จากที่ไหนกัน ถ้าฉันไม่ได้ข้าวที่เธอบริจาคให้กับโบสถ์ แกคิดว่าแกจะได้เห็นหน้าของฉันเหลือรอดจนมาถึงตอนนี้หรือยังไง...” เมื่อพูดไปพูดมา โอ๊ตก็เริ่มของขึ้น มันทำให้เขานึกถึงความทรงจำอันโหดร้ายในชีวิตที่ผ่านมา แน่นอนว่าเขาใส่เป็นชุดแบบไม่รออะไรอีกแล้ว“เหอะ! พูดก็พูดเถอะ พวกแกมันจะไปเข้าใจอะไร แม้แต่ตอนที่ฉันเจ็บไข้ได้ป่วยยังต้องดูตัวเอง ยารักษาก็ได้จากที่โบสถ์ ข้าวก็กินของคุณหญิงเปรมที่เธอมีน้ำใจบริจาคมา.. ถามจริง! พวกแกกับคุณตา หรือคนในตระกูลเคยให้อะไรฉันบ้างไหม แค่ข้าวถ้วยเดียวน่ะ พวกแกก็ยังไม่เคยจะให้..ยาสักเม็ดให้หายปวดหัวล่ะ..ก็ไม่มี.. ใช้แต่เงินแก้ไขปัญหา ใช้อำนาจในการข่มขู่ผู้คน.. ช่างน่ารังเกียจเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ..”โอ๊ตกล่าวด่าออกมาเป็นชุดเช่นนี้ แน่นอนว่ามันทำให้กิตติถึงกับซึมไปเลยทีเดียว เป็นความจริงดังที่คุณหนูของเขากล่าว ตระกูลได้ทอดทิ้งคุณหนูมาตั้งแต่เยาว์วัย เขาไม่มีสิทธิ์อะไรที่แม้แต่จะไปโกรธแทน หรือเป็นห่วงแทนได้เลย พวกเขาทั้งตระกูลไม่มีสิทธิ์นั้น“แกต้องให้ฉันเดินทางไปที่ร้านอาหารนั้นอีกครั้ง เพื่อจัดการปัญหาโง่ๆที่พวกแกเป็นคนก่อ และทำให้ผู้มีพระคุณของฉันต้องเดือดร้อนใจไปด้วยอย่างนี้.. เอาไหม? แกต้องการให้ฉันคุกเข่าขอร้องแกด้วยอีกคนไหม ทำไม! ทำไมพวกแกถึงมาวุ่นวายกับฉันด้วยวะ.. ฉันอยู่อย่างนี้ก็มีความสุขดีแล้วแท้ๆ..” โอ๊ตที่ยังหัวร้อนไม่หาย และอารมณ์ของเขาเริ่มจะฉุนขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครหยุดความคิดของเขาได้แล้วในตอนนี้“พอกันที!.. พวกแกจะทำอะไรก็ทำ เอาแม่ง!ทุกอย่างนั่นกลับไปด้วย เงินในบัญชีก็เอามันคืนไป.. แล้วอย่ามายุ่งอะไรกับฉันอีก” โอ๊ตกล่าว เขารู้สึกว่าชีวิตในช่วงนี้มันไม่ใช่ตัวตนของเขาเลย จากที่ใช้ชีวิตในทุกๆวันอย่างสงบๆ กลับวุ่นวายขึ้นมาทุกวันหลังจากที่เจอพวกเขา“เดี๋ยวก่อนขอรับคุณชาย!...” กิตติกล่าวกับคุณชายของเขาทางโทรศัพท์ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว สายของคุณชายได้ถูกตัดไปเรียบร้อยแล้ว สีหน้าของกิตติในตอนนี้มันดูมืดมนเอามากๆ เขากำลังเศร้าใจที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคุณชายได้ แถมยังสร้างความเข้าใจผิดกับคุณชายไปอีก“พงษ์ภัคดี.. ปล่อยตัวพวกเขาไป..” กิตติกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งๆเบาๆ เหมือนคนที่กำลังหมดแรง ทั้งชีวิตเขาทุ่มเทให้กับตระกูล ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขากระทำการผิดพลาด แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ มันจึงทำให้เขาเสียศูนย์ไม่น้อย“เออ.. ขอรับท่านกิตติ พวกแกไปได้แล้ว ไม่ได้ยินที่ท่านกิตติสั่งหรือยังไง.. ไปซะ!” ถึงแม้ว่าพงษ์ภัคดีจะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่มันต้องเป็นเรื่องที่ไม่ดี และสะเทือนใจเอามากๆ ไม่อย่างนั้นพ่อบ้านใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นดังตัวแทน เป็นตัวตนที่น่าหวาดกลัวคนนี้จะซึมไปได้อย่างไร ชุนตง และคนอื่นๆต่างก็มึนงงกับสถานการณ์เช่นกัน พวกเขารู้เพียงแค่ว่าตอนนี้ที่พวกเขาทั้งหมดรอดมาได้เป็นเพราะคุณหญิงเปรม แต่พวกเขาก็ยังหาจุดเชื่อมโยงอื่นๆไม่เจอเลย สงสัยเรื่องนี้ก็มีแต่ต้องเก็บเอาไปถามเธอด้วยตัวเองเท่านั้น ก่อนที่พวกเขาทั้งสิบคนจะเดินออกจากห้อง VVIP อย่างมึนงง“ท่านกิตติขอรับ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอขอรับ” พงษ์ภัคดีกล่าวถาม แต่ดูเหมือนว่ากิตติกำลังเหม่อลอยทำอะไรไม่ถูกอยู่ในตอนนี้ เขามองไปที่เพดานห้องอาหารสุดหรูนี้ด้วยความคิดอันหลากหลาย“นี่พงษ์ภัคดี.. แกคิดว่าทั้งหมดที่เราทำมานั้นเพื่ออะไรกัน พวกเรายิ่งพยายามทำมันก็เหมือนสร้างความไม่พอใจให้กับคุณหนูไปเรื่อยๆ.. ตระกูลตัดสินใจทอดทิ้งทายาทในอดีต และเพิ่งจะมาสนใจเอาป่านนี้ คุณชายเองในตอนนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะทอดทิ้งพวกเราด้วยเช่นกันถูกไหม..” กิตติกล่าว“..ถึงตระกูลจะเคยทำผิดกับคุณชาย แต่ทว่าสิ่งที่พวกเราทำให้ตอนนี้คือการชดเชย ชดใช้ความผิดนั้นให้กับท่านไม่ใช่เหรอครับ.. ถึงแม้ว่าเราจะถูกรังเกียจ ถึงแม้ว่าคุณชายจะใช้พวกเราเยี่ยงหมูเยี่ยงหมา ถ้ามันเป็นการชดใช้บาปที่ตระกูลเราทำเอาไว้ ผมก็ยินดีจะทำทุกอย่างครับ..” พงษ์ภัคดีกล่าวยึดมั่นในความเชื่อของตัวเอง มันอดไม่ได้เลยที่กิตติจะหันกลับมามองพงษ์ภัคดีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป“จริงสินะ! พวกเราคือข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ต่อตระกูล ถึงเจ้านายจะไม่ต้องการเรา แต่เราก็จะจงรักษ์ และภัคดีต่อไป จนกว่าชีวิตน้อยๆของพวกเราจะหาไม่.. พวกเราให้คำมั่นเอาไว้เช่นนั้น ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่ฉันจะต้องมาทำอะไรเช่นนี้.. ตอนนี้คุณหญิงเปรมคนนั้นอยู่ที่ไหน” กิตติกล่าว ..กลับมาทางด้านของโอ๊ต..หลังจากที่เขาวางสายจากกิตติไปแล้ว สายตาของเขากำลังจ้องมองไปที่เหล่าหมู่ก้อนเมฆที่กำลังลอยไปตามกระแสลมอย่างช้าๆ อารมณ์ของเขาเริ่มกลับมาดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเมื่อกี้มันออกจะโมโหไปสักหน่อย ถึงมันจะเป็นความจริงที่แสนจะโหดร้าย แต่ก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมด“เฮ้ออ เราก็แค่อยากจะมีชีวิตอย่างสงบสุขก็เท่านั้น..” โอ๊ตถอนหายใจออกมา ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนตรง วันนี้เขายังมีธุระอีกมากมายที่จะต้องไปจัดการต่อ ไหนจะเรื่องของเงินในบัญชีที่จะต้องไปจัดการที่ธนาคาร ไหนจะเรื่องการขายแพนเค้ก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอีก อาทิตย์หน้าก็เป็นการสอบครั้งสุดท้ายแล้วแท้ๆ แต่เขายังไม่ได้อ่านตัวหนังสือเลยแม้แต่ตัวเดียว“ก่อนอื่นก็ต้องไปธนาคารก่อนเป็นอันดับแรก เราก็แค่ต้องค่อยๆเคลียร์ปัญหานี้ไปทีละนิดทีละหน่อยเท่านั้น..” โอ๊ตกล่าวกับตัวเอง เงินหรือธุรกิจ อำนาจต่างๆเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้ต้องการมันตั้งแต่แรก เขาไม่ควรที่จะต้องพึ่งพาคนอื่นให้มากขนาดนี้ จัดการเตรียมการส่งมอบคืนให้กับคุณตาทั้งหมด และกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆเหมือนที่ควรจะเป็นดีที่สุดแล้ว การเดินทางที่แสนจะคุ้นเคย รถเมล์ประจำทางที่ไม่ได้นั่งมาสองสามวันแล้ว มันเป็นชีวิตที่โอ๊ตรู้สึกแฮปปี้อย่างแปลกประหลาดใจ แม้ว่ามันจะลำบาก แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสิ่งที่เขาต้องการ ไม่นานนักเขาก็เดินทางมาถึงธนาคาร ‘โฮมแบงก์’ ซึ่งเป็นธนาคารที่เขาได้สมัครเอาไว้ตั้งแต่เด็กๆ“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า ไม่ทราบว่ามาทำธุระด้านใดคะ..” พนักงานแบงก์กล่าวถามกับโอ๊ตที่เพิ่งจะเปิดประตูเข้าธนาคารมา แน่นอนว่าเขาก็ตอบกลับไปถึงสิ่งที่เขาต้องการจะทำ ‘เปิดบัญชีใหม่’ กับ ‘จัดการธุรกรรมทางการเงิน’ หรือก็คือโยกย้ายเงินที่เป็นของตัวเองเข้าบัญชีใหม่นั่นเองโอ๊ตที่ได้รับบัตรคิวมา และเห็นผู้คนมากมายเต็มธนาคารเขาก็ต้องถอนหายใจเล็กน้อย เพราะว่าผู้คนมันค่อนข้างเยอะมากเลยทีเดียว อีกอย่างเมื่อเขามองไปที่จอภาพ มันก็แสดงให้รู้ว่าตอนนี้มันอยู่คิวที่ ‘365’ ส่วนบัตรคิวของเขาที่อยู่ในมือมันเป็นเลข ‘384’ หรือก็คืออีก 19 คิวกว่าจะถึงของเขา“เฮ้อออ หาที่นั่งก่อนละกัน หวังว่าวันนี้จะทันกลับไปขายของนะ..” โอ๊ตมองนาฬิกาที่แสดงเวลากว่า 14.08 น. แล้ว เขาจะต้องคิดคำนวณเวลาให้ดีๆ เพราะวตอนนี้เขาไม่มีรถส่วนตัวใช้เหมือนที่เคยเป็นมาแล้ว เขาจะต้องนั่งรถประจำทาง หรือถ้าอย่างแย่สุดก็คงต้องขึ้นแท็กซี่ไปเร็วที่สุด และในจังหวะเดียวกันที่เขากำลังจะนั่งลงยังเก้าอี้รับรองนั้นเอง เสียงของเจ้ากรรมนายเวรอีกนางหนึ่งก็ดังขึ้นมา“นาย! เป็นนายจริงๆด้วย..”